LINE


แนะนำ 10 เพลงโฟล์คในตำนาน

ถ้าพูดถึงเพลงโฟล์คซอง หลายๆคนน่าจะนึกถึงกีต้าร์โปร่งตัวเดียวสบายๆ ตีคอร์ดร้องเพลงแบบเบาๆ แต่ความหมายที่แท้จริงของคำว่า โฟล์คซอง (Folksong) คือ เพลงพื้นบ้าน เป็นเพลงของชาวบ้านที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง สนุกสนาน เนื้อหาของบทเพลงจะมีทั้งคติสอนใจ คติธรรม เรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา ชีวิตความเป็นอยู่ ความรัก เป็นตัน การร้องจะมีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบหรือไม่มีก็ได้ ถ้าใช้เครื่องดนตรีก็จะนำเครื่องดนตรีท้องถิ่นมาบรรเลง แต่ในประเทศไทยมีผู้นำเอาคำว่า “โฟล์คซอง” มาใช้ในความหมายของการร้องเพลงตามสมัยนิยมทั่วไป พร้อมกับการเล่นกีต้าร์คลอประกอบไปด้วย เพราะโฟล์คซองที่ฮิตในบ้านเรามาจากทางอเมริกันที่ใช้กีต้าร์โปร่งบรรเลงคลอซะส่วนใหญ่ ปัจจุบันก็เริ่มนำกีต้าร์ไฟฟ้ามาใช้บรรเลงด้วยเหมือนกัน หากใครเป็นคอเพลงโฟล์ค วันนี้ Musicarms จะพาไปรู้จักกับ 10 เพลงโฟล์คที่โด่งดังจนเป็นตำนานมาแล้ว เชื่อว่าถ้าคนที่เคยฟังเพลงโฟล์คซองต้องคุ้นหูกันดี หรือหากใครกำลังสนใจเพลงแนวนี้ ก็ตาม Musicarms ไปรู้จักกับเพลงระดับตำนานได้ มีเพลงไหนบ้างนั้นเราไปดูกันเลย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ You've got a friend - James Taylor

1. You’ve got a friends – James Taylor

You’ve Got a Friend ต้นฉบับนั้นเป็นเพลงของ Carole King อยู่ในอัลบั้ม Tapestry ปล่อยออกมาเมื่อปี 1971 แต่หลายๆคนจะรู้จักในเวอร์ชั่นของ James Taylor กับอัลบั้ม Mud Slide Slim and the Blue Horizon สาเหตุที่ เจมส์นำไปร้องได้นั้นเป็นเพราะว่าตัวคาโรล์ผู้แต่งเองได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากเพลง Fire and Rain ของเจมส์นั่นเอง เมื่อเขาแต่งเสร็จก็เอาไปให้เจมส์ฟังและชื่นชอบจึงทำมา 2 เวอร์ชั่น โดยของเจมส์ก็ปล่อยออกมาในปี 1971 เช่นเดียวกัน ตัวเพลงนั้นบรรยายถึงความเหงาเมื่อไม่สามารถมองหาเพื่อนคนไหนได้เลย เพลงนี้คว้าอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด 100 เมื่อเดือนกรกฎาคม 1971 และได้รับรางวัลแกรมมีทั้ง 2 ศิลปิน คือ เจมส์ ในสาขาเพลงป๊อปชายยอดเยี่ยม และคาโรล์ในสาขาเพลงแห่งปี กลายเป็นเพลงอมตะที่คนรุ่นหลังนำมาร้องใหม่กันหลายรอบ เช่น Christina Aguilera และ Alisan Porter นำมาร้องในรายการ The Voice USA

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Blowing in the wind - Bob Dylan

2. Blowing in the wind – Bob Dylan

Blowing in the wind ต้นฉบับนั้นแต่งโดย Bob Dylan ออกมาเป็นซิงเกิลในปี 1963 อยู่ในอัลบัม The Freewheelin’ Bob Dylan เป็นเพลงเกี่ยวกับการประท้วง ถึงการมีชีวิตของคน ความเสมอภาค และ และประชาธิปไตย ช่วงแรกนั้นเพลงนี้เกือบจะไม่ได้บรรจุในแผ่นเสียงด้วยซ้ำเพราะความหมายค่อนข้างรุนแรง (เรื่องการประท้วงและความตาย) ผู้จัดการของดีแลนจึงเสนอให้ Peter, Paul and Mary เอาไปร้องในอัลบั้ม In the Wind ที่ปล่อยมาในปี 1963 เช่นเดียวกัน กลายเป็นเพลงฮิตขายได้ถึงสามแสนแผ่นทั่วอเมริกา และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนดิแลนต้องอึ้ง และก็ทำให้คนย้อนกลับมาฟังเวอร์ชั่นของดีแลนจนโด่งดัง มีการนำไป Cover หลายครั้ง เช่น Stevie Wonder เอาไปร้องเมื่อปี 1966 และในที่สุดเพลงนี้ก็ได้บรรจุเข้า Grammy Hall of Fame เมื่อปี 1994

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Leaving on the jet plane - John Denver

3. Leaving on the jet plane – John Denver

Leaving on a Jet Plane เป็นเพลงที่เขียนโดย John Denver ในปี 1966 ชื่อเดิมของเพลงคือ “Babe, I Hate to Go” อยู่ในสตูดิโออัลบั้มของเดนเวอร์เองเมื่อปี 1966 แต่ Milt Okun โปรดิวเซอร์ของเดนเวอร์เองนำไปเสนอให้ Peter, Paul and Mary ร้องและเปลี่ยนชื่อใหม่ในอัลบั้ม Album 1700 ที่ออกมาเมื่อปี 1969 กลายเป็นเพลงที่ที่โด่งดังที่สุดของ Peter, Paul and Mary และขึ้นอันดับ 1 ของBillboard Hot 100 ชาร์ตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1969 ตัวเพลงกล่าวถึงความรักที่ต้องห่างไกล “Cause I’m leavin’ on a jet plane Don’t know when I’ll be back again” “เพราะฉันกำลังจะขึ้นเครื่องบินไป และไม่รู้จะได้กลับมาอีกไหม” สุดท้ายเดนเวอร์ได้นำเพลงนี้มาใส่ในอัลบั้ม Rhymes & Reasons และนำมาประกอบเพลงภาพยนตร์ The Guard เรียกได้ว่าโด่งดังทั้ง 2 เวอร์ชั่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Heart Of Gold - Neil Young

4.Heart Of Gold – Neil Young

เพลงของนักร้องนักแต่งเพลงชาวแคนาดา Neil Young “หัวใจทองคำ” เป็นวลีอมตะที่คนรุ่นหลังนำมาพูดบ่อยครั้ง เช่นในการ์ตูนเรื่อง Jojo ล่าข้ามศตวรรษภาค 4 เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Harvest วางจำหน่ายเมื่อปี 1972 ได้ James Taylor และ Linda Ronstadt มาเป็นแบ็คอัพให้ โดยดนตรีแบบอะคูสติคของเพลงนั้นเกิดจากการที่ Neil Young มีอาการบาดเจ็บที่หลัง ไม่สามารถยืนเป็นเวลานานจึงต้องใช้วิธีนั่งเล่นแบบดนตรีอะคูสติก เนื้อเพลงกล่าวถึงการเดินทางเพื่อเสาะหาผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ โดยตัวเพลงกล่าวว่าต้องยื่นสิ่งดีให้ผู้อื่นก่อนเสมอถึงได้รับจิตใจบริสุทธิ์นั้น ดนตรีอะคูสติกและหีบเพลงในเพลงนี้ได้กลิ่นอายคันทรีเต็มรูปแบบ และเมื่อปี 2004 นิตยสาร Rolling Stone ก็บรรจุเพลงนี้เข้าสู่ 500 greatest songs of all time

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Sound Of Silence - Simon & Garfunkel

5. Sound Of Silence – Simon & Garfunkel

เพลงฮิตเพลงหนึ่งที่่ครองใจแฟนเพลงทั่วโลกมายาวนานกว่า 50 ปีแล้ว เป็นเพลงในยุคแรกๆ ของคู่ Duo Simon & Garfunkel ซึ่งสมัยนั้นใช้ชื่อว่า Tom & Jerry แต่งขึ้นโดย Paul Simon ในเดือนกุมภาพันธ์ภายหลังการลอบสังหารประธานาธิบดี J.F.K. (ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963) เพลงนี้ตอนแรกตั้งใจให้เป็นเพลงที่ไม่มีเครื่องดนตรีไฟฟ้าเลยเพื่อออกในอัลบั้มแรกของพวกเขาชื่อ Wednesday Morning ช่วงแรกนั้นลักษณะเสียงที่ค่อนข้างดิบและดนตรีที่ยังไม่แน่นพอ เลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี 1965 โปรดิวเซอร์ที่ค่ายเพลง Colombia มีแนวความคิดที่จะเอาวงแบ็คอัพของ Bob Dylan มาเสริมทำเพลงให้กับ Simon และ Garfunkel ใหม่อีกครั้ง ผลลัพธ์คือเพลงโด่งดังขึ้นมาทันทีเมื่ออกสู่สายตาประชาชน จึงทำให้ทั้งสองคน ต้องกลับมารวมตัวกันใหม่ แต่คราวนี้ ใช้ชื่อวงว่า Simon & Garfunkel หลายคนเชื่อว่าเพลงนี้คือแสดงความคิดเห็นในการลอบสังหารประธานาธิบดี J.F.K นั่นเอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ California Dreamin - Papa & Mama

6. California Dreamin – Papa & Mama

California Dreamin เป็นซิงเกิลชุดที่สองของ The Mamas & the Papas หรือชื่อจริงคือ Michelle Phillips และ John Phillips ออกมาเมื่อปี 1965 เนื้อเพลงนั้นทั้งคู่แต่งจากประสบการณ์จริง ราวปี 1963 ซึ่งที่มานั้นเป็นเพียงแค่การที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ในนิวยอร์คซิตี้ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ที่ฤดูหนาวอากาศจะหนาวมาก ความฝันของมิชเชลคืออากาศที่สดใสในแคลิฟอร์เนีย จอห์นจึงออกไปเดินรอบๆอพาร์ตเม้นท์และแต่งเพลง และเช้าวันหนึ่งก็แต่งเนื้อมาให้เธอ เนื้อความคือการที่มิชเชลอยากย้ายไปอยู่ในดินแดนที่ฝันไว้ และไปโบสถ์ทุกวันอาทตย์แค่นั้นเอง ซึ่งแม้แต่จอห์นเองก็คงไม่คิดว่าเพลงที่เขาแต่งนั้นกลายเป็นเพลงอมตะขึ้นถึงอันดับ 89 ใน the 500 Greatest Songs of All Time ที่จัดโดยนิตยสาร Rolling Stone และกลายเป็นเพลงประจำเมืองแคลิฟอร์เนียไปเลยช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Norwegian Wood - The Beatles

7. Norwegian Wood – The Beatles

เพลงของวงอังกฤษที่โด่งดังที่สุดในโลกอย่าง The Beatles จากอัลบั้ม Soul Soul ปี 1965 แต่งโดย Lennon และ McCartney และนำมาเรียบเรียงอีกครั้งโดย George Harrison มือกีต้าร์ของวง เนื้อเพลงของเพลงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์นอกใจของ John Lennon เอง แม้ว่าจนถึงปัจจุบันจะไม่เปิดเผยชื่อของหญิงสาวแต่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทของเลนนอน แม็คคาร์ทนีย์อธิบายว่าคำว่า “Norwegian Wood” เป็นการเหน็บแนมถึงผนังที่ทำจากต้นสนซึ่งถือเป็นของราคาถูกในสมัยกรุงลอนดอน ท่อนเพลง I lit a fire to keep myself warm, and wasn’t the decor of her house wonderful? ในท่อนสุดท้ายหมายถึง การที่เลนน่อนรู้สึกผิดเรื่องการนอกใจ “ฉันจุดไฟเผาตัวเองเพื่อให้รู้สึกอบอุ่น” และ “บ้านของเทอไม่ได้เลิศหรูอย่างที่คิด” เพลงนี้จึงวงเล็บว่า (This Bird Has Flown) หมายถึง สุดท้ายนกก็โบยบินออกไป ซึ่งน่าจะหมายถึงเลนนอนนั่นเอง แน่นอนว่าระดับเพลงของ The Beatles จึงโด่งดังไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ San Francisco - Scott McKenzie

8. San Francisco – Scott McKenzie

San Francisco (Be Sure to Wear Flowers in Your Hair) เป็นเพลงป๊อปอเมริกันเขียนโดย John Phillips แห่งวง The Mamas & the Papas ร้องโดย Scott McKenzie เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ขายดีที่สุดแห่งยุค ท่อนเพลง “If you’re going to San Francisco, be sure to wear some flowers in your hair” หมายถึง หนุ่มสาวหลายพันคนมาที่ซานฟรานซิสโกแคลิฟอร์เนียช่วงปลายยุค 60 และแฝงความหมายการต่อต้านฮิปปี้ที่มักจะเหน็บดอกไม้ตามเนื้อเพลงในยุคนั้น หรือ เมืองของพวกเขาจะถูกย่ำยีโดยพวกฮิปปี้ เพลงปล่อยออกมาเมื่อปี 1967 ช่วงที่ฮิปปี้อเมริกันกำลังเฟื่องฟู เป็นการต่อต้านชนกลุ่มนี้อย่างสันติ และถูกอกถูกใจชาวพื้นเมืองซานฟรานซิสโกอย่างมากเพราะพวกเขากำลังปวดหัวกับปัญหาฮิปปี้ป่วนเมืองจนกลายเป็นเพลงแห่งเมืองซานฟรานซิสโกไปช่วงหนึ่ง และขึ้นถึงอันดับ 4 ใน Billboard Hot 100

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Vincent - Don McLean

9. Vincent – Don McLean

Vincent เป็นเพลงที่ Don McLean แต่งขึ้นเพื่อรำลึกถึง Vincent van Gogh แม็คลีนเขียนเนื้อนี้ในปี 1971 หลังจากอ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของแวนโก๊ะ โดยในขณะที่แต่งเพลงนั้นเขาได้มองภาพ Starry Starry Night ภาพเขียนชื่อดังของแวนโก๊ะไปด้วย เนื้อเพลงบรรยายถึงความยอดเยี่ยมของภาพเขียนและฝีมือของจิตรกรเอกของโลก รวมถึงกล่าวว่าเข้าใจสิ่งที่แวนโก๊ะจะสื่อถึงความเจ็บปวด ดังประโยคในเพลงที่ว่า Now I understand (ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว)
What you tried to say to me (ว่าอะไรที่คุณพยายามเอ่ยกับฉัน) และด้วยความแปลกไม่ซ้ำใคร เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงอังกฤษทันทีหลังจากที่แม็คลีนปล่อยออกมาในอัลบั้ม American Pie เมื่อปี 1972 และถูกนักร้องรุ่นหลังนำไป Cover บ่อยครั้งเช่นเวอร์ชั่นของ Ronan Keating

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Ain no Sunshine - Bill Withers

10. Ain no Sunshine – Bill Withers

เพลงโฟล์คที่มีกลิ่นอาย R&B ผลงานของ Bill Withers ออกมาเมื่อปี 1971 วิเธอร์สได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงนี้หลังจากดูภาพยนตร์เรื่อง Days of Wine and Roses เขาอธิบายโดยอ้างอิงจากตัวละครที่เล่นโดย Lee Remick และ Jack Lemmon เป็นผู้ติดสุราที่อ่อนแอและแข็งแรงสลับกัน เปรียบเหมือนชีวิตมนุษย์ที่ต้องเข้มแข็งแม้จะเจ็บปวด เพลงนี้ยังได้ Michael Jackson ราชาเพลงป็อปชื่อดังนำมา Cover ในปี 1972 จนเพิ่มความโด่งดังมากขึ้นไปอีก ขึ้นถึงอันดับ 3 ใน Billboard Hot 100 กลายเป็นเพลงอมตะจนอนิเมะชื่อดังอย่าง One Piece ยังเอามาใส่ให้ “โซลคิง“ บรูค ร้องเพลงในเรื่องโดยเล่าถึงความเจ็บปวดตอนอยู่บนเรือทริลเลอร์บาร์ค และกลายเป็นเพลง Soul R&B ที่ใช้บรรยายความรู้สึกเวลาต้องทนกับความเจ็บปวดได้ดี

สินค้าแนะนำ
×