LINE


5 ฟีเจอร์เปลี่ยนโลก ใน Line 6 Helix Stadium ที่คุณต้องตะลึง!!

ไปซื้อ 5 ฟีเจอร์เปลี่ยนโลก ใน Line 6 Helix Stadium ที่คุณต้องตะลึง!!ที่สาขา

การมาถึงของรุ่นเรือธงใหม่จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Line 6 มักมาพร้อมกับคลื่นแห่งความตื่นเต้น การคาดเดา และการวิเคราะห์เสมอ ตระกูลโปรเซสเซอร์ Helix Stadium รุ่นใหม่นี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น บทสนทนาส่วนใหญ่เข้าใจได้ว่ามักจะมุ่งเน้นไปที่โมเดลแอมป์ Agoura ตัวใหม่และหน้าจอทัชสกรีนความละเอียดสูงที่สวยงาม สิ่งเหล่านี้คือความก้าวหน้าที่สำคัญและเป็นจุดขายหลักที่มอบพลังการประมวลผลและคุณภาพเสียงระดับยุคต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณก้าวข้าม “ความว้าว” แรกพบของเสียงใหม่ๆ และหน้าจอที่ลื่นไหลไปแล้ว คุณจะค้นพบชั้นของนวัตกรรมที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า Line 6 ไม่ได้แค่เพียงอัปเกรดชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ แต่พวกเขาได้คิดใหม่ทำใหม่เกี่ยวกับ “ประสบการณ์ของผู้ใช้” (User Experience) อย่างถึงแก่น ซึ่งซ่อนอยู่ในรายการฟีเจอร์เหล่านั้นคือความสามารถที่น่าประหลาดใจและทรงพลัง ซึ่งเข้ามาแก้ปัญหา Workflow เดิมๆ ที่มือกีตาร์ต้องเจอทั้งในการเล่นสดและในสตูดิโอ

นี่ไม่ใช่บทความไล่เรียงรายชื่อแอมป์โมเดลใหม่ๆ แต่เป็นการเจาะลึก 5 ฟีเจอร์ที่อาจดูไม่หวือหวาแต่ “เปลี่ยนเกม” ได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะนิยามใหม่ว่ามัลติเอฟเฟกต์แบบตั้งพื้นควรจะเป็นอย่างไร นี่คือการปรับปรุงที่ชาญฉลาดและใช้งานได้จริงที่คุณอาจไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง แต่คุณจะรู้สึกขอบคุณมันทุกครั้งที่คุณเปิดเครื่องใช้งาน

 

  1. ปุ่ม “Hype”: เมื่อความ “สมจริงน้อยลง” กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจและขัดกับความรู้สึกที่สุดคือปุ่มควบคุม “Hype” ที่พบในโมเดลแอมป์ Agoura รุ่นใหม่ เป็นเวลากว่าทศวรรษที่อุตสาหกรรมดิจิทัลโมเดลลิ่งได้แข่งขันกันเพื่อสร้างความสมจริงแบบ 1:1 ที่สมบูรณ์แบบ แต่ปุ่ม Hype นี้นับเป็นการเปลี่ยนทิศทางทางปรัชญาที่กล้าหาญ โดยยอมรับว่าสิ่งที่ฟังดูและรู้สึกเหมือนของจริงเป๊ะๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่ใช้งานได้ดีที่สุดเสมอไปสำหรับแทร็กเพลงที่เสร็จสมบูรณ์

จุดประสงค์ของปุ่ม Hype คือการจงใจทำให้โมเดลแอมป์ฟังดู “สำเร็จรูป” (Produced) หรือ “ในอุดมคติ” มากขึ้น เมื่อคุณหมุนปุ่มนี้ขึ้น มันจะทำให้แอมป์รู้สึก “ย้วยน้อยลง แปลกน้อยลง และเป็นธรรมชาติน้อยลง” โดยจะเกลี่ยลักษณะนิสัยที่คาดเดายากและบางครั้งก็ควบคุมยากของแอมป์จริงๆ ให้เรียบเนียนขึ้น เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ขัดเกลาและพร้อมสำหรับการมิกซ์ (Mix-ready) มันมอบทางเลือกให้ผู้ใช้ระหว่างความสมจริงแบบเป๊ะๆ กับเสียงที่ไพเราะและคุ้นหูเหมือนกับโมเดลเลอร์เจ้าอื่นๆ ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแอมป์โมเดลเดียว

“สิ่งที่ปุ่ม Hype ทำคือการทำให้แอมป์มีความสมจริงน้อยลงนิดหน่อย และขัดเกลามันในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้มันฟังดูไพเราะขึ้น ตอบสนองและให้ความรู้สึกที่ดีขึ้น… ไม่ใช่สมจริงขึ้น แต่เป็นขัดเกลาให้เนียนขึ้นเหมือนกับแพลตฟอร์มโมเดลลิ่งอื่นๆ”

สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะมันคือการยอมรับโดยตรงจากผู้นำด้านโมเดลลิ่งว่าเป้าหมายสูงสุดคือ “โทนเสียงที่บันทึกแล้วออกมาดี” ไม่ใช่แค่การจำลองให้เหมือนเป๊ะเพียงอย่างเดียว มันมอบเครื่องมืออันทรงพลังให้นักดนตรีปรับจูนเสียงที่วางอยู่ในมิกซ์ได้อย่างลงตัว เชื่อมช่องว่างระหว่างความดิบของแอมป์จริงกับความเนียนระดับสตูดิโอด้วยการหมุนปุ่มเพียงปุ่มเดียว

 

  1. มันคือศูนย์บัญชาการสตูดิโอ (Studio Hub) ไม่ใช่แค่บอร์ดเอฟเฟกต์

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะตะโกนออกมาว่า “นี่คือเอฟเฟกต์กีตาร์” แต่ความสามารถในการเชื่อมต่อและระบบ Routing ของ Helix Stadium XL ได้วางตำแหน่งตัวเองให้เป็นเหมือนระบบประสาทส่วนกลางของชุดเครื่องดนตรีทั้งหมด ฮาร์ดแวร์ตัวนี้มาพร้อมช่องเชื่อมต่อที่น่าประทับใจ ทั้งอินพุตเครื่องดนตรีคู่, Effects Loops 4 ช่อง, และชุดเอาต์พุตแยกอิสระ 3 ชุด ได้แก่: XLR, 1/4 นิ้ว (Quarter-inch), และหูฟัง (ข้อสังเกต: รุ่น Helix Stadium Floor ที่เล็กกว่าจะมีอินพุตเครื่องดนตรี 1 ช่องและ Effects Loops 2 ช่อง)

ส่วนที่เปลี่ยนเกมจริงๆ คือเอาต์พุตทั้ง 3 ชุดนี้มี “Mixer Matrix” เป็นของตัวเอง ซึ่งอนุญาตให้ควบคุมเส้นทางสัญญาณได้ในระดับที่ก่อนหน้านี้จะมีแต่ในดิจิทัลมิกเซอร์ที่ซับซ้อนเท่านั้น ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เห็นภาพชัดเจนคือ: มือกีตาร์สามารถส่งสัญญาณเสียงกีตาร์เพียวๆ แบบจำลองการจ่อไมค์หน้าตู้ไปให้ซาวด์เอ็นจิเนียร์ (FOH) ผ่านช่อง XLR ในขณะเดียวกันก็ส่งเสียงมิกซ์พิเศษที่เป็นเสียงกีตาร์รวมกับ Backing Track แบบสเตอริโอไปยังมอนิเตอร์บนเวทีผ่านช่อง 1/4 นิ้ว และที่เหนือไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถส่งเสียงเมโทรโนม (Click track) แยกต่างหากเข้าไปที่หูฟัง In-ear monitor ผ่านช่องหูฟัง โดยที่คนดูและนักดนตรีคนอื่นไม่ได้ยิน สิ่งนี้เปลี่ยนอุปกรณ์จากแค่ตัวกำเนิดเสียง ให้กลายเป็นศูนบ์ควบคุม Routing แบบครบวงจรสำหรับงานสดและงานสตูดิโอที่ซับซ้อน

 

  1. “Focus View” ทำให้การปั้นเสียงกลายเป็นภาพและทำได้ทันที

หน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์สวยๆ แต่มันเปิดวิธีการใหม่ในการโต้ตอบกับเสียงของคุณที่เรียกว่า “Focus View” ฟีเจอร์นี้จะแสดงภาพกราฟิกของแอมป์หรือเอฟเฟกต์ที่เลือก เปลี่ยนการปรับค่าตัวเลขที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้และมองเห็นภาพ

Focus View เปรียบเสมือนการมี “พรีเซ็ตย่อยภายในพรีเซ็ต” ตัวอย่างเช่น เมื่อดูที่โมเดลแอมป์ หน้าจออาจแสดงจุด Hotspots หลายจุดที่มีชื่อบรรยายเช่น “Lead” หรือ “Mule” การเพียงแค่ลากไอคอนระหว่างจุดเหล่านี้บนหน้าจอจะเป็นการเปลี่ยนพารามิเตอร์หลายตัวของแอมป์พร้อมๆ กัน ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนผ่าน (Morph) ระหว่างโทนเสียงที่ถูกปรับแต่งไว้อย่างดีได้ในทันที ที่สำคัญฟีเจอร์นี้ยังใช้กับเอฟเฟกต์ได้ด้วย ทำให้คุณมีการควบคุมที่เข้าใจง่ายแบบเดียวกัน

อีกตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมคือการวางไมโครโฟน แทนที่จะต้องหมุนปุ่มปรับค่า “Distance” (ระยะห่าง) และ “Angle” (มุมองศา) คุณสามารถลากไอคอนไมโครโฟนไปบนภาพหน้าตู้ลำโพงจริงๆ และเห็นค่าพารามิเตอร์เปลี่ยนไปแบบเรียลไทม์ นี่คือการพลิกโฉมวิธีการ (Paradigm shift) โดยย้ายการปั้นเสียงออกจากการปรับตัวเลขทีละนิด ไปสู่การแกะสลักเสียงที่มองเห็นและสัมผัสได้

 

  1. ระบบตัวอย่างเสียงในตัว (Onboard Audio Previews) คือตัวเปลี่ยนเกมของ Workflow

สิ่งที่ดูเหมือนเป็นส่วนเสริมเล็กน้อยแต่มีผลกระทบมหาศาลต่อขั้นตอนการทำงาน คือความสามารถในการแนบทั้ง “คำบรรยาย” และ “คลิปเสียงสั้นๆ” ไปกับพรีเซ็ตใดก็ได้ ผู้ใช้สามารถเขียนย่อหน้าเพื่ออธิบายวัตถุประสงค์ของพรีเซ็ตนั้นๆ ว่าแต่ละ Snapshot ทำอะไร หรือแม้แต่ระบุเครื่องดนตรีที่ใช้สร้างเสียงนั้น เช่น “ใช้ปิคอัพ Neck ของ American Ultra Tele” และที่สำคัญกว่านั้น คือพวกเขาสามารถแนบไฟล์เสียงเพื่อสาธิตเสียงนั้นได้

ประโยชน์ที่เห็นได้ทันทีคือ: คุณสามารถเลือกดูพรีเซ็ตและเข้าใจเสียงที่ตั้งใจไว้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียบกีตาร์เลยด้วยซ้ำ มันช่วยตัดขั้นตอนที่เสียเวลาในการโหลดพรีเซ็ต หยิบเครื่องดนตรี และลองเล่นเพียงเพื่อจะดูว่าเสียงมันเป็นยังไง

แต่มีการประยุกต์ใช้ที่ขั้นสูงกว่านั้นซึ่งทำให้ฟีเจอร์นี้เป็นตัวเปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง คลิปเสียงนั้นสามารถตั้งให้ “เล่นวนซ้ำ” (Loop) ในขณะที่คุณกำลังแก้ไขพรีเซ็ตได้ สิ่งนี้ช่วยให้คุณปรับพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น EQ, Drive หรือเอฟเฟกต์ และฟังผลลัพธ์ได้อย่างเป็นกลาง โดยใช้การเล่นแบบเดิมเป๊ะๆ เป็นตัวอ้างอิง มันช่วยแยก “การปั้นเสียง” ออกจาก “การเล่น” ทำให้คุณโฟกัสได้อย่างเต็มที่ว่าการปรับเปลี่ยนของคุณส่งผลต่อเสียงอย่างไร

 

  1. “Combo View” มอบพลังที่ไม่เคยมีมาก่อนไว้ที่ปลายเท้า

สำหรับนักดนตรีที่เล่นสด การจัดการ Presets, Snapshots และเอฟเฟกต์แต่ละก้อนอาจเป็นเรื่องยุ่งยากเหมือนการเต้นแท็ป Helix Stadium จึงนำเสนอโหมดฟุตสวิตช์อันชาญฉลาดที่เรียกว่า “Combo View” ซึ่งมอบการควบคุมที่รวดเร็ว ทรงพลัง และเข้าใจง่าย มันผสมผสานความต้องการในการเล่นสด 2 อย่างที่พบบ่อยที่สุดเข้าด้วยกัน และกำจัดขั้นตอนที่น่ารำคาญอย่างการเหยียบสวิตช์หนึ่งเพื่อเปลี่ยน Bank อีกสวิตช์เพื่อเลือก Preset แล้วต้องกดเข้าไปอีกโหมดเพื่อเลือก Snapshot

ในโหมด Combo View ฟุตสวิตช์แถวหนึ่งจะถูกใช้เพื่อเลือก 1 ใน 4 Presets ในขณะที่แถวที่สองจะแสดง 4 Snapshots ของ Preset ที่ใช้งานอยู่ ณ ตอนนั้นทันที การจัดวางแบบนี้ทำให้นักดนตรีเข้าถึงคลังเสียงขนาดใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยน Bank ไปมาหรือเขียนโปรแกรม MIDI ให้ยุ่งยาก

“นั่นเท่ากับมี 16 เสียงที่พร้อมใช้งานทันทีอยู่ที่ปลายเท้าของคุณ”

ด้วยการเหยียบเพียงครั้งเดียว คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้ Preset ใหม่ทั้งหมด (เช่น จากเสียงคอร์ด Rhythm ไปเป็นเสียงโซโล่ Lead) และคุณยังคงมีตัวเลือก Snapshot อีก 4 แบบของเสียงใหม่นั้นให้เลือกใช้ได้ทันทีในอีกแถว (เช่น เสียง Lead ใส่ Delay, Lead ใส่ Boost ฯลฯ) สิ่งนี้มอบความยืดหยุ่นทางเสียงในทันทีซึ่งก่อนหน้านี้ทำได้ยากมากหากไม่มีคอนโทรลเลอร์ภายนอกและการตั้งค่าที่วุ่นวาย

 

บทสรุป: มากกว่าแค่การอัปเกรด มันคือวิธีคิดแบบใหม่

แม้ว่าโมเดลแอมป์ Agoura ใหม่และพลังการประมวลผลจะเป็นหัวใจหลักของความน่าสนใจใน Helix Stadium แต่นวัตกรรมที่แท้จริงนั้นอยู่ลึกลงไป มันอยู่ในส่วนเสริมของ Workflow ที่ชาญฉลาดและฟีเจอร์ที่มองการณ์ไกลซึ่งตอบโจทย์ความต้องการในโลกความเป็นจริงของนักดนตรี ตั้งแต่การเปลี่ยนแนวคิดเชิงปรัชญาของปุ่ม Hype ไปจนถึงพลังในการจัดการระบบของ Output Matrix และความเข้าใจง่ายของ Focus View… Line 6 ไม่ได้มอบแค่การอัปเกรด แต่พวกเขามอบ “วิธีการใหม่ในการโต้ตอบกับอุปกรณ์ของเรา”

เมื่อเครื่องมือของเราฉลาดขึ้นและเข้าใจง่ายขึ้น มันจะเปลี่ยนไม่ใช่แค่โทนเสียงที่เราสร้างสรรค์ แต่จะเปลี่ยนวิธีการที่เราใช้ในการทำดนตรีไปเลย

Line 6 Helix Stadium XL Floor มัลติเอฟเฟค

ราคา : 96,900 บาท
ประหยัดพิเศษ
Line 6 Helix Stadium XL
ข้อมูลสินค้า : 

Line 6 Helix Stadium XL Floor

สุดยอดโปรเซสเซอร์สำหรับเสียงกีตาร์และการแสดงสด

Line 6 Helix Stadium XL คือมาตรฐานใหม่ในด้านโปรเซสเซอร์แอมป์และเอฟเฟกต์กีตาร์ ผสานรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในสตูดิโอและบนเวที


เทคโนโลยีเสียงและการจำลอง

  • Agoura™ Modeling Methodology ใหม่ล่าสุด: นำเสนอเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับความสมจริงในการจำลองเสียงแอมพลิฟายเออร์และไดนามิกการตอบสนองที่เหนือชั้น
  • Hype Control: คุณสมบัติเฉพาะที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างเสียงแอมป์ “สมจริงขั้นสุด” และ “เสียงแอมป์ในอุดมคติที่ผ่านการปรุงแต่ง” ได้อย่างราบรื่นด้วยการควบคุมเพียงปุ่มเดียว
  • Proxy Amp, Cab, และ Effect Cloud-Based Cloning Engine: ระบบการโคลนเสียงอุปกรณ์ที่ใช้คลาวด์นี้เป็นแนวทางใหม่ในการจับภาพและจำลองเสียงเกียร์ โดยใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกับการทำ Neural Profiling เพื่อความแม่นยำสูงสุด
  • เอนจิน HX Modeling แบบ Dual-DSP: ให้พลังประมวลผลอันมหาศาลเพื่อสร้างสรรค์เสียงแอมป์และเอฟเฟกต์ที่เที่ยงตรงและตอบสนองได้ยอดเยี่ยม
  • โมเดลแอมป์, คาบิเน็ต, และเอฟเฟกต์ที่ครอบคลุม: มาพร้อมโมเดลจำนวนมาก และสามารถขยายเพิ่มเติมได้ผ่านการอัปเดตเฟิร์มแวร์
  • รองรับ Impulse Response (IR): เพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเสียงด้วยการโหลด IR จากผู้ผลิตภายนอก

อินเทอร์เฟซและการควบคุม

  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง 8 นิ้ว: มอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล ใช้งานง่าย และสร้างแรงบันดาลใจ ด้วยการควบคุมพารามิเตอร์แบบตามบริบท (Focus View) และฟังก์ชันแสดงตัวอย่างเสียง (Preset Audition)
  • แถบ OLED Scribble Strips ความคมชัดสูง 12 แถบ: ให้ข้อมูลสถานะและการกำหนดค่าที่ชัดเจนในทุกสภาวะแสง
  • สวิตช์เท้าแบบ Capacitive-touch: ช่วยให้การแก้ไขและควบคุมโดยตรงบนตัวเครื่องเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
  • แป้นเหยียบ Expression ที่แม่นยำพร้อมสวิตช์ปลายเท้า: เพิ่มมิติในการควบคุมเสียงแบบเรียลไทม์
  • การควบคุมแบบไร้สายผ่าน Wi-Fi และ Bluetooth®: อำนวยความสะดวกในการแก้ไขและควบคุมจากระยะไกล
  • ซอฟต์แวร์แก้ไข Helix Stadium ฟรี: สำหรับการปรับแต่งเสียงอย่างละเอียดผ่านเดสก์ท็อป

คุณสมบัติการเชื่อมต่อและการแสดงสด

  • ความเข้ากันได้ของพรีเซ็ต: สามารถโหลดพรีเซ็ต Helix/HX ที่มีอยู่เดิมเข้าสู่โปรเซสเซอร์ Helix Stadium ได้อย่างสมบูรณ์
  • เอนจิน Showcase Automation and Playback: คุณสมบัติทรงพลังสำหรับการควบคุมการแสดงสดทั้งหมด รวมถึงการเล่นแทร็กเสียงได้สูงสุดแปดแทร็กพร้อมกัน และระบบอัตโนมัติสำหรับควบคุมแสง
  • I/O ที่หลากหลาย:
    • รองรับสูงสุด 4 Effects Loops พร้อมช่วงไดนามิก 120+ dB
    • รองรับแป้นเหยียบ Expression ภายนอกสูงสุด 4 ตัว
    • รองรับช่องควบคุมแอมป์ภายนอกสูงสุด 4 ช่อง
    • รองรับอินพุต Trigger กลองสูงสุด 4 ช่อง
  • พอร์ต Nexus™: สำหรับเชื่อมต่อกับหน่วยขยาย Expand D10 เสริมและอุปกรณ์ต่อพ่วงในอนาคต
  • การเชื่อมต่อ USB-C, USB-A และหน่วยความจำ microSD ขนาด 32GB แบบถอดได้: มอบความยืดหยุ่นในการจัดการข้อมูลและอัปเดต
  • แหล่งจ่ายไฟภายในที่แข็งแกร่ง (IEC): มั่นใจได้ถึงเสถียรภาพในการใช้งาน

หน่วยขยาย I/O ดิจิทัล Expand D10 (อุปกรณ์เสริม)

  • เพิ่มขีดความสามารถและขยายการเชื่อมต่อของโปรเซสเซอร์ Helix Stadium ได้อย่างมหาศาล
  • การเชื่อมต่อที่สำคัญ:
    • Variax® Digital Interface (VDI) สำหรับกีตาร์ Variax Modeling
    • L6 LINK™ สำหรับระบบลำโพงกีตาร์แอคทีฟ Powercab® 112+/212+
    • AES/EBU
    • การเชื่อมต่อออปติคอล 8 แชนเนล (TOSLINK) สำหรับอินเทอร์เฟซเสียงและดิจิทัลมิกเซอร์

คุณสมบัติระดับมืออาชีพและโครงสร้าง

  • เส้นทางสัญญาณสเตอริโอสี่เส้นทาง: รองรับการสร้างเชนสัญญาณที่ซับซ้อนและการประมวลผลเครื่องดนตรีหลายชิ้นพร้อมกัน
  • Snapshots: สร้างรูปแบบเสียงที่แตกต่างกันได้หลายแบบภายในพรีเซ็ตเดียว เพื่อการเปลี่ยนผ่านเสียงที่ราบรื่นระหว่างการแสดง
  • Command Center: ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหลักสำหรับระบบเกียร์ทั้งหมด สามารถส่งคำสั่ง MIDI และควบคุมการสลับแอมป์ภายนอกได้อย่างแม่นยำ
  • ปลั๊กอิน HX Native: สำหรับการผสานรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมสตูดิโออย่างเต็มรูปแบบ
  • โครงสร้างระดับทัวร์: สร้างด้วยแชสซีอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูปสองชิ้นพร้อมฐานเหล็กพับ ทำให้ทนทานต่อการใช้งานหนักบนเวทีอย่างแท้จริง

Helix Stadium XL คือแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักดนตรีมืออาชีพที่ต้องการความเป็นที่สุดทั้งในด้านคุณภาพเสียง ความยืดหยุ่นในการควบคุม และความแข็งแกร่งสำหรับการใช้งานจริง

รายละเอียดคุณสมบัติ : 

คุณสมบัติหลักและเทคโนโลยี

  • วิธีการสร้างแบบจำลอง Agoura™ แบบใหม่ทั้งหมด: นี่คือจุดเด่นสำคัญที่รับประกันมาตรฐานใหม่สำหรับเสียงและการตอบสนองของแอมพลิฟายเออร์ที่สมจริง
  • การควบคุม Hype: คุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างเสียงแอมป์ “สมจริงขั้นสุด” และ “ในอุดมคติ” ด้วยการควบคุมเพียงปุ่มเดียว
  • เอนจินการโคลนแอมป์, คาบิเน็ต, และเอฟเฟกต์บนคลาวด์แบบ Proxy: นี่บ่งชี้ถึงแนวทางใหม่ในการจับภาพและจำลองเสียงอุปกรณ์ ซึ่งอาจคล้ายกับเทคโนโลยี Neural Profiling
  • ความเข้ากันได้ของพรีเซ็ต: พรีเซ็ต Helix/HX ที่มีอยู่สามารถโหลดลงในโปรเซสเซอร์ Helix Stadium ได้
  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง 8 นิ้ว: มอบส่วนต่อประสานผู้ใช้ที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ ใช้งานง่าย และสร้างแรงบันดาลใจ
  • การควบคุมด้วย Wi-Fi และ Bluetooth®: สำหรับการแก้ไขและควบคุมแบบไร้สาย
  • ซอฟต์แวร์แก้ไข Helix Stadium ฟรี: สำหรับการปรับแต่งเสียงอย่างละเอียด
  • เอนจินอัตโนมัติและการเล่น Showcase: คุณสมบัติอันทรงพลังสำหรับการควบคุมการแสดงสดทั้งหมด รวมถึงการเล่นแทร็กเสียงสูงสุดแปดแทร็กและการควบคุมแสงอัตโนมัติ
  • พอร์ต Nexus™: สำหรับหน่วย Expand D10 เสริมและอุปกรณ์ต่อพ่วงในอนาคต
  • ที่เก็บข้อมูล USB-C, USB-A, และ microSD ขนาด 32GB แบบถอดได้
  • แหล่งจ่ายไฟภายในที่แข็งแกร่ง (IEC)
  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง
  • Focus View พร้อมการควบคุมพารามิเตอร์ตามบริบท
  • คลิปเสียงและข้อมูลพรีเซ็ต Audition

Helix Stadium XL Floor (รุ่นเรือธง)

  • ชุดฮาร์ดแวร์ที่ครบครัน:
    • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง 8 นิ้ว
    • แถบ OLED scribble strips ความคมชัดสูง 12 แถบ: (สำหรับแสดงผลข้อมูลที่ชัดเจน)
    • แป้นเหยียบ Expression ที่แม่นยำพร้อมสวิตช์ปลายเท้า
  • I/O ที่หลากหลาย:
    • รองรับสูงสุด 4 effects loops (ช่วงไดนามิก 120+ dB)
    • รองรับสูงสุด 4 แป้นเหยียบ expression ภายนอก
    • รองรับสูงสุด 4 ช่องควบคุมแอมป์ภายนอก
    • รองรับสูงสุด 4 อินพุตทริกเกอร์กลอง
  • ขนาด: ประมาณ 19.4″ x 10.1″ (กว้าง x ลึก)
  • น้ำหนัก: ประมาณ 11.5 ปอนด์
  • โครงสร้าง: แชสซีด้านบนทำจากอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูปสองชิ้นพร้อมฐานเหล็กพับ

หน่วยขยาย I/O ดิจิทัล Expand D10 (อุปกรณ์เสริม)

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโปรเซสเซอร์ Helix Stadium อย่างมาก
  • การเชื่อมต่อ:
    • Variax® Digital Interface (VDI) สำหรับกีตาร์ Variax modeling
    • L6 LINK™ สำหรับระบบลำโพงกีตาร์แอคทีฟ Powercab® 112+/212+
    • AES/EBU
    • การเชื่อมต่อออปติคอล 8 แชนเนล (TOSLINK) สำหรับใช้งานกับออดิโออินเทอร์เฟซ, ดิจิทัลมิกเซอร์ ฯลฯ

ความสามารถทั่วไป (สืบทอดมาจากรุ่น Helix ก่อนหน้าและน่าจะได้รับการปรับปรุง)

  • เอนจิน HX Modeling แบบ Dual-DSP: เพื่อเสียงแอมป์และเอฟเฟกต์ที่สมจริงและตอบสนองได้ดี
  • โมเดลแอมป์, คาบิเน็ต, และเอฟเฟกต์ที่หลากหลาย: แม้การเปิดตัวครั้งแรกอาจมีจำนวนที่ระบุ (เช่น แอมป์ใหม่ 16 ตัวและแอมป์เบส 6 ตัว) แต่ Line 6 มักจะขยายจำนวนเหล่านี้ด้วยการอัปเดตเฟิร์มแวร์
  • รองรับ Impulse Response (IR): ความสามารถในการโหลด IR ของบริษัทอื่น
  • เส้นทางสัญญาณสเตอริโอสี่เส้นทาง: ช่วยให้สามารถสร้างเชนสัญญาณที่ซับซ้อนและการประมวลผลเครื่องดนตรีหลายชิ้นพร้อมกัน
  • Snapshots: สร้างรูปแบบต่างๆ ได้หลายแบบภายในพรีเซ็ตเดียวเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น
  • Command Center: สามารถทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหลักสำหรับ Rig ทั้งหมดของคุณ โดยส่งคำสั่ง MIDI และควบคุมการสลับแอมป์ภายนอก
  • สวิตช์เท้าแบบ Capacitive-touch: สำหรับการแก้ไขและควบคุมโดยตรงบนตัวเครื่องอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ซอฟต์แวร์ HX Edit: สำหรับการแก้ไขบนเดสก์ท็อปที่ครอบคลุม
  • ปลั๊กอิน HX Native: สำหรับการรวมระบบสตูดิโอ (เจ้าของ Helix/HX ที่ลงทะเบียนมักจะได้รับส่วนลด)
  • โครงสร้างระดับทัวร์: สร้างขึ้นเพื่อทนทานต่อการใช้งานหนักในการแสดงสด

Line 6 Helix Stadium Floor มัลติเอฟเฟค

ราคา : 78,900 บาท
ประหยัดพิเศษ
Line 6 Helix Stadium
รายละเอียดคุณสมบัติ : 

วิธีการสร้างแบบจำลอง Agoura™ และการควบคุมเสียง

  • วิธีการสร้างแบบจำลอง Agoura™: นี่คือจุดเด่นสำคัญที่รับประกันมาตรฐานใหม่สำหรับเสียงและการตอบสนองของแอมพลิฟายเออร์ที่สมจริง
  • การควบคุม Hype: คุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างเสียงแอมป์ “สมจริงขั้นสุด” และ “ในอุดมคติ” ด้วยการควบคุมเพียงปุ่มเดียว
  • เอนจินการโคลนแอมป์, คาบิเน็ต, และเอฟเฟกต์บนคลาวด์แบบ Proxy: นี่บ่งชี้ถึงแนวทางใหม่ในการจับภาพและจำลองเสียงอุปกรณ์ ซึ่งอาจคล้ายกับเทคโนโลยี Neural Profiling

ส่วนต่อประสานผู้ใช้และการเชื่อมต่อ

  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง 8 นิ้ว: มอบส่วนต่อประสานผู้ใช้ที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ ใช้งานง่าย และสร้างแรงบันดาลใจ
  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง
  • Focus View พร้อมการควบคุมพารามิเตอร์ตามบริบท
  • การควบคุมด้วย Wi-Fi และ Bluetooth®: สำหรับการแก้ไขและควบคุมแบบไร้สาย
  • USB-C, USB-A, และหน่วยความจำ microSD ขนาด 32GB แบบถอดได้
  • แหล่งจ่ายไฟภายในที่แข็งแกร่ง (IEC)

ซอฟต์แวร์และคุณสมบัติการแสดงผล

  • ซอฟต์แวร์แก้ไข Helix Stadium ฟรี: สำหรับการปรับแต่งเสียงอย่างละเอียด
  • ความเข้ากันได้ของพรีเซ็ต: พรีเซ็ต Helix/HX ที่มีอยู่สามารถโหลดลงในโปรเซสเซอร์ Helix Stadium ได้
  • คลิปเสียงและข้อมูลพรีเซ็ต Audition
  • เอนจินอัตโนมัติและการเล่น Showcase: คุณสมบัติอันทรงพลังสำหรับการควบคุมการแสดงสดทั้งหมด รวมถึงการเล่นแทร็กเสียงสูงสุดแปดแทร็กและการควบคุมแสงอัตโนมัติ
  • พอร์ต Nexus™: สำหรับหน่วย Expand D10 เสริมและอุปกรณ์ต่อพ่วงในอนาคต

Helix Stadium Floor (รุ่นขนาดกะทัดรัด)

Helix Stadium Floor คือโปรเซสเซอร์มัลติเอฟเฟกต์สำหรับกีตาร์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูง มาพร้อมคุณสมบัติหลักดังนี้:

  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง 8 นิ้ว: มอบการควบคุมที่ใช้งานง่ายและมองเห็นได้ชัดเจน
  • ระบบ I/O ที่ปรับให้เหมาะสม:
    • รองรับ 2 Effects Loops พร้อมช่วงไดนามิก 120+ dB
    • รองรับแป้นเหยียบ Expression ภายนอกสูงสุด 2 ตัว
    • รองรับช่องควบคุมแอมป์ภายนอกสูงสุด 2 ช่อง
    • รองรับอินพุต Drum Trigger สูงสุด 2 ช่อง
  • ขนาดกะทัดรัด: ประมาณ 16 นิ้ว x 9.5 นิ้ว (กว้าง x ลึก) เหมาะสำหรับการพกพา
  • น้ำหนักเบา: ประมาณ 7.5 ปอนด์
  • โครงสร้างทนทาน: ตัวเครื่องด้านบนและด้านข้างทำจากอะลูมิเนียมหล่อ ส่วนฐานทำจากเหล็กพับเพื่อความแข็งแรง

หน่วยขยาย I/O ดิจิทัล Expand D10 (อุปกรณ์เสริม)

Expand D10 เป็นหน่วยขยายสัญญาณดิจิทัลที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโปรเซสเซอร์ Helix Stadium อย่างมาก:

  • การเชื่อมต่อที่หลากหลาย:
    • Variax® Digital Interface (VDI) สำหรับกีตาร์ Variax Modeling
    • L6 LINK™ สำหรับระบบลำโพงกีตาร์แอคทีฟ Powercab® 112+/212+
    • AES/EBU
    • การเชื่อมต่อออปติคอล 8 แชนเนล (TOSLINK) สำหรับใช้งานร่วมกับออดิโออินเทอร์เฟซ, ดิจิทัลมิกเซอร์ ฯลฯ

ความสามารถทั่วไป

โปรเซสเซอร์ในตระกูล Helix Stadium ทุกรุ่นสืบทอดและพัฒนาคุณสมบัติหลักมาจากโมเดล Helix รุ่นก่อนหน้า ดังนี้:

  • Dual-DSP HX Modeling Engine: ให้พลังประมวลผลสูงเพื่อเสียงแอมป์และเอฟเฟกต์ที่สมจริงและตอบสนองได้อย่างแม่นยำ
  • โมเดลแอมป์, คาบิเน็ต, และเอฟเฟกต์ที่ครอบคลุม: Line 6 มีโมเดลให้เลือกใช้จำนวนมาก และมีการเพิ่มใหม่ผ่านการอัปเดตเฟิร์มแวร์อย่างต่อเนื่อง
  • รองรับ Impulse Response (IR): สามารถโหลด IR ของบุคคลที่สามเพื่อการปรับแต่งเสียงคาบิเน็ตและไมโครโฟนได้ไม่จำกัด
  • สี่เส้นทางสัญญาณสเตอริโอ: ช่วยให้สามารถสร้างเชนสัญญาณที่ซับซ้อนและประมวลผลเครื่องดนตรีหลายชิ้นพร้อมกัน
  • Snapshots: สร้างรูปแบบเสียงที่แตกต่างกันได้หลายแบบภายในพรีเซ็ตเดียว เพื่อการเปลี่ยนผ่านเสียงที่ราบรื่นระหว่างการแสดง
  • Command Center: ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหลักสำหรับ Rig ทั้งหมดของคุณ โดยสามารถส่งคำสั่ง MIDI และควบคุมการสลับแอมป์ภายนอกได้อย่างแม่นยำ
  • สวิตช์เท้าแบบ Capacitive-Touch: เพื่อการแก้ไขและควบคุมโดยตรงบนตัวเครื่องที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว
  • ซอฟต์แวร์ HX Edit: สำหรับการแก้ไขและปรับแต่งเสียงอย่างละเอียดบนคอมพิวเตอร์
  • ปลั๊กอิน HX Native: สำหรับการผสานรวมเข้ากับงานสตูดิโอ (ผู้ใช้งาน Helix/HX ที่ลงทะเบียนมักได้รับส่วนลด)
  • โครงสร้างระดับทัวร์: สร้างขึ้นด้วยวัสดุคุณภาพสูงและทนทาน เพื่อรองรับการใช้งานหนักในการแสดงสด

Music Arms