เมโลเดี้ยน KANET 37 คีย์

ขายเพียง  790฿ จาก  1,000฿

เมโลเดี้ยน KANET 25คีย์

ขายเพียง  499฿ จาก  650฿

3 วิธีใช้เอฟเฟคเสียงแตก ให้เหมาะตามสถานการณ์

หรือจะเถียง…เอฟเฟคเสียงแตกเป็นเอฟเฟคที่ใช้ง่ายที่สุดแล้ว แต่ลึก ๆ แล้ว เอฟเฟคเสียงแตกก็มีลูกเล่นที่ใช้ควบคู่กับแอมป์ได้ถึง 3 วิธีด้วยกันเลยทีเดียว
เรามาดูกันว่าแต่ละวิธีปรับ Setting ยังไง แล้วเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง

1. ใช้เป็นบูสต์
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตก
-ปรับ gain ของก้อนให้ต่ำสุด เพิ่ม volume
วิธีนี้จะทำให้ เสียงแตกจากแอมป์ มี sustain มากขึ้น

Boss OS-2 Overdrive Distortion

Boss OS-2 Overdrive Distortion

2. ใช้เป็นเสียงแตกผสม
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตกอ่อนๆ
-ปรับก้อนให้ gain น้อยๆ และ volume พอประมาณ
ให้เสียง compressed ที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับสาย rhythm แนว Blues และ Rock

Marshall DSL40C Amp Combo

3. ใช้เป็นเสียงแตกเต็มกำลัง
-ปรับแอมป์เป็นเสียง clean
-ปรับก้อน gain ให้มากหน่อย ปรับ volume ให้พอ ๆ กับความดังของเสียงตอนปิดก้อน
จะได้เสียง solo เด่นชัดขึ้นและความดังไม่กระโดดจากเดิมมากเกินไป

เอฟเฟคเสียงแตกเองก็มีมิติให้ใช้ได้หลากหลาย ผลลัพธ์แต่ละอย่างต้องเลือกใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ หวังว่าหัวข้อวันนี้จะให้ไอเดียมือใหม่ หรือทบทวนให้มือเก๋า ๆ หลายคนได้นะ

========================================
ขอขอบคุณเว็บไซต์ Texasbluevalley

9 แอปส์เด็ด! สำหรับฝึกเล่นไวโอลินโดยเฉพาะ

หาคนสอนเหรอ หรือหาคู่มือ น่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า ลองพึ่งเทคโนโลยีหน่อยไหม วันนี้เราขอเสนอแอปส์เด็ด ๆ 9 แอปส์ ทั้งฟรีและไม่ฟรี ที่จะมาช่วยเพื่อน ๆ หัดไวโอลินกัน

หัดเล่นไวโอลินผ่านแอปส์

ถ้าบน iPhone
-Classical Violinist (ฟรี)
เป็นการเรียนการสอนผ่านเกมสนุก โดยจะมีเพลงคลาสสิคต่าง ๆ มาให้เราทดสอบ โดยการกดตำแหน่งฟิงเกอร์บอร์ดลงไปบนจอ ช่วยฝึกจำตำแหน่งโน้ตได้เป็นอย่างดี

-Learn Violin by Inside.com Inc (เสียเงิน)
ถือว่าดีมาก ๆ สำหรับมือใหม่ มีการสอนทักษะการตั้งสาย และใส่สาย ลงรายละเอียดลึกเรื่องท่าจับถือไวโอลินที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ติดตัวแบบผิด ๆ ไป ข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องรู้ รวมถึงวิธีการดูแลไวโอลินอีกด้วย

-nTune: Violin Free (ฟรีตามชื่อ)
ข้อดีคือให้เสียงที่บันทึกเสียงไวโอลินมาจริง ๆ เป็นแอปส์ที่ผสานการเรียนรู้และการจูนเสียงไวโอลินเข้าด้วยกัน โดยให้จูนผ่านการฟังเสียงโน้ตบนสายแต่ละสาย มีเสียงทั้งแบบดีดสายและสีสาย

-Violin Flash Cards (เสียเงิน)
ตอบสนองต่อผู้ใช้ด้วยภาพบนการ์ด ช่วยกระตุ้นการจดจำตำแหน่งกดโน้ต การ์ดด้านหน้าแสดงชื่อโน้ต เมื่อพลิกกลับเพื่อดูเฉลย จะแสดงตำแหน่งกดบนฟิงเกอร์บอร์ดมาให้ มีตารางอ้างอิงเสียงโน้ตพร้อมตำแหน่งกด เอาไว้หัดจำหัดฟัง

หรือบน Android
-Violin Notes by BrainMelody (เสียเงิน)
ใช้ฝึกจำตำแหน่งโน้ตบนคอไวโอลิน มีภาพตำแหน่งโน้ตบนคอและบนตารางห้าเส้น มีเสียงโน้ตให้ฟัง ช่วยให้ผู้เรียนจำตำแหน่งได้เร็วและง่าย

-Violin Lesson Tutor from AMS Music (ฟรี)
เรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมคลิปการสอนที่ลิงค์กับ Youtube สอนเทคนิคต่าง ๆ มีโน้ตดนตรีให้ปรินท์มาเล่นอีกด้วย

-Violin by Egert (ฟรี)
เสียที่ว่าเสียงที่ออกมาจากแอปส์ฟังดูเป็นเสียงสังเคราะห์ไปหน่อย แต่ก็มีระบบเด็ด ๆ ไม่แพ้ Violin Notes ที่ต้องเสียเงินเลย ตำแหน่งจับกดโน้ตแสดงได้ละเอียด ดูง่าย

-Music Tutor Sight Read by VirtualCode.es (เสียเงิน แต่มีเวอร์ชันฟรีด้วย)
สำหรับผู้เรียนที่สนใจการฝึกอ่านเขียนโน้ต ผ่านแบบฝึกหัดที่กว้างตั้งแต่โน้ตช่วง Treble ยัน Bass

-Smart Chords and Tools by Schule Martin (ฟรี)
แอปส์แสดงคอร์ดที่สามารถเล่นได้บนเครื่องดนตรีเครื่องสายแทบทุกชนิด รวมถึงไวโอลินด้วย มีข้อมูลสเกล และตำแหน่งจับคอร์ดบนคอ จูนเนอร์และเมโทรโนม แบบฝึกหัดแยกเสียงโน้ต รวมถึงฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมาก จัดระดับผู้ใช้เป็นเลเวลตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงผู้เล่นที่มีประสบการณ์พอตัว

=======================================
ขอขอบคุณ connollymusic.com

7 พฤติกรรมน่าทำ เพื่อพัฒนาฝีมือดนตรี

ถ้าการฝึกซ้อมทุกวันยังรู้สึกว่าไม่พอสำหรับเพื่อนๆ ลองดูว่ามีอะไรที่จะเอามาเสริมการซ้อมของชาวเรากันได้บ้าง เริ่มกันเลย…

1. จินตนาการ
เค้าบอกว่าอย่ามโน แต่นักดนตรีต้องหัดมโนให้เป็น การฝึกเล่นเครื่องดนตรีล่องหนเป็นการฝึกที่สมองโดยตรง ซึ่งมีส่วนช่วยในการไปเล่นกับเครื่องดนตรีจริงๆในเวลาต่อมาแล้ว
เป็นการบริหารจินตนาการ ฝึกนึกเสียงในหัวได้อีกด้วย

2. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน
พูดง่าย แต่หาคนลงมือทำยาก การเรียนรู้สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่ แค่ Riff สักท่อน หรือจังหวะดีดกีต้าร์สักชุดต่อวัน ก็เพียงพอแล้ว
การฝึกนี้จะช่วยเสริมสร้างสัญชาตญานทางดนตรี อยู่กับมันจนฝังเข้ากระดูกดำ

3. ลงไปแจมเลย!
ถ้ามีโอกาสเหมาะเหม็ง ให้ต้องเล่นกับคนอื่นๆ ก็ลองลงไปแจมเลยไม่ต้องคิดมาก การไปเล่นกับคนอื่นทำให้เราเข้าถึงจังหวะดนตรีแบบจริงๆจังๆ และหาช่องให้เราใส่ลูกเล่นของเราลงไป
ขณะเล่นได้ เพิ่มพลังการอิมโพรไวส์ได้ดีทีเดียว

4. อัดเสียง
หูเราอาจจะเราเล่นโอเค แต่นั่นไม่พอ เราต้องบันทึกเสียงการเล่นสม่ำเสมอ ลองฟังบันทึกเสียงเพื่อหาข้อบกพร่องของเรา
และถ้าว่างๆ ก็ลองย้อนกลับมาทวนฟังสิ่งที่เคยเล่นไป เราจะได้มองเห็นพัฒนาการของเราได้ชัดเจน

5. หาบทเรียนจากหลายๆ ที่
ยุคนี้สมัยนี้ มีคนออกมาสอนมากมายตามอินเตอร์เน็ตแบบฟรีๆ การที่มีคนสอนจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวขึ้น เพราะมีคนมาไกด์ไลน์ให้แล้ว

6. เน้นช่วงเวลาฝึกซ้อม
การฝึกซ้อมแค่วันละสิบนาที ทุกวัน ถือว่าเพียงพอแล้ว สิ่งที่ควรสนใจอีกอย่าง คือ การจัดระเบียบการฝึกซ้อม ควรจะแบ่งทักษะออกเป็นหลายๆ ส่วนย่อย เพื่อให้เน้นฝึกเป็นจุดๆไปเลย เช่นจะฝึกแต่ picking ก็ลงแต่ picking เท่านั้น

7. ติดตามความก้าวหน้าทุกฝีก้าว
การตระหนักตัวเอง เป็นปัจจัยที่ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้และขาดอะไร พยายามจดบันทึกสิ่งที่เราซ้อม และหมั่นตรวจเช็คว่าเราทำได้แล้วจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่ามีทักษะอะไรที่เรายังขาดไปอยู่บ้าง

rock-1511102_960_720

จริงๆ 7 ข้อนี้ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือทำยากอะไรเลย แต่ต้องมีความอดทน และสม่ำเสมอ ซึ่งความสม่ำเสมอหมั่นฝึกซ้อมก็คือกุญแจสุดสำคัญในการพัฒนาฝีมือไม่ว่าจะดนตรีหรือกะอะไรก็ตาม ขอให้เก่งกันไวๆ นะ

มารู้จักกับ 3 พี่น้องแห่งเอฟเฟค Tremolo

‘เอฟเฟค Tremolo มีอยู่ 3 ประเภท แต่ละประเภทให้เสียงคนละฟีลลิ่งกัน’

ถือเป็นเอฟเฟคที่มีความเก่าสุด ๆ ชนิดหนึ่งเลยทีเดียว มันปรากฏครั้งแรก ๆ ในช่วงยุค 60 ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชันติดกับแอมป์ ก่อนที่จะถูกบรรจุลงก้อน ๆ อย่างทุกวันมานี้ Tremolo จะให้เสียงแบบกระตุก ๆ เป็นห้วง ๆ ซึ่งให้ฟีลลิ่งแบบเก่า ๆ เพราะมักถูกใช้ในเพลงเก่าบ่อยมาก การจั่วหัวว่าสามพี่น้องคงจะไม่เห็นผิดนัก เพราะทั้งสามตัวมากันคนละปี คลานตามกันมาติด ๆ เราจะมาดูกันว่า Tremolo สามพี่น้อง มีลักษณะต่างกันยังไงบ้าง

BOSS TR-2 TREMOLO

BOSS TR-2 TREMOLO

1 Harmonic Tremolo
พี่ใหญ่ ผลิตในปี 1961 มากับแอมป์ Brownface ของ Fender ถือเป็นเอฟเฟคหายาก และอายุสั้น (ถูกเปลี่ยนด้วย Tremolo แบบอื่นไป) เนื่องจากวิธีทำงานที่ยุ่งยาก ด้วยการแบ่งสัญญานเสียงเป็นสองภาค แทรกคลื่นความถี่ต่ำ (LFO) ที่สัญญานแรกซึ่งลูกกรองให้เหลือแต่ย่านเสียงสูง ส่วนอีกสัญญานที่ถูกกรองเหลือย่านต่ำก็แทรกเหมือนกันแต่เป็นคลื่นที่กลับหัวกลับหางจากแบบแรก จากนั้นนำสัญญานสองภาคมารวมกัน ผลที่ได้คือการเน้นย่านเสียงสูง เสียงต่ำ วูบวาบสลับกันไป เป็นเอฟเฟคยำใหญ่ใส่สารพัด เป็นทั้ง Tremolo ก็ไม่ใช่ Vibrato ก็ไม่เชิง Phaser ก็ไม่ชัด

2 Bias Tremolo
น้องรอง ผลิตในปีช่วง 1963 พบในแอมป์หลอด อย่าง Vox ในช่วงแรก ๆ ลูกคลื่นเป็นห้วง ๆ มาจากการปรับกระแสไบแอสกับหลอดสุญญากาศ ซึ่งข้อเสียคือจะทำให้แอมป์อายุสั้น Tremolo นี้ให้คลื่นที่รุ่มรวยนิ่งลึก เป็นเหมือนของเหลวไหลเป็นก้อน ๆ ให้เสียงคล้ายพวกเอฟเฟคตระกูล Uni-vibe
ข้อดีของ Tremolo แบบนี้ ก็คือสัญญานเสียงที่วิ่งตามสายจะไม่ผ่านวงจรใดเลย ๆ และนี่ทำให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ

3 Optical Tremolo
น้องคนสุดท้อง ผลิตในช่วง 1965 มากับแอมป์ Blackface ของ Fender เจ้าเก่า เป็นสัญญานเสียงที่ผ่านวงจร Tremolo ที่ข้างในถูกออกแบบมาให้มีตัวรับสัญญานแสง และหลอดไฟที่ถูกตั้งค่าให้ค่อย ๆ สว่างและค่อย ๆ ดับ ตัวรับสัญญานแสงจะตอบรับกับความสว่างของหลอดไฟ และทำให้สัญญานเสียงดังขึ้นหรือลดลงตามความสว่างมากน้อย
ค่อนข้างจะให้เสียงที่หยาบกว่าและไม่ลุ่มลึกเท่ากับพี่ทั้งสองข้างบน แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของ Tremolo แบบ Square Wave

อยากได้สไตล์วินเทจอาจจะต้องมองหาแบบ Harmonic หรืออยากได้แบบสัญญานราบเรียบคงต้อง Bias แต่ถ้าสมัยใหม่ กระตุกหนัก ๆ แบบเพลง Dance แบบ Optical คือคำตอบของเรา ๆ เลย
ถ้ากำลังมองหาเอฟเฟค Tremolo อยู่ ก็หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ จะได้เลือกซาวด์ที่เหมาะเจาะกับเรา ๆ ได้นะ

=======================================
ขอขอบคุณ carlscustomamps.com, strymon.net และ premierguitar.com

5 คำถามต้องถามตัวเอง เพื่อหาสไตล์ของเราให้เจอ

 

Bob Dylan นักร้องนักแต่งเพลงคนสำคัญของอเมริกา

Bob Dylan นักร้องนักแต่งเพลงคนสำคัญของอเมริกา

‘ฉันมีลมหายใจ ในที่ที่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใคร’ —- Bob Dylan

 

ที่ผ่านมาเราอาจจะหาสไตล์ดนตรี สไตล์การแต่งเพลงของเราเอง ผ่านสิ่งต่างๆรอบตัว ศิลปินที่เราชอบ กีต้าร์ หรือเครื่องดนตรีแบบที่เราชอบ บางครั้งมันอาจพาเราไปหาตัวเองได้ในระดับนึง
บางครั้งเราก็อาจจะเหมือนศิลปินคนที่เราชอบมากเกินไป บางทีถ้าจะ’เป็นตัวเองให้สุด’ เราจะลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำเราเป็นตัวของตัวเองไปได้ยังไง

“สิ่งนั้นก็คือตัว’เรา’เอง นั่นแหละ ที่เราจะลืมไม่ได้”

แล้วเราจะเริ่มที่ตัวเองยังไงดีล่ะ? เราคัดคำถามน่าสนใจมา 5 ข้อ มาจากเว็บไซต์ Tomhess ที่เราควรตอบตัวเองให้ได้ เพื่อหาสไตล์ตัวเองให้เจอ

1. คุณเป็นคนยังไง
ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ดนตรีของคุณต้องสนุกสนาน ง่ายๆแต่ได้ใจ หรือถ้าคุณเป็นนักคิด ดนตรีของคุณอาจจะซับซ้อน และต้องให้ผู้ฟังใช้เวลากับมัน แสดงออกอย่างบุคลิกที่คุณเป็น

2. ความคิดอ่านแบบไหนที่คุณมักคิดอยู่เป็นประจำ
เราชอบคิดถึงอะไร การเมือง ความรู้สึก ชีวิต ธรรมะ? สิ่งเหล่านี้คือการหาธีมหลักในเนื้อหาดนตรีของเรา พี่ปู พงษ์สิทธิ์ มีเพลงที่เกี่ยวกับการเมือง พี่ตูน บอดี้แสลม พูดถึงสัจธรรมชีวิต
เพลงที่มีเนื้อหาที่แตกต่างย่อมสะท้อนความเป็นตัวเองได้มาก

3. อะไรคือความรู้สึกจากก้นบึ้งของคุณ ที่อยากจะบรรยายให้โลกรู้
ดนตรีเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก คอร์ดแต่ละคอร์ด บนแต่ละทางคอร์ด มีอารมณ์ในแบบของมัน เรียนรู้ที่จะสร้างอารมณ์จากคอร์ดเหล่านั้น การมีความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีจะช่วยให้เรามีคำศัพท์สื่ออารมณ์มากขึ้น
เลือกคอร์ดที่สะท้อนความรู้สึกออกมาให้ได้

4. คนรอบข้างทำให้ใจคุณรู้สึกยังไง คุณจัดการความรู้สึกนั้นแบบไหน
ดนตรีคือศาสตร์ของความรู้สึกขัดแย้ง และเลือกที่คลี่คลายปมนั้นคือค้างมันไว้ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมือนละครชีวิตที่เล่าด้วยบทเพลง เช่นเพลง Blues ของคนผิวดำที่ถูกคนขาวกดขี่ จึงมีอารมณ์เศร้าหมองซ่อนไว้
คุณจัดการความรู้สึกยังไง บอกมันออกมา

5. เหตุการณ์ไหนที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล
อดีตทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น และทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็นในวันนี้ นึกถึงและจดจำมัน เพราะมันคือความเป็นตัวเองที่ซ่อนผ่านความเป็นดนตรีของคุณได้

ไม่ว่าจะยังไง คำถามเหล่านี้ แท้จริงแล้ว ก็คือการหันกลับมาหาตัวเองจากข้างใน หาคำตอบจากตัวเราจริงๆ สไตล์ของเราเองอาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกเท่านั้น
ถ้ายังหาตัวเองกันไม่เจอ ลองตั้งคำถามพวกนี้กับตัวเองดูสักครั้งสิ

หยุดฝึกก่อนดีไหม ถ้าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้!

‘ผลจากการวิจัย* พบว่า การทำอะไรซ้ำ ๆ ทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้แย่ลง!’

ภาพจาก shutterstock

ภาพจาก shutterstock

ตามที่เค้าวิจัยออกมา อาจจะจริงอยู่ว่าการจะจดจำอะไรสักอย่างหนึ่งย่อมมาจากการที่เจอกับมันซ้ำ ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการจำแนงแจกแจงสิ่งคล้าย ๆ กันดันแย่ลงไปซะเฉย ๆ
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เราควรจะเลิกพฤติกรรมการฝึกที่วนเวียนอยู่กับการทำซ้ำ ๆ ต่อไป อย่าง

1. ทำตัวแบบเทปบันทึกเสียงเจ๊งกะบ๊ง
บางคนพยายามเล่นให้เป๊ะ ด้วยวิธีซ้อมแบบเล่นท่อนเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ที่ tempo ระดับเดิม

2. เข้าโหมดพลขับอัตโนมัติ
หรือบางคนตะแบงเล่นเพลงจนจบเพลง จะผิดจะถูกไม่รู้ แต่ต้องเล่นมันจนจบให้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าวิธีนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเอาซะเลย ข้อดีของมันคือ มันทำให้เรามองเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำหลังจากนั้นคือการค่อย ๆ แกะทีละท่อน และบรรลงเล่นอย่างละเอียดลออ
ถ้าเกิดว่าจมอยู่กับการเล่นมุดหัวจมท้ายไปจนจบ เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย เปลืองเวลาและพลังชีวิตโดยใช่เหตุ

3. เคล้าสองวิธียอดแย่ข้างต้นเข้าด้วยกัน
นี่คืออภิมหาคอมโบประลัย ของการฝึกยอดแย่สองอย่างผสมกัน เล่นแบบมุทะลุไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมจนจบเพลง ซ้ำยังไม่พอเล่นมันซ้ำ ๆ เหมือนบันทึกเทปเสียติดลูป

ผลจากทั้ง 3 ข้อคือ เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสียกับเสีย, เสียที่หนึ่ง เสียเวลาชีวิต เพราะการฝึกเหล่านี้เป็นการทำซ้ำ ๆ ที่เสี่ยงทำให้อาจเกิดอาการ’ติด’วิธีเล่นผิด ๆ จนแก้ได้ยาก และอาจจะต้องมาเสียเวลาแก้อีก
สอง เสียความมั่นใจ การทำซ้ำ ๆ ลวก ๆ ทำให้เราไม่เข้าใจว่าส่วนยิบส่วนย่อยนั้นมันเล่นเป๊ะ ๆ ยังไงกันแน่ มันทำให้เราไม่กล้าโชว์พาวมาก เสียเซลฟ์ที่สุด
สาม เสียทักษะการเรียนรู้ จากที่จั่วหัวไว้เลย ตามนั้น

และควรทำยังไงล่ะที่นี้?

อีกงานวิจัย** หนึ่งกล่าวว่า ยิ่งเรามีความรู้ที่ ‘กว้าง’ มากเท่าไหร่ ยิ่งจะเป็นเรื่องง่ายในการดึงองค์ความรู้ออกมาจากสิ่งที่พบเจอ

ดังนั้นเราควรจะมี ‘การฝึกอย่างสุขุม’ นี่คือ การเพิ่มความ ‘กว้าง’ ให้กับการฝึก นี่ต่างหาก ไม่ใช่การทำซ้ำ ๆ ซึ่งก็ด้วยการ
– ฝึกอย่างช้า ๆ บรรจง ทำซ้ำ ๆ ให้น้อยที่สุด
– ลงรายละเอียดทีละตัวโน้ต เลือกเฟ้นวิธีที่จะ’บรรยาย’โน้ตแต่ละตัวออกมา กระแทกเกินไป? เบาไป? จะให้โน้ตยาวแค่ไหน?
– พยายามหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะพัฒนารายละเอียดแต่ละอย่าง

จะเห็นว่าการฝึกแบบนี้จะเพิ่มความ ‘กว้าง’ ในการบรรยายรายละเอียดลงไปที่แต่ละโน้ต ๆ ไป และเน้นที่ความเป็นตัวเอง ความพอใจในทักษะการยรรยายทางดนตรีของเราเอง

การฝึกที่ทำอะไรซ้ำ ๆ มีแต่บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเรา ทำให้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้แย่ กลับกันการฝึกแบบสุขุม ลงรายละเอียด เลือกสรรบรรจงใส่ด้วยเทคนิคที่กว้าง และใหม่ตลอดเวลา จะสอดรับกับลักษณะการเรียนรู้ที่ผลวิจัยประเมินว่าแล้วว่าดีที่สุด

ลองหันมาฝึกแบบนี้กันดูนะ 😉

==============================================
*Zachariah M. Reagh และ Michael A. Yassa – Repetition strengthens target recognition but impairs similar lure discrimination: evidence for trace competition
**Radboud University Nijmegen – How the brain builds on prior knowledge

ขอขอบคุณ lifehacker.com และ sciencedaily.com

จบเพลงให้ทรงพลัง ด้วยคอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’

“คอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’ นี้มีความสามารถที่จะส่งเสริมการจบเพลงหรือท่อนสักท่อนได้ทรงพลัง เป็นทางคอร์ดที่นักแต่งเพลงหน้าใหม่ควรรู้จัก”

สังเกตุว่า การจบเพลงที่จบแบบ G >> C หรือ B >> E หรือในภาษาทฤษฎีคือ V >> I (คอร์ด 5 มา 1) จะให้ความรู้สึกจบที่ทรงพลังกว่าแบบอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างงั้น ไอ้ความทรงพลังนี้มันก็ไม่สุดซะทีเดียว เพราะมันก็มีวิธี ‘โมทางคอร์ด’ ให้ดูจบให้เนี้ยบให้สุดกว่านี้ได้อีก ซึ่งก็คือหัวข้อของเราในวันนี้

เราจะมารู้จักกับคอร์ดชื่อแปลก ๆ อย่าง ‘นีอาโพลิตัน’ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างคอร์ดของมันไม่ได้แปลกตามชื่อแต่ประการใด
แท้จริงแล้ว มันคือคอร์ดเมเจอร์ธรรมดา ที่มีหน้าที่เพิ่มพลังในการจบท่อนหรือบทเพลงได้เป็นอย่างดี

คอร์ดนีอาโพลิตันนั้นขึ้นอยู่กับ คีย์ของแต่ละเพลง ถ้าพูดแบบไม่ยึดติดภาษาทฤษฎีเลย คอร์ดตัวนี้จะเป็นคอร์ด Majorเสมอ เป็นคอร์ดตัวที่หนึ่งบนคีย์นั้น ๆ ติด #
เช่น คีย์ G ทั้ง Major และ Minor ซึ่งคอร์ดตัวแรกก็คือ G และ Gm พอติด # เป็น G# หรือ G#m ตามลำดับ แต่คอร์ดนีอาโพลิตันเป็นได้แต่ Major เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือ G# นี่คือคอร์ดนีอาโพลิตัน บนทั้ง 2 คีย์นี้

อาจจะงง แต่ลองมาดูตัวอย่างเพิ่ม
เช่น ในคีย์ C major, C minor คอร์ดนีอาโพลิตันจะเป็น C# และถ้าเป็นคีย์ A major รึ minor ก็จะเป็น A#

ถ้าพอเก็ทหลัก ก็จะรู้สึกง่าย ๆ ไปเลย

เราเกริ่นนำไปแต่แรกแล้วว่า วิธีจบที่ทรงพลังกว่าวิธีอื่น ๆ เราจะเอาคอร์ดนีอาโพลิตันไปแทรกไว้ข้างหน้าการจบแบบ V >> I
ถ้าเป็นในคีย์ C major, ทางคอร์ดจะเป็น C# >> G >> Cneapolitan_v_i

ซึ่งคอร์ดนีอาโพลิตันที่โผล่ออกมาก่อนหน้า ถูกใส่มาเพื่อเพิ่ม ‘ความขัดแย้ง’ ทำให้รู้สึกแปร่ง ๆ ขัด ๆ จนคลี่คลายด้วยการจบแบบทรงพลัง เปรียบเหมือนละครที่มี Climax ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายยังไงยังงั้นเลย

ใครที่อยากลองแต่งเพลง ก็รับคอร์ดนีอาโพลิตัน เข้าไปเป็น ‘แรงบันดาลใจเล็ก ๆ ซักหน่อย’ สิ 🙂

*ทั้งนี้คอร์ดชนิดนี้ ตั้งชื่อตาม สำนักดนตรีแห่งอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 18 คือ ‘สำนักนีอาโพลิตัน’ ซึ่งมักใช้คอร์ดนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นเอง คอร์ดนี้ถูกใช้ในเพลงสากลหลายเพลง อาทิเช่น Do You Want to Know a Secret ของ The Beatles และ Mother’s Little Helper ของ The Rolling Stones เป็นต้น