เมโลเดี้ยน KANET 37 คีย์

ขายเพียง  790฿ จาก  1,000฿

เมโลเดี้ยน KANET 25คีย์

ขายเพียง  499฿ จาก  650฿

เงียบเป็นเป่าสาก กับวิธีแก้เสียงจี่

‘ปิ้กอัพ อิเล็กโทรนิคส์ เอฟเฟค และแอมป์ เป็นที่มาเสียงจี่ได้ทั้งนั้น เพราะเครื่องมือพวกนี้รับสัญญานจากอากาศเข้ามาแบบไม่เลือก ก่อเป็นเสียงรบกวนดังจี่ ๆ ขึ้นมา แต่…ปัญหานี้มันแก้กันได้…!’

เสียงจี่สำหรับบางคนถือเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ แล้วก็มีที่มาหลากหลายเหลือเกิน เราลองมาดูวิธีแก้แบบเป็นราย ๆ ไปกันดีกว่า

ถาม เสียงจี่จากปิ้กอัพ แก้ยังไงดี?
ตอบ:

1. ส่วนมากเสียงจี่จะมาจากพวก Single-coiled ดังนั้นเราอาจจะเปลี่ยนปิ้กอัพไปเป็น Humbucking แต่วิธีนี้แลกมากับการเสียคาแรคเตอร์กีต้าร์ตัวเองไป
2. หรือใช้เอฟเฟค Noise Suppresor หรือ Noise Gate
3. ติดตั้งปิ้กอัพดัมมี่ (Dummy) ปิ้กอัพเดิมจะประกอบด้วยเสียงสายกีต้าร์กับเสียงรบกวน ในขณะที่ปิ้กอัพดัมมี่จะสร้างแต่เสียงรบกวนที่มีทิศตรงข้ามกับเสียงรบกวนในปิ้กอัพจริง ซึ่งพอใช้ร่วมกันจะหักล้างกันพอดิบพอดี

BOSS NS-2 Noise Suppressor

ถาม แล้วถ้าเป็นเสี่ยงจี่จากอิเล็กโทรนิคส์ในกีต้าร์ล่ะ?
ตอบ:

อิเล็กโทรนิคส์ข้างในกีต้าร์สามารถรับสัญญานรบกวนที่แผ่มาตามอากาศได้ สามารถแก้การรับสัญญานรบกวนด้วยการห่อปิ้กอัพด้วยฟอยล์ที่ต่อสายดิน ซึ่งต้องห่อดี ๆ ถ้าห่อไม่ดีเสียงย่านสูง ๆ จะถูกกลืนหายหมด

ถาม เอฟเฟคเสียงแตก จี่ได้ปวดประสาทมาก ทำไง?
ตอบ:

ใช้ทุกเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นได้หมดเลย จัดการเสียงรบกวนทั้งหมดก่อนจะวิ่งเข้าไปที่เอฟเฟค แต่ขอเสริมหน่อยเกี่ยวกับการใช้ Noise Gate เพราะอาจส่งผลกับซาวด์เราได้ เนื่องจาก Gate ทำหน้าที่เหมือนทางเข้าทางด่วนที่ยอมให้เสียงดัง ๆ ลอดผ่านได้อย่างเดียว ซึ่งเราเป็นกำหนดว่าให้ดังเท่าไหร่ถึงจะผ่านไปได้ บางทีเราอาจจะตั้งไว้แล้วตัดเสียงของเราบางส่วนไปด้วย

Carlsbro NoiseGate

Carlsbro NoiseGate

ถาม เป็นไปได้ไหมว่าเสียงจี่มาจากแอมป์ จะเช็คยังไง? แก้ยังไง?
ตอบ:

จะเช็คเสียงรบกวนจากแอมป์ ทำตามนี้ ไม่ต้องต่อแจ็คเข้าไปในตัวแอมป์ แล้วลองเปิด volume เอาให้สุด ๆ ถ้าได้ยิน แสดงว่าแอมป์นี่แหละต้นเหตุแห่งความจี่ ลองเปลี่ยนตำแหน่งวาง เช็คแหล่งจ่ายไฟ ถ้ายังไม่หาย ปัญหาอันนี้เป็ยเรื่องปัจจัยภายในของแอมป์แล้ว

ปัญหาจากเสียงจี่มักมาจากปิ้กอัพ single-coiled ไม่ก็ใช้อุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์หรือเอฟเฟคถูก ๆ บางครั้งการแก้ไขอาจจะกินเงินมากกว่าหรือพอ ๆ กับเครื่องดนตรีที่เราซื้อมาด้วยซ้ำ เช่น ซื้อเอฟเฟค Noise suppressor หรือ Gate ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำใจกันไว้แต่แรก

การซื้อของดี ๆ มาแต่แรก ปัญหาพวกนี้ก็จะเบาบางลงตามไปด้วยเหมือนกัน

==========================================
ขอขอบคุณ premierguitar.com

3+2 วิธี Metal ในแบบไม่ใช้ Distortion

แต่เราจะใช้เอฟเฟค Fuzz มาทำเมทัล!

Carlsbro Fuzz

Carlsbro Fuzz

ใครจะเล่นเมทัล มักจะมอกหาเอฟเฟคอย่าง Distortion ไม่ก็ Metal Zone มาหาใช้กันแน่นอน แต่เอาเข้าจริง
เราอาจไม่จำเป็นจะต้องใช้เอฟเฟคจำพวกนั้นก็ได้นะ ซึ่งเหมาะมากๆกับคนที่หาซาวด์เมทัลใหม่ๆ หรือคนที่อยากลองเล่นเมทัลดูบางโอกาสแต่ไม่คิดจะซื้อเอฟเฟคเสียงแตกดุๆโหดๆ

ยิ่งตอนนี้คอเมทัลสมัยใหม่ บางพวกก็เริ่มจะหันกลับไปเล่นซาวด์ออกไปทาง Black Subbath ยุคต้น ซึ่งซาวด์ที่ทำกันออกมาจะมี
ลักษณะแตกแบบ Fuzz ที่ให้เสียงหนาๆ หรือไม่ก็เป็นเอฟเฟคเสียงใหม่ๆที่อยู่ตรงกลาง ไม่ค่อนไปทาง Distortion, Fuzz หรือ Overdriveมากเกินไป

เอฟเฟคที่ต้องใช้: Fuzz, Compressor, Noise Suppressor(ตัวเลือกเสริม) และ Booster(ตัวเลือกเสริม)

เริ่มเลยก็
1. ปรับหน้าตู้ตามขั้นตอนนี้
-ลด Treble จนสุด
-ลด Mid ลงไปเหลือสัก 3
-เพิ่ม Bass ตรงนี้ต้องลองฟังไม่ให้มันมาก จนฟังดูกระแทกไป
-กลับมาเพิ่ม Treble เพื่อให้โน้ตฟังชัดขึ้น

2. เปิด Fuzz
ถือเป็นแม่ไม้เด็ด ที่เราเอามาใช้แทน Distortion ลองปรับเสียงแบบที่เราชอบดู แนะนำว่าใช้ Fuzz ที่ให้เสียงหนา ๆ จะดี

3. ใช้ Compressor ทำเสียงให้ฟังดูมีมวล เป็นก้อนๆ
ปรับ Attack ปรับให้พอฟังเป็นก้อน ๆ ส่วนSustain ต่ำๆ ตีพาวเวอร์คอร์ดฟังดัง ‘กะฉักกะฉัก’

+4. ลดเสียงจี่ด้วย Noise Suppressor หรือ Noise Gate
เอฟเฟคตระกูล Gain จะให้เสียงจี่ ซึ่ง Fuzz ก็ด้วย ดังนั้นถ้ารุ้สึกว่ามันจี่จนรบกวนการเล่นของเรา อาจต้องใช้เอฟเฟคชนิดนี้กันหน่อย

+ 5. เสริมกำลังด้วย Booster ต่อหน้าขบวนเอฟเฟค
เสริมเอฟเฟคตัวนี้ไว้แรก ๆ สำหรับคนที่ต้องการให้เสียงฟังดูมีพลังขึ้นไปกว่าเดิม

ถ้าใครอยากได้ซาวด์เมทัลที่ไม่ใช้ Distortion แบบชาวบ้านเค้า วิธีตามนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าทดลองไม่เลวเลยล่ะ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณนิตยสารออนไลน์ Tonereport และเว็บไซต์ Menga

มารู้จักกับ 3 พี่น้องแห่งเอฟเฟค Tremolo

‘เอฟเฟค Tremolo มีอยู่ 3 ประเภท แต่ละประเภทให้เสียงคนละฟีลลิ่งกัน’

ถือเป็นเอฟเฟคที่มีความเก่าสุด ๆ ชนิดหนึ่งเลยทีเดียว มันปรากฏครั้งแรก ๆ ในช่วงยุค 60 ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชันติดกับแอมป์ ก่อนที่จะถูกบรรจุลงก้อน ๆ อย่างทุกวันมานี้ Tremolo จะให้เสียงแบบกระตุก ๆ เป็นห้วง ๆ ซึ่งให้ฟีลลิ่งแบบเก่า ๆ เพราะมักถูกใช้ในเพลงเก่าบ่อยมาก การจั่วหัวว่าสามพี่น้องคงจะไม่เห็นผิดนัก เพราะทั้งสามตัวมากันคนละปี คลานตามกันมาติด ๆ เราจะมาดูกันว่า Tremolo สามพี่น้อง มีลักษณะต่างกันยังไงบ้าง

BOSS TR-2 TREMOLO

BOSS TR-2 TREMOLO

1 Harmonic Tremolo
พี่ใหญ่ ผลิตในปี 1961 มากับแอมป์ Brownface ของ Fender ถือเป็นเอฟเฟคหายาก และอายุสั้น (ถูกเปลี่ยนด้วย Tremolo แบบอื่นไป) เนื่องจากวิธีทำงานที่ยุ่งยาก ด้วยการแบ่งสัญญานเสียงเป็นสองภาค แทรกคลื่นความถี่ต่ำ (LFO) ที่สัญญานแรกซึ่งลูกกรองให้เหลือแต่ย่านเสียงสูง ส่วนอีกสัญญานที่ถูกกรองเหลือย่านต่ำก็แทรกเหมือนกันแต่เป็นคลื่นที่กลับหัวกลับหางจากแบบแรก จากนั้นนำสัญญานสองภาคมารวมกัน ผลที่ได้คือการเน้นย่านเสียงสูง เสียงต่ำ วูบวาบสลับกันไป เป็นเอฟเฟคยำใหญ่ใส่สารพัด เป็นทั้ง Tremolo ก็ไม่ใช่ Vibrato ก็ไม่เชิง Phaser ก็ไม่ชัด

2 Bias Tremolo
น้องรอง ผลิตในปีช่วง 1963 พบในแอมป์หลอด อย่าง Vox ในช่วงแรก ๆ ลูกคลื่นเป็นห้วง ๆ มาจากการปรับกระแสไบแอสกับหลอดสุญญากาศ ซึ่งข้อเสียคือจะทำให้แอมป์อายุสั้น Tremolo นี้ให้คลื่นที่รุ่มรวยนิ่งลึก เป็นเหมือนของเหลวไหลเป็นก้อน ๆ ให้เสียงคล้ายพวกเอฟเฟคตระกูล Uni-vibe
ข้อดีของ Tremolo แบบนี้ ก็คือสัญญานเสียงที่วิ่งตามสายจะไม่ผ่านวงจรใดเลย ๆ และนี่ทำให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ

3 Optical Tremolo
น้องคนสุดท้อง ผลิตในช่วง 1965 มากับแอมป์ Blackface ของ Fender เจ้าเก่า เป็นสัญญานเสียงที่ผ่านวงจร Tremolo ที่ข้างในถูกออกแบบมาให้มีตัวรับสัญญานแสง และหลอดไฟที่ถูกตั้งค่าให้ค่อย ๆ สว่างและค่อย ๆ ดับ ตัวรับสัญญานแสงจะตอบรับกับความสว่างของหลอดไฟ และทำให้สัญญานเสียงดังขึ้นหรือลดลงตามความสว่างมากน้อย
ค่อนข้างจะให้เสียงที่หยาบกว่าและไม่ลุ่มลึกเท่ากับพี่ทั้งสองข้างบน แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของ Tremolo แบบ Square Wave

อยากได้สไตล์วินเทจอาจจะต้องมองหาแบบ Harmonic หรืออยากได้แบบสัญญานราบเรียบคงต้อง Bias แต่ถ้าสมัยใหม่ กระตุกหนัก ๆ แบบเพลง Dance แบบ Optical คือคำตอบของเรา ๆ เลย
ถ้ากำลังมองหาเอฟเฟค Tremolo อยู่ ก็หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ จะได้เลือกซาวด์ที่เหมาะเจาะกับเรา ๆ ได้นะ

=======================================
ขอขอบคุณ carlscustomamps.com, strymon.net และ premierguitar.com

9 แอปส์เด็ด! สำหรับฝึกเล่นไวโอลินโดยเฉพาะ

หาคนสอนเหรอ หรือหาคู่มือ น่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า ลองพึ่งเทคโนโลยีหน่อยไหม วันนี้เราขอเสนอแอปส์เด็ด ๆ 9 แอปส์ ทั้งฟรีและไม่ฟรี ที่จะมาช่วยเพื่อน ๆ หัดไวโอลินกัน

หัดเล่นไวโอลินผ่านแอปส์

ถ้าบน iPhone
-Classical Violinist (ฟรี)
เป็นการเรียนการสอนผ่านเกมสนุก โดยจะมีเพลงคลาสสิคต่าง ๆ มาให้เราทดสอบ โดยการกดตำแหน่งฟิงเกอร์บอร์ดลงไปบนจอ ช่วยฝึกจำตำแหน่งโน้ตได้เป็นอย่างดี

-Learn Violin by Inside.com Inc (เสียเงิน)
ถือว่าดีมาก ๆ สำหรับมือใหม่ มีการสอนทักษะการตั้งสาย และใส่สาย ลงรายละเอียดลึกเรื่องท่าจับถือไวโอลินที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ติดตัวแบบผิด ๆ ไป ข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องรู้ รวมถึงวิธีการดูแลไวโอลินอีกด้วย

-nTune: Violin Free (ฟรีตามชื่อ)
ข้อดีคือให้เสียงที่บันทึกเสียงไวโอลินมาจริง ๆ เป็นแอปส์ที่ผสานการเรียนรู้และการจูนเสียงไวโอลินเข้าด้วยกัน โดยให้จูนผ่านการฟังเสียงโน้ตบนสายแต่ละสาย มีเสียงทั้งแบบดีดสายและสีสาย

-Violin Flash Cards (เสียเงิน)
ตอบสนองต่อผู้ใช้ด้วยภาพบนการ์ด ช่วยกระตุ้นการจดจำตำแหน่งกดโน้ต การ์ดด้านหน้าแสดงชื่อโน้ต เมื่อพลิกกลับเพื่อดูเฉลย จะแสดงตำแหน่งกดบนฟิงเกอร์บอร์ดมาให้ มีตารางอ้างอิงเสียงโน้ตพร้อมตำแหน่งกด เอาไว้หัดจำหัดฟัง

หรือบน Android
-Violin Notes by BrainMelody (เสียเงิน)
ใช้ฝึกจำตำแหน่งโน้ตบนคอไวโอลิน มีภาพตำแหน่งโน้ตบนคอและบนตารางห้าเส้น มีเสียงโน้ตให้ฟัง ช่วยให้ผู้เรียนจำตำแหน่งได้เร็วและง่าย

-Violin Lesson Tutor from AMS Music (ฟรี)
เรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมคลิปการสอนที่ลิงค์กับ Youtube สอนเทคนิคต่าง ๆ มีโน้ตดนตรีให้ปรินท์มาเล่นอีกด้วย

-Violin by Egert (ฟรี)
เสียที่ว่าเสียงที่ออกมาจากแอปส์ฟังดูเป็นเสียงสังเคราะห์ไปหน่อย แต่ก็มีระบบเด็ด ๆ ไม่แพ้ Violin Notes ที่ต้องเสียเงินเลย ตำแหน่งจับกดโน้ตแสดงได้ละเอียด ดูง่าย

-Music Tutor Sight Read by VirtualCode.es (เสียเงิน แต่มีเวอร์ชันฟรีด้วย)
สำหรับผู้เรียนที่สนใจการฝึกอ่านเขียนโน้ต ผ่านแบบฝึกหัดที่กว้างตั้งแต่โน้ตช่วง Treble ยัน Bass

-Smart Chords and Tools by Schule Martin (ฟรี)
แอปส์แสดงคอร์ดที่สามารถเล่นได้บนเครื่องดนตรีเครื่องสายแทบทุกชนิด รวมถึงไวโอลินด้วย มีข้อมูลสเกล และตำแหน่งจับคอร์ดบนคอ จูนเนอร์และเมโทรโนม แบบฝึกหัดแยกเสียงโน้ต รวมถึงฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมาก จัดระดับผู้ใช้เป็นเลเวลตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงผู้เล่นที่มีประสบการณ์พอตัว

=======================================
ขอขอบคุณ connollymusic.com

3 วิธีใช้เอฟเฟคเสียงแตก ให้เหมาะตามสถานการณ์

หรือจะเถียง…เอฟเฟคเสียงแตกเป็นเอฟเฟคที่ใช้ง่ายที่สุดแล้ว แต่ลึก ๆ แล้ว เอฟเฟคเสียงแตกก็มีลูกเล่นที่ใช้ควบคู่กับแอมป์ได้ถึง 3 วิธีด้วยกันเลยทีเดียว
เรามาดูกันว่าแต่ละวิธีปรับ Setting ยังไง แล้วเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง

1. ใช้เป็นบูสต์
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตก
-ปรับ gain ของก้อนให้ต่ำสุด เพิ่ม volume
วิธีนี้จะทำให้ เสียงแตกจากแอมป์ มี sustain มากขึ้น

Boss OS-2 Overdrive Distortion

Boss OS-2 Overdrive Distortion

2. ใช้เป็นเสียงแตกผสม
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตกอ่อนๆ
-ปรับก้อนให้ gain น้อยๆ และ volume พอประมาณ
ให้เสียง compressed ที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับสาย rhythm แนว Blues และ Rock

Marshall DSL40C Amp Combo

3. ใช้เป็นเสียงแตกเต็มกำลัง
-ปรับแอมป์เป็นเสียง clean
-ปรับก้อน gain ให้มากหน่อย ปรับ volume ให้พอ ๆ กับความดังของเสียงตอนปิดก้อน
จะได้เสียง solo เด่นชัดขึ้นและความดังไม่กระโดดจากเดิมมากเกินไป

เอฟเฟคเสียงแตกเองก็มีมิติให้ใช้ได้หลากหลาย ผลลัพธ์แต่ละอย่างต้องเลือกใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ หวังว่าหัวข้อวันนี้จะให้ไอเดียมือใหม่ หรือทบทวนให้มือเก๋า ๆ หลายคนได้นะ

========================================
ขอขอบคุณเว็บไซต์ Texasbluevalley

10 วิธีทำซาวด์ย้อนยุคคราวปู่ (ยุค50-60)

เอาใจสายวินเทจ รีโทรกันบ้าง สำหรับใครที่อยากจะได้ซาวด์โบราณคราวพ่อคราวปู่ ลองทำ 10 ข้อนี้กันดู

1. ใช้สายกีต้าร์ขนาดใหญ่
สายกีต้าร์ขนาดเล็ก เพิ่งมาถูกผลิตในยุคหลัง ๆ นี่เอง จะเริ่มวินเทจแนะนำสายขนาด 11 ขึ้นไป

2. ทิ้งปิ้กไปซะ
คนสมัยนู้น เขาไม่ดีดปิ้กกัน เขาใช้นิ้ว ข้อดีคือจะได้เสียงโทนอบอุ่นห้วน ๆ

3. ปรับแอมป์ gain ต่ำ ๆ เข้าไว้
ก่อนปลายยุค 60 แอมป์ไม่มีลูกบิดปรับ gain การจะทำเสียงแตกเกินจากการปรับ volume สูง ๆ เอาแทน การปรับ gain ต่ำ ๆ จะได้ลักษณะเด่นในสมัยนั้นคือซาวด์โทนอบอุ่น รุ่มรวยย่านกลางต่ำ

Vox AC15C1

Vox AC15C1

4. สรรหาเอฟเฟคเก่า ๆ
หาซื้อเอฟเฟครุ่นเก่า ๆ รุ่นแรก ๆ ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าต้องได้ซาวด์เก่า ๆ ชัวร์

5. บิดปุ่มโทนบนกีต้าร์
เพลงเก่า ๆ ซาวด์ค่อนข้างจะออกทุ้มต่ำ หมุนโทนไปทางนั้น

6. บันทึกเสียงด้วยไมค์
ก่อนจะล่วงเข้ายุค 60 การอัดเพลงทำด้วยการตั้งไมค์ไม่กี่ตัว แล้วอัดด้วยการเล่นสดยกวง

7. ลองแนวอะคูสติกบ้าง
ศิลปินผู้โด่งดังในสมัยกระโน้นอย่าง Everly Brothers ก็มาในสไตล์อะคูสติก

Martin-000X1AE-body

Martin-000X1AE-body

8. ทำเพลงให้เรียบง่าย
ดนตรีสมัยเก่าก่อน ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะแยะมาก เน้นเมโลดี้ง่าย ๆ ทื่อ ๆ ไปเลย

9. ใช้กีต้าร์ semi-hollow หรือ hollow body
ในช่วงก่อน 1950 มีแต่ Hollow Body เท่านั้น

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

10. ใช้เอฟเฟค Reverb กับ Tremolo
ในสมัยนั้นมีเอฟเฟค(ที่ติดมากับแอมป์) แค่สองชนิด คือ Reverb กับ Tremolo

RV-5-DIGITAL-REVERB

RV-5-DIGITAL-REVERB

ทำแค่ไม่กี่อย่างในนี้ก็เพิ่มความย้อนยุคเก๋า ๆ ให้ซาวด์คุณ ๆ กันได้แล้ว

=========================================
ขอขอบคุณ Gibson.com

7 วิธี เล่นกีต้าร์ Rhythm ให้แพรวพราว

1. เปลี่ยนตำแหน่งจับคอร์ด
แม้จะเป็นคอร์ดตัวเดียวกัน แต่จับคนละตำแหน่ง การเรียงของโน้ตที่ต่างกัน จะให้เสียงที่ไม่เหมือนกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อความแพรวพราว ลอง อย่างคอร์ด C วิธีจับที่รู้ ๆ กันมีอยู่ 2 แบบ คือแบบมาตรฐานหัดเล่น กับแบบทาบที่เฟรต 3 ที่นี้ลองเสิร์ชกูเกิ้ล เราจะพบว่าคอร์ด C มีหน้าตาให้จับอีกหลากหลายทีเดียว ลองฝึกรูปแบบอื่น ๆ ดูจะได้เสียงที่แปลกออกไป

2. ใช้คอร์ดพลิกกลับ
คอร์ดโดยทั่วไปแบบไม่ติดเซเว่น จะมีรูปพลิกกลับอีก 2 รูป ซึ่งคอร์ดในรูปพลิกกลับจะช่วยเพิ่ม ‘ความตึงเครียด’ ให้กับดนตรี ทำให้เนื้อดนตรีมีสาระมากขึ้น

แล้วรูปพลิกกลับคืออะไร?

รูปพลิกกลับคือคอร์ดที่ใช้โน้ตอื่นในคอร์ด เป็นโน้ตเบส (โน้ตที่เสียงต่ำสุด) ยกตัวอย่างเช่น คอร์ด C ประกอบด้วยโน้ต C E G รูปปกติ เราจะให้โน้ต C อยู่บนสุด (เสียงต่ำสุุด)
จับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-x-
สังเกตว่า เราให้สาย 6 เป็น x คืออุดสายไว้ หรือไม่ดีดลงไป

ถ้าจะให้โน้ต E ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เรียกว่าคอร์ด C/E เราจับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-0-
อย่างนี้เรียกรูปพลิกกลับขั้นที่ 1 เพราะใช้โน้ตตัวที่สอง (E) ถัดจากตัวแรก (C)

ถ้าให้ G ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เราเรียก C/G เป็นรูปพลิกกลับขั้นที่ 2
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-3-

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 1 หลัก ๆ ใช้อยู่สองงาน คือ เอาไว้เชื่อมคอร์ด เช่น ถ้าเราเล่น C ห้องแรกและ F ในห้องถัดไป เราเปลี่ยน C เป็น C/E บนจังหวะก่อนเข้าห้องถัดไป จะทำให้ทางคอร์ดลื่นขึ้น
หรือใช้สลับไป ๆ มา ๆ กับรูปปกติทำให้การตีคอร์ดเดิมซ้ำ ๆ ไม่น่าเบื่อ

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 2 ใช้เชื่อมทางคอร์ดเหมือนแบบแรก หรือใช้ร่วมกับแบบแรก สร้างความหลากหลายได้อีก นอกจากนี้ วางคอร์ดตัวนี้ก่อนหน้าคอร์ดตัวที่ 5 ของสเกลหนึ่ง ๆ จะช่วยเพิ่มพลังในการจบบทเพลงได้ดีขึ้น
เช่นในคีย์ C เราเอา C/G ไว้หน้า G แล้วจบด้วย C

3. เสริม ‘เทนชั่น(Tension)’
ถ้าเอาแบบง่าย ๆ เทนชั้นคือพวกคอร์ดเซเว่น คอร์ดไนน์ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ทดลองใส่คอร์ด C7 แทนคอร์ด C เพิ่มสีสันไปอีกแบบ

4. ใส่ลูกเล่น
ใช้เทคนิคที่เล่าเรียนมาใส่ลงไปในการตีคอร์ด แฮมเมอร์กดโน้ตตอนตี สไลด์ อุดสายมือซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ทำให้เพลงมีลูกล่อลูกชนมากขึ้น

5. ทำทางเดินรู้ทโน้ตให้น่าสนใจ
รู้ทโน้ต ก็คือโน้ตตัวแรกของคอร์ด เช่น คอร์ด C รู้ทโน้ตคือ C คอร์ด Gm รู้ทโน้ต คือ G เทคนิคหนึ่งที่ควรรู้คือการใช้คอร์ดแทน หรือก็คือคอร์ดที่มีโน้ตเหมือนกันตั้งแต่ 2 สอง
เช่น คอร์ดแทนของ C คือ Am เพราะ Am มีโน้ต C E ซึ่งเหมือนกับของ C
ตัวอย่าง สมมติทางคอร์ดเดิมคือ Em Bm c G
เราจะเปลี่ยน C เป็น Am แทน สังเกตว่าทางเดินรู้ทโน้ตจะไล่ถอยหลังกันตามลำดับ B, A, และ G ให้ความรู้สึกถอยหลัง และลื่นไหล

6. ตีคอร์ดให้จังหวะสร้างสรรค์
ลง ลง ขึ้น ขึ้น ลง ลง เค้าเอาไว้เล่นแค่ในวงเหล้าเท่านั้นแหละ ลองเปลี่ยนจังหวะตีแบบใหม่ ๆ บ้าง เพื่อความไม่น่าเบื่อ

7. เกลาโน้ต
สองนิ้วโป้งชี้จับปิ้กไปแล้ว จะปล่อยอีกสามนิ้วไว้อยู่ไย ก็เอามาใช้สิครับ ดีดไปเกลาไปทำให้หรูหราฟู่ฟ่ามาก ๆ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
================================
ขอขอบคุณชาแนล Samuraiguitarist บน youtube

จบเพลงให้ทรงพลัง ด้วยคอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’

“คอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’ นี้มีความสามารถที่จะส่งเสริมการจบเพลงหรือท่อนสักท่อนได้ทรงพลัง เป็นทางคอร์ดที่นักแต่งเพลงหน้าใหม่ควรรู้จัก”

สังเกตุว่า การจบเพลงที่จบแบบ G >> C หรือ B >> E หรือในภาษาทฤษฎีคือ V >> I (คอร์ด 5 มา 1) จะให้ความรู้สึกจบที่ทรงพลังกว่าแบบอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างงั้น ไอ้ความทรงพลังนี้มันก็ไม่สุดซะทีเดียว เพราะมันก็มีวิธี ‘โมทางคอร์ด’ ให้ดูจบให้เนี้ยบให้สุดกว่านี้ได้อีก ซึ่งก็คือหัวข้อของเราในวันนี้

เราจะมารู้จักกับคอร์ดชื่อแปลก ๆ อย่าง ‘นีอาโพลิตัน’ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างคอร์ดของมันไม่ได้แปลกตามชื่อแต่ประการใด
แท้จริงแล้ว มันคือคอร์ดเมเจอร์ธรรมดา ที่มีหน้าที่เพิ่มพลังในการจบท่อนหรือบทเพลงได้เป็นอย่างดี

คอร์ดนีอาโพลิตันนั้นขึ้นอยู่กับ คีย์ของแต่ละเพลง ถ้าพูดแบบไม่ยึดติดภาษาทฤษฎีเลย คอร์ดตัวนี้จะเป็นคอร์ด Majorเสมอ เป็นคอร์ดตัวที่หนึ่งบนคีย์นั้น ๆ ติด #
เช่น คีย์ G ทั้ง Major และ Minor ซึ่งคอร์ดตัวแรกก็คือ G และ Gm พอติด # เป็น G# หรือ G#m ตามลำดับ แต่คอร์ดนีอาโพลิตันเป็นได้แต่ Major เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือ G# นี่คือคอร์ดนีอาโพลิตัน บนทั้ง 2 คีย์นี้

อาจจะงง แต่ลองมาดูตัวอย่างเพิ่ม
เช่น ในคีย์ C major, C minor คอร์ดนีอาโพลิตันจะเป็น C# และถ้าเป็นคีย์ A major รึ minor ก็จะเป็น A#

ถ้าพอเก็ทหลัก ก็จะรู้สึกง่าย ๆ ไปเลย

เราเกริ่นนำไปแต่แรกแล้วว่า วิธีจบที่ทรงพลังกว่าวิธีอื่น ๆ เราจะเอาคอร์ดนีอาโพลิตันไปแทรกไว้ข้างหน้าการจบแบบ V >> I
ถ้าเป็นในคีย์ C major, ทางคอร์ดจะเป็น C# >> G >> Cneapolitan_v_i

ซึ่งคอร์ดนีอาโพลิตันที่โผล่ออกมาก่อนหน้า ถูกใส่มาเพื่อเพิ่ม ‘ความขัดแย้ง’ ทำให้รู้สึกแปร่ง ๆ ขัด ๆ จนคลี่คลายด้วยการจบแบบทรงพลัง เปรียบเหมือนละครที่มี Climax ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายยังไงยังงั้นเลย

ใครที่อยากลองแต่งเพลง ก็รับคอร์ดนีอาโพลิตัน เข้าไปเป็น ‘แรงบันดาลใจเล็ก ๆ ซักหน่อย’ สิ 🙂

*ทั้งนี้คอร์ดชนิดนี้ ตั้งชื่อตาม สำนักดนตรีแห่งอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 18 คือ ‘สำนักนีอาโพลิตัน’ ซึ่งมักใช้คอร์ดนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นเอง คอร์ดนี้ถูกใช้ในเพลงสากลหลายเพลง อาทิเช่น Do You Want to Know a Secret ของ The Beatles และ Mother’s Little Helper ของ The Rolling Stones เป็นต้น