เมโลเดี้ยน KANET 37 คีย์

ขายเพียง  790฿ จาก  1,000฿

เมโลเดี้ยน KANET 25 คีย์

ขายเพียง  499฿ จาก  650฿

7 วิธี เล่นกีต้าร์ Rhythm ให้แพรวพราว

1. เปลี่ยนตำแหน่งจับคอร์ด
แม้จะเป็นคอร์ดตัวเดียวกัน แต่จับคนละตำแหน่ง การเรียงของโน้ตที่ต่างกัน จะให้เสียงที่ไม่เหมือนกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อความแพรวพราว ลอง อย่างคอร์ด C วิธีจับที่รู้ ๆ กันมีอยู่ 2 แบบ คือแบบมาตรฐานหัดเล่น กับแบบทาบที่เฟรต 3 ที่นี้ลองเสิร์ชกูเกิ้ล เราจะพบว่าคอร์ด C มีหน้าตาให้จับอีกหลากหลายทีเดียว ลองฝึกรูปแบบอื่น ๆ ดูจะได้เสียงที่แปลกออกไป

2. ใช้คอร์ดพลิกกลับ
คอร์ดโดยทั่วไปแบบไม่ติดเซเว่น จะมีรูปพลิกกลับอีก 2 รูป ซึ่งคอร์ดในรูปพลิกกลับจะช่วยเพิ่ม ‘ความตึงเครียด’ ให้กับดนตรี ทำให้เนื้อดนตรีมีสาระมากขึ้น

แล้วรูปพลิกกลับคืออะไร?

รูปพลิกกลับคือคอร์ดที่ใช้โน้ตอื่นในคอร์ด เป็นโน้ตเบส (โน้ตที่เสียงต่ำสุด) ยกตัวอย่างเช่น คอร์ด C ประกอบด้วยโน้ต C E G รูปปกติ เราจะให้โน้ต C อยู่บนสุด (เสียงต่ำสุุด)
จับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-x-
สังเกตว่า เราให้สาย 6 เป็น x คืออุดสายไว้ หรือไม่ดีดลงไป

ถ้าจะให้โน้ต E ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เรียกว่าคอร์ด C/E เราจับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-0-
อย่างนี้เรียกรูปพลิกกลับขั้นที่ 1 เพราะใช้โน้ตตัวที่สอง (E) ถัดจากตัวแรก (C)

ถ้าให้ G ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เราเรียก C/G เป็นรูปพลิกกลับขั้นที่ 2
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-3-

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 1 หลัก ๆ ใช้อยู่สองงาน คือ เอาไว้เชื่อมคอร์ด เช่น ถ้าเราเล่น C ห้องแรกและ F ในห้องถัดไป เราเปลี่ยน C เป็น C/E บนจังหวะก่อนเข้าห้องถัดไป จะทำให้ทางคอร์ดลื่นขึ้น
หรือใช้สลับไป ๆ มา ๆ กับรูปปกติทำให้การตีคอร์ดเดิมซ้ำ ๆ ไม่น่าเบื่อ

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 2 ใช้เชื่อมทางคอร์ดเหมือนแบบแรก หรือใช้ร่วมกับแบบแรก สร้างความหลากหลายได้อีก นอกจากนี้ วางคอร์ดตัวนี้ก่อนหน้าคอร์ดตัวที่ 5 ของสเกลหนึ่ง ๆ จะช่วยเพิ่มพลังในการจบบทเพลงได้ดีขึ้น
เช่นในคีย์ C เราเอา C/G ไว้หน้า G แล้วจบด้วย C

3. เสริม ‘เทนชั่น(Tension)’
ถ้าเอาแบบง่าย ๆ เทนชั้นคือพวกคอร์ดเซเว่น คอร์ดไนน์ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ทดลองใส่คอร์ด C7 แทนคอร์ด C เพิ่มสีสันไปอีกแบบ

4. ใส่ลูกเล่น
ใช้เทคนิคที่เล่าเรียนมาใส่ลงไปในการตีคอร์ด แฮมเมอร์กดโน้ตตอนตี สไลด์ อุดสายมือซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ทำให้เพลงมีลูกล่อลูกชนมากขึ้น

5. ทำทางเดินรู้ทโน้ตให้น่าสนใจ
รู้ทโน้ต ก็คือโน้ตตัวแรกของคอร์ด เช่น คอร์ด C รู้ทโน้ตคือ C คอร์ด Gm รู้ทโน้ต คือ G เทคนิคหนึ่งที่ควรรู้คือการใช้คอร์ดแทน หรือก็คือคอร์ดที่มีโน้ตเหมือนกันตั้งแต่ 2 สอง
เช่น คอร์ดแทนของ C คือ Am เพราะ Am มีโน้ต C E ซึ่งเหมือนกับของ C
ตัวอย่าง สมมติทางคอร์ดเดิมคือ Em Bm c G
เราจะเปลี่ยน C เป็น Am แทน สังเกตว่าทางเดินรู้ทโน้ตจะไล่ถอยหลังกันตามลำดับ B, A, และ G ให้ความรู้สึกถอยหลัง และลื่นไหล

6. ตีคอร์ดให้จังหวะสร้างสรรค์
ลง ลง ขึ้น ขึ้น ลง ลง เค้าเอาไว้เล่นแค่ในวงเหล้าเท่านั้นแหละ ลองเปลี่ยนจังหวะตีแบบใหม่ ๆ บ้าง เพื่อความไม่น่าเบื่อ

7. เกลาโน้ต
สองนิ้วโป้งชี้จับปิ้กไปแล้ว จะปล่อยอีกสามนิ้วไว้อยู่ไย ก็เอามาใช้สิครับ ดีดไปเกลาไปทำให้หรูหราฟู่ฟ่ามาก ๆ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
================================
ขอขอบคุณชาแนล Samuraiguitarist บน youtube

4 วิธี เล่นกีต้าร์ให้ออกสำเนียงฟังเป็นทำนองขึ้น

อยากเป็นสาย progressive rock แต่เล่นกีต้าร์ฟังยังไม่ขึ้น ทำนองยังไม่ไหลลื่น คอร์ดฟังไม่ถึงใจ มาดู 4 วิธีง่าย ๆ

ที่จะทำให้เล่นกีต้าร์ฟังออก ‘ทำนอง’ มากขึ้น

1. ใช้คอร์ดเจ๋ง ๆ
ไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์ได้ จากคอร์ดทาบธรรมดา เติมโน้ต 9th เข้าไป แล้วแค่เกลาคอร์ด ก็ฟังออกทำนองแล้ว

2. เล่นบนจังหวะแปลก ๆ
บางครั้งเราอาจจะเล่นทำนองบ้าน ๆ เดิม ๆ แต่เล่นบนจังหวะแปลก ๆ อย่าง 5/4 หรือ 7/4 ก็เปลี่ยนทำนองธรรมดา ๆ เป้นผลงานขึ้นหิ้งได้เลย

3. ใช้ “โมทีฟ (Motif)”
โมทิฟ คือ ไอเดียทางดนตรี ซึ่งก็คือจังหวะสั้น ๆ ถ้าใครเคยฟังบทประพันธ์ของ Beethoven ที่ร้องว่า แท้นแท่นแทนนน…แท้นแท่นแทนน… จังหวะนี้จะถูกใช้ไปเรื่อย ๆ แต่เปลี่ยนโน้ตเอา
ดังนั้นคิดจากจังหวะสั้น ๆ แล้วต่อยอด ดัดแปลงจากตรงนั้น นั่นแหละวิธีคิดทำนองจากโมทีฟ

4. รู้จักที่จะ “เงียบ”
ดนตรี ก็คือภาษาอย่างหนึ่ง ความเงียบก็คือจังหวะหยุดพักบนประโยคเพลงนั่นเอง แทนที่จะเล่นไหลไปเรื่อย ๆ จงรู้จักที่จะแทรกความเงียบลงไปเพื่อเบรคทำนองบ้าง จะทำให้ฟังเป้นทำนองขึ้น

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณชาแนล Music is Win บน youtube และ เว็บไซต์ mrfastfinger.net

ทฤษฎีแห่งสาย: สายกีต้าร์ต่างกันยังไง?

ซองสายกีต้าร์ที่เรียกกันว่าเบอร์ 9 เบอร์ 10 เรียกจากความกว้างของสายที่เล็กที่สุดในซองนั้น เช่น ถ้าสายเล็กสุดในซอง มีความกว้าง 0.009 นิ้ว เราก็เรียกซองนั้นทั้งซองว่าเบอร์ 9

ซึ่งไอ้ขนาดของสาย นอกจากเส้นเล็กสุดแล้วจะค่อย ๆ ไล่ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ทำให้ชุดสายเบอร์ 9 สายเล็กเหมือนกันทั้งชุด หรือเบอร์ 12 ก็ใหญ่เหมือนกันทั้งชุด
ทำให้เราจัดประเภทสาย จากขนาดเล็กใหญ่นั่นเอง

DR NGA-12 NEON Hi-Def Phosphorescent Green Medium Acoustic Guitar Strings

DR NGA-12 NEON Hi-Def Phosphorescent Green Medium Acoustic Guitar Strings

เป็นที่ลือชาในหมู่นักดนตรีอยู่แล้วว่าสายแต่ละประเภท ให้เสียงที่ไม่เหมือนกัน แต่การที่จะทดลองวิทยาศาสตร์เปลี่ยนสายไปเรื่อย ๆ ก็เป็นอะไรที่เปลืองไปหน่อย วันนี้เราสรุปข้อแตกต่างแต่ละสายมาให้ฟังกัน
จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปลอง

– สายขนาดเล็ก (เบอร์ 9 ลงไป)
ให้เสียงที่แหลมใส เสียงเหล็กกระทบเฟร็ต เบนด์สายง่าย เล่นง่าย ความบางของสายทำให้สัมผัสเหมือนไม่มีความตึง แต่เสี่ยงขาด เพราะเบนด์หนักมือเกินได้ การดีดปิ้กหนัก ๆ เบนด์สายหนัก ๆ มีผลทำให้สายเสื่อมสภาพไว เสียงแย่ลง

– สายขนาดกลาง (10 – 11)
ให้ความทึมทึบ เน้นย่านกลาง เหมาะกับแนวบลูส์ หรือร็อค สายไม่กระพืบเวลาดีดหนักมือ เวลาเบนด์ สายมีแรงต้าน อยากจะเล่นให้เสียงดี ๆ ปรับ gain น้อยลงมาหน่อย

– สายขนาดใหญ่ (12 ขึ้นไป)
เสียโทนใส ๆ ไปหมด แต่แลกมากับการที่ยิ่งดีดแรง สายก็ยิ่งเปล่งย่านเสียงรุ่มรวยมากขึ้น ๆ อาจจะเบนด์สาย สั่นสายยากมาก แต่ตัวสายทำให้การโซโล่ ออกหมัดชัด ฟังเป็นทำนองมากขึ้น

สายกีต้าร์ขึ้นชื่อว่ามีผลต่อเสียงกีต้าร์ของเรามาก อ่านตรงนี้ ก็เอาไปตัดสินใจกันดู ว่าจะซื้อสายแบบไหน

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ Tonereport.com

6 วิธีใช้เอฟเฟค Chorus อย่างสร้างสรรค์

พ้นจากใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้ากันแล้ว เอฟเฟค Chorus ยังคงใช้กับเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

1.ใช้กับกีต้าร์ 12 สาย
แม้ว่าตัวกีต้าร์ 12 สายเองจะให้เสียงที่เป็น Chorus อยู่แล้ว แต่ถ้าลองใส่ Chorus ให้ Rate และ Depth ต่ำ ๆ ลงไปอีก จะช่วยหนุนความเป็นสิบสองสายได้อภิมหาโหดเลย

2.ใช้กับเปียโนไฟฟ้า
เปียโนไฟฟ้าอาจจะฟังดูไม่มีค่อยมีชีวิตชีวา ลองใส่ Chorus ลงไปเพิ่มความวูบวาบได้อีก

3.ใช้กับเสียงร้องบางท่อน
ถึงแม้ว่าคุณจะมีเสียงร้องที่ดีโคตร ๆ อยู่แล้ว ลองเพิ่ม Chorus สักท่อน หรือเน้นสักคำในบทเพลง ช่วยเพิ่มฟีลลิ่งได้

4.ใช้กับสแนร์
เหตุผลเดียวกับเปียโนไฟฟ้า ถ้าสแนร์ฟังดูไม่มีชีวิตชีว่าใส่ Chorus เลือก Rate และ Depth เหมาะ ๆ สแนร์ก็พลันเปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่

5.ใช้กับเบส
เบสแนวเชื่อง ๆ ไม่ค่อยมีลูกเล่นเยอะ ๆ อาจจะฟังดูน่าเบื่อไปนิด ลองทา Chorus ลงไปหน่อย เพิ่มมิติทางเสียงดนตรีไปอีกระดับ

6.ใช้กับนักร้องส่วน backing vocal
ถ้าใช้เอฟเฟคตัวนี้กับนักร้อง back up อาจจะทำให้สองสามคนกลายเป็นหมู่คณะขนาดใหญ่ ค่อนข้างเพิ่มความทรงพลังในเพลง

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ audio-issues.com

3+2 วิธี Metal ในแบบไม่ใช้ Distortion

แต่เราจะใช้เอฟเฟค Fuzz มาทำเมทัล!

Carlsbro Fuzz

Carlsbro Fuzz

ใครจะเล่นเมทัล มักจะมอกหาเอฟเฟคอย่าง Distortion ไม่ก็ Metal Zone มาหาใช้กันแน่นอน แต่เอาเข้าจริง
เราอาจไม่จำเป็นจะต้องใช้เอฟเฟคจำพวกนั้นก็ได้นะ ซึ่งเหมาะมากๆกับคนที่หาซาวด์เมทัลใหม่ๆ หรือคนที่อยากลองเล่นเมทัลดูบางโอกาสแต่ไม่คิดจะซื้อเอฟเฟคเสียงแตกดุๆโหดๆ

ยิ่งตอนนี้คอเมทัลสมัยใหม่ บางพวกก็เริ่มจะหันกลับไปเล่นซาวด์ออกไปทาง Black Subbath ยุคต้น ซึ่งซาวด์ที่ทำกันออกมาจะมี
ลักษณะแตกแบบ Fuzz ที่ให้เสียงหนาๆ หรือไม่ก็เป็นเอฟเฟคเสียงใหม่ๆที่อยู่ตรงกลาง ไม่ค่อนไปทาง Distortion, Fuzz หรือ Overdriveมากเกินไป

เอฟเฟคที่ต้องใช้: Fuzz, Compressor, Noise Suppressor(ตัวเลือกเสริม) และ Booster(ตัวเลือกเสริม)

เริ่มเลยก็
1. ปรับหน้าตู้ตามขั้นตอนนี้
-ลด Treble จนสุด
-ลด Mid ลงไปเหลือสัก 3
-เพิ่ม Bass ตรงนี้ต้องลองฟังไม่ให้มันมาก จนฟังดูกระแทกไป
-กลับมาเพิ่ม Treble เพื่อให้โน้ตฟังชัดขึ้น

2. เปิด Fuzz
ถือเป็นแม่ไม้เด็ด ที่เราเอามาใช้แทน Distortion ลองปรับเสียงแบบที่เราชอบดู แนะนำว่าใช้ Fuzz ที่ให้เสียงหนา ๆ จะดี

3. ใช้ Compressor ทำเสียงให้ฟังดูมีมวล เป็นก้อนๆ
ปรับ Attack ปรับให้พอฟังเป็นก้อน ๆ ส่วนSustain ต่ำๆ ตีพาวเวอร์คอร์ดฟังดัง ‘กะฉักกะฉัก’

+4. ลดเสียงจี่ด้วย Noise Suppressor หรือ Noise Gate
เอฟเฟคตระกูล Gain จะให้เสียงจี่ ซึ่ง Fuzz ก็ด้วย ดังนั้นถ้ารุ้สึกว่ามันจี่จนรบกวนการเล่นของเรา อาจต้องใช้เอฟเฟคชนิดนี้กันหน่อย

+ 5. เสริมกำลังด้วย Booster ต่อหน้าขบวนเอฟเฟค
เสริมเอฟเฟคตัวนี้ไว้แรก ๆ สำหรับคนที่ต้องการให้เสียงฟังดูมีพลังขึ้นไปกว่าเดิม

ถ้าใครอยากได้ซาวด์เมทัลที่ไม่ใช้ Distortion แบบชาวบ้านเค้า วิธีตามนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าทดลองไม่เลวเลยล่ะ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณนิตยสารออนไลน์ Tonereport และเว็บไซต์ Menga

จบเพลงให้ทรงพลัง ด้วยคอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’

“คอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’ นี้มีความสามารถที่จะส่งเสริมการจบเพลงหรือท่อนสักท่อนได้ทรงพลัง เป็นทางคอร์ดที่นักแต่งเพลงหน้าใหม่ควรรู้จัก”

สังเกตุว่า การจบเพลงที่จบแบบ G >> C หรือ B >> E หรือในภาษาทฤษฎีคือ V >> I (คอร์ด 5 มา 1) จะให้ความรู้สึกจบที่ทรงพลังกว่าแบบอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างงั้น ไอ้ความทรงพลังนี้มันก็ไม่สุดซะทีเดียว เพราะมันก็มีวิธี ‘โมทางคอร์ด’ ให้ดูจบให้เนี้ยบให้สุดกว่านี้ได้อีก ซึ่งก็คือหัวข้อของเราในวันนี้

เราจะมารู้จักกับคอร์ดชื่อแปลก ๆ อย่าง ‘นีอาโพลิตัน’ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างคอร์ดของมันไม่ได้แปลกตามชื่อแต่ประการใด
แท้จริงแล้ว มันคือคอร์ดเมเจอร์ธรรมดา ที่มีหน้าที่เพิ่มพลังในการจบท่อนหรือบทเพลงได้เป็นอย่างดี

คอร์ดนีอาโพลิตันนั้นขึ้นอยู่กับ คีย์ของแต่ละเพลง ถ้าพูดแบบไม่ยึดติดภาษาทฤษฎีเลย คอร์ดตัวนี้จะเป็นคอร์ด Majorเสมอ เป็นคอร์ดตัวที่หนึ่งบนคีย์นั้น ๆ ติด #
เช่น คีย์ G ทั้ง Major และ Minor ซึ่งคอร์ดตัวแรกก็คือ G และ Gm พอติด # เป็น G# หรือ G#m ตามลำดับ แต่คอร์ดนีอาโพลิตันเป็นได้แต่ Major เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือ G# นี่คือคอร์ดนีอาโพลิตัน บนทั้ง 2 คีย์นี้

อาจจะงง แต่ลองมาดูตัวอย่างเพิ่ม
เช่น ในคีย์ C major, C minor คอร์ดนีอาโพลิตันจะเป็น C# และถ้าเป็นคีย์ A major รึ minor ก็จะเป็น A#

ถ้าพอเก็ทหลัก ก็จะรู้สึกง่าย ๆ ไปเลย

เราเกริ่นนำไปแต่แรกแล้วว่า วิธีจบที่ทรงพลังกว่าวิธีอื่น ๆ เราจะเอาคอร์ดนีอาโพลิตันไปแทรกไว้ข้างหน้าการจบแบบ V >> I
ถ้าเป็นในคีย์ C major, ทางคอร์ดจะเป็น C# >> G >> Cneapolitan_v_i

ซึ่งคอร์ดนีอาโพลิตันที่โผล่ออกมาก่อนหน้า ถูกใส่มาเพื่อเพิ่ม ‘ความขัดแย้ง’ ทำให้รู้สึกแปร่ง ๆ ขัด ๆ จนคลี่คลายด้วยการจบแบบทรงพลัง เปรียบเหมือนละครที่มี Climax ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายยังไงยังงั้นเลย

ใครที่อยากลองแต่งเพลง ก็รับคอร์ดนีอาโพลิตัน เข้าไปเป็น ‘แรงบันดาลใจเล็ก ๆ ซักหน่อย’ สิ 🙂

*ทั้งนี้คอร์ดชนิดนี้ ตั้งชื่อตาม สำนักดนตรีแห่งอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 18 คือ ‘สำนักนีอาโพลิตัน’ ซึ่งมักใช้คอร์ดนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นเอง คอร์ดนี้ถูกใช้ในเพลงสากลหลายเพลง อาทิเช่น Do You Want to Know a Secret ของ The Beatles และ Mother’s Little Helper ของ The Rolling Stones เป็นต้น