เมโลเดี้ยน KANET 37 คีย์

ขายเพียง  790฿ จาก  1,000฿

เมโลเดี้ยน KANET 25คีย์

ขายเพียง  499฿ จาก  650฿

มารู้จักกับเอฟเฟคเสียงวูบวาบ Phaser

Phaser หรือ Phase Shifter เป็นเอฟเฟคที่ทำเสียงวูบวาบ ออกจะคล้ายเสียง Wah อยู่บ้าง แรกฟลิตถูกใช้เพื่อจำลองเสียงลำโพงหมุน (Rotary Speaker) แต่กลายเป็นว่ามันดันมาเป็นเอฟเฟคเสียงในแบบของมันเอง

JoYo Vintage Phase JF-06

เอฟเฟคชนิดนี้เป็นที่นิยมสุดขีดในยุค 70 และยังคงปรากฏในเพลงแนวต่าง ๆ ในสมัยต่อ ๆ มา โดยถูกใช้ตั้งแต่ในเพลงแนวเมทัล ฮาร์ดร็อค พังค์ คันทรี่ และเรกเก้ ตัวอย่างการใช้ Phaser ในเพลงดัง ๆ ก็มี Anarchy in the UK โดยวงพังค์ตลอดกาล Sex Pistols และ เพลง Eruption ของ Eddie Van Halen มือกีต้าร์พระกาฬ

หลักการทำงานของมัน คือการแบ่งสัญญานเป็นสองส่วน คือ ส่วนเดิม กับ ส่วนที่ถูกแปลงเฟส (Phase) การแปลงเฟสก็คือการเปลี่ยนรูปคลื่นให้เหลื่อมองศากันออกไป (Phaser จึงมักระบุด้วยตัวเลขกำกับ คือตัวเลขเฟสที่ต่างกันนั่นเอง) เฟสที่ต่างกัน 180 องศา จะได้คลื่นกลับหัว พอเปลี่ยนองศาแตกต่างไปอีกที่ 360 องศา จะกลับมาเป็นรูปคลื่นเดิม ตรงนี้อาจจะยากนิดนึง แต่เอาเป็นว่าคลื่นที่ถูกแปลงเฟส จะถูกรวมกับคลื่นเดิม ซึ่งบางครั้งจะเกิดการหักล้างกันตามจุด ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือมีช่วงคลื่นบางส่วนถูกกลบหายไป เสมือนโดน ‘ฟิลเตอร์’ นั่นเอง และนั่นเป็นที่มาที่ว่าทำไมมันจึงมีเสียงคล้าย ๆ พวก Wah พวก Auto-Filter แต่จะแตกต่างตรงนี้ฟิลเตอร์ย้ายตำแหน่งกรองไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับคลื่นเสียง แถมยังกำหนดความเร็วได้ด้วย

ความเจ๋งของ Phaser คือการให้สัมผัสของการเคลื่อนไหว ยิ่งใช้ร่วมกับพวกเสียงแตก จะช่วยเปลี่ยนเนื้อเสียง และให้ความรู้สึกถึงความเร็วเฟี้ยวฟ้าว ถ้าลองฟังตัวอย่างในเพลง Anarchy in the UK ด้านบนจะสัมผัสความเป็น Phaser อ่อน ๆ ในไลน์กีต้าร์ ความรู้สึกไม่นิ่งของเอฟเฟคตัวนี้ ช่วยเร่งขับจังหวะความรู้สึก ให้ดูรวดเร็วเหมือนบิดมอเตอร์ไซค์ แต่ถ้าปรับดี ๆ ก็ยังใช้ในอารมณ์หลอน ๆ ได้อีก อย่างเพลง Paranoid Andriod ของ Radiohead ได้อีก

BOSS PH-3 Phase Shifter

BOSS PH-3 Phase Shifter

หน้าที่หลัก ๆ ของ Phaser ก็จะมีใช้กับ
-ดนตรีไลน์ประดับ โน้ตสั้น ๆ ประดับเพลง ช่วงท่อนร้องธรรมดา เสริมอารมณ์
-ท่อนโซโล่ ใช้บ่อยมาก ๆ โดย Van Helen ช่วยทำให้เนื้อเสียงหนาขึ้น
-การตีคอร์ด ให้ความรู้สึกแกว่ง ๆ เหมาะกับการตีคอร์ดแบบช้า ๆ เชื่อง ๆ

Phaser เป็นเอฟเฟคที่น่าใช้มาก ๆ เลย สำหรับใครสนใจซาวด์ Ambient หรืออยากจะย้อนยุคไปสมัย 70 ก็เลิศเลอทั้งนั้นเลย

==============================================================
ขอขอบคุณ Dave Hunter – Guitar Amps and Effect for Dummies และ guitarworld.com

5 คำถามต้องถามตัวเอง เพื่อหาสไตล์ของเราให้เจอ

 

Bob Dylan นักร้องนักแต่งเพลงคนสำคัญของอเมริกา

Bob Dylan นักร้องนักแต่งเพลงคนสำคัญของอเมริกา

‘ฉันมีลมหายใจ ในที่ที่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใคร’ —- Bob Dylan

 

ที่ผ่านมาเราอาจจะหาสไตล์ดนตรี สไตล์การแต่งเพลงของเราเอง ผ่านสิ่งต่างๆรอบตัว ศิลปินที่เราชอบ กีต้าร์ หรือเครื่องดนตรีแบบที่เราชอบ บางครั้งมันอาจพาเราไปหาตัวเองได้ในระดับนึง
บางครั้งเราก็อาจจะเหมือนศิลปินคนที่เราชอบมากเกินไป บางทีถ้าจะ’เป็นตัวเองให้สุด’ เราจะลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำเราเป็นตัวของตัวเองไปได้ยังไง

“สิ่งนั้นก็คือตัว’เรา’เอง นั่นแหละ ที่เราจะลืมไม่ได้”

แล้วเราจะเริ่มที่ตัวเองยังไงดีล่ะ? เราคัดคำถามน่าสนใจมา 5 ข้อ มาจากเว็บไซต์ Tomhess ที่เราควรตอบตัวเองให้ได้ เพื่อหาสไตล์ตัวเองให้เจอ

1. คุณเป็นคนยังไง
ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ดนตรีของคุณต้องสนุกสนาน ง่ายๆแต่ได้ใจ หรือถ้าคุณเป็นนักคิด ดนตรีของคุณอาจจะซับซ้อน และต้องให้ผู้ฟังใช้เวลากับมัน แสดงออกอย่างบุคลิกที่คุณเป็น

2. ความคิดอ่านแบบไหนที่คุณมักคิดอยู่เป็นประจำ
เราชอบคิดถึงอะไร การเมือง ความรู้สึก ชีวิต ธรรมะ? สิ่งเหล่านี้คือการหาธีมหลักในเนื้อหาดนตรีของเรา พี่ปู พงษ์สิทธิ์ มีเพลงที่เกี่ยวกับการเมือง พี่ตูน บอดี้แสลม พูดถึงสัจธรรมชีวิต
เพลงที่มีเนื้อหาที่แตกต่างย่อมสะท้อนความเป็นตัวเองได้มาก

3. อะไรคือความรู้สึกจากก้นบึ้งของคุณ ที่อยากจะบรรยายให้โลกรู้
ดนตรีเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก คอร์ดแต่ละคอร์ด บนแต่ละทางคอร์ด มีอารมณ์ในแบบของมัน เรียนรู้ที่จะสร้างอารมณ์จากคอร์ดเหล่านั้น การมีความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีจะช่วยให้เรามีคำศัพท์สื่ออารมณ์มากขึ้น
เลือกคอร์ดที่สะท้อนความรู้สึกออกมาให้ได้

4. คนรอบข้างทำให้ใจคุณรู้สึกยังไง คุณจัดการความรู้สึกนั้นแบบไหน
ดนตรีคือศาสตร์ของความรู้สึกขัดแย้ง และเลือกที่คลี่คลายปมนั้นคือค้างมันไว้ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมือนละครชีวิตที่เล่าด้วยบทเพลง เช่นเพลง Blues ของคนผิวดำที่ถูกคนขาวกดขี่ จึงมีอารมณ์เศร้าหมองซ่อนไว้
คุณจัดการความรู้สึกยังไง บอกมันออกมา

5. เหตุการณ์ไหนที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล
อดีตทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น และทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็นในวันนี้ นึกถึงและจดจำมัน เพราะมันคือความเป็นตัวเองที่ซ่อนผ่านความเป็นดนตรีของคุณได้

ไม่ว่าจะยังไง คำถามเหล่านี้ แท้จริงแล้ว ก็คือการหันกลับมาหาตัวเองจากข้างใน หาคำตอบจากตัวเราจริงๆ สไตล์ของเราเองอาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกเท่านั้น
ถ้ายังหาตัวเองกันไม่เจอ ลองตั้งคำถามพวกนี้กับตัวเองดูสักครั้งสิ

ทฤษฎีแห่งสาย: สายกีต้าร์ต่างกันยังไง?

ซองสายกีต้าร์ที่เรียกกันว่าเบอร์ 9 เบอร์ 10 เรียกจากความกว้างของสายที่เล็กที่สุดในซองนั้น เช่น ถ้าสายเล็กสุดในซอง มีความกว้าง 0.009 นิ้ว เราก็เรียกซองนั้นทั้งซองว่าเบอร์ 9

ซึ่งไอ้ขนาดของสาย นอกจากเส้นเล็กสุดแล้วจะค่อย ๆ ไล่ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ทำให้ชุดสายเบอร์ 9 สายเล็กเหมือนกันทั้งชุด หรือเบอร์ 12 ก็ใหญ่เหมือนกันทั้งชุด
ทำให้เราจัดประเภทสาย จากขนาดเล็กใหญ่นั่นเอง

DR NGA-12 NEON Hi-Def Phosphorescent Green Medium Acoustic Guitar Strings

DR NGA-12 NEON Hi-Def Phosphorescent Green Medium Acoustic Guitar Strings

เป็นที่ลือชาในหมู่นักดนตรีอยู่แล้วว่าสายแต่ละประเภท ให้เสียงที่ไม่เหมือนกัน แต่การที่จะทดลองวิทยาศาสตร์เปลี่ยนสายไปเรื่อย ๆ ก็เป็นอะไรที่เปลืองไปหน่อย วันนี้เราสรุปข้อแตกต่างแต่ละสายมาให้ฟังกัน
จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปลอง

– สายขนาดเล็ก (เบอร์ 9 ลงไป)
ให้เสียงที่แหลมใส เสียงเหล็กกระทบเฟร็ต เบนด์สายง่าย เล่นง่าย ความบางของสายทำให้สัมผัสเหมือนไม่มีความตึง แต่เสี่ยงขาด เพราะเบนด์หนักมือเกินได้ การดีดปิ้กหนัก ๆ เบนด์สายหนัก ๆ มีผลทำให้สายเสื่อมสภาพไว เสียงแย่ลง

– สายขนาดกลาง (10 – 11)
ให้ความทึมทึบ เน้นย่านกลาง เหมาะกับแนวบลูส์ หรือร็อค สายไม่กระพืบเวลาดีดหนักมือ เวลาเบนด์ สายมีแรงต้าน อยากจะเล่นให้เสียงดี ๆ ปรับ gain น้อยลงมาหน่อย

– สายขนาดใหญ่ (12 ขึ้นไป)
เสียโทนใส ๆ ไปหมด แต่แลกมากับการที่ยิ่งดีดแรง สายก็ยิ่งเปล่งย่านเสียงรุ่มรวยมากขึ้น ๆ อาจจะเบนด์สาย สั่นสายยากมาก แต่ตัวสายทำให้การโซโล่ ออกหมัดชัด ฟังเป็นทำนองมากขึ้น

สายกีต้าร์ขึ้นชื่อว่ามีผลต่อเสียงกีต้าร์ของเรามาก อ่านตรงนี้ ก็เอาไปตัดสินใจกันดู ว่าจะซื้อสายแบบไหน

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ Tonereport.com

7 พฤติกรรมน่าทำ เพื่อพัฒนาฝีมือดนตรี

ถ้าการฝึกซ้อมทุกวันยังรู้สึกว่าไม่พอสำหรับเพื่อนๆ ลองดูว่ามีอะไรที่จะเอามาเสริมการซ้อมของชาวเรากันได้บ้าง เริ่มกันเลย…

1. จินตนาการ
เค้าบอกว่าอย่ามโน แต่นักดนตรีต้องหัดมโนให้เป็น การฝึกเล่นเครื่องดนตรีล่องหนเป็นการฝึกที่สมองโดยตรง ซึ่งมีส่วนช่วยในการไปเล่นกับเครื่องดนตรีจริงๆในเวลาต่อมาแล้ว
เป็นการบริหารจินตนาการ ฝึกนึกเสียงในหัวได้อีกด้วย

2. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน
พูดง่าย แต่หาคนลงมือทำยาก การเรียนรู้สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่ แค่ Riff สักท่อน หรือจังหวะดีดกีต้าร์สักชุดต่อวัน ก็เพียงพอแล้ว
การฝึกนี้จะช่วยเสริมสร้างสัญชาตญานทางดนตรี อยู่กับมันจนฝังเข้ากระดูกดำ

3. ลงไปแจมเลย!
ถ้ามีโอกาสเหมาะเหม็ง ให้ต้องเล่นกับคนอื่นๆ ก็ลองลงไปแจมเลยไม่ต้องคิดมาก การไปเล่นกับคนอื่นทำให้เราเข้าถึงจังหวะดนตรีแบบจริงๆจังๆ และหาช่องให้เราใส่ลูกเล่นของเราลงไป
ขณะเล่นได้ เพิ่มพลังการอิมโพรไวส์ได้ดีทีเดียว

4. อัดเสียง
หูเราอาจจะเราเล่นโอเค แต่นั่นไม่พอ เราต้องบันทึกเสียงการเล่นสม่ำเสมอ ลองฟังบันทึกเสียงเพื่อหาข้อบกพร่องของเรา
และถ้าว่างๆ ก็ลองย้อนกลับมาทวนฟังสิ่งที่เคยเล่นไป เราจะได้มองเห็นพัฒนาการของเราได้ชัดเจน

5. หาบทเรียนจากหลายๆ ที่
ยุคนี้สมัยนี้ มีคนออกมาสอนมากมายตามอินเตอร์เน็ตแบบฟรีๆ การที่มีคนสอนจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวขึ้น เพราะมีคนมาไกด์ไลน์ให้แล้ว

6. เน้นช่วงเวลาฝึกซ้อม
การฝึกซ้อมแค่วันละสิบนาที ทุกวัน ถือว่าเพียงพอแล้ว สิ่งที่ควรสนใจอีกอย่าง คือ การจัดระเบียบการฝึกซ้อม ควรจะแบ่งทักษะออกเป็นหลายๆ ส่วนย่อย เพื่อให้เน้นฝึกเป็นจุดๆไปเลย เช่นจะฝึกแต่ picking ก็ลงแต่ picking เท่านั้น

7. ติดตามความก้าวหน้าทุกฝีก้าว
การตระหนักตัวเอง เป็นปัจจัยที่ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้และขาดอะไร พยายามจดบันทึกสิ่งที่เราซ้อม และหมั่นตรวจเช็คว่าเราทำได้แล้วจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่ามีทักษะอะไรที่เรายังขาดไปอยู่บ้าง

rock-1511102_960_720

จริงๆ 7 ข้อนี้ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือทำยากอะไรเลย แต่ต้องมีความอดทน และสม่ำเสมอ ซึ่งความสม่ำเสมอหมั่นฝึกซ้อมก็คือกุญแจสุดสำคัญในการพัฒนาฝีมือไม่ว่าจะดนตรีหรือกะอะไรก็ตาม ขอให้เก่งกันไวๆ นะ

ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับ Bypass เอฟเฟค

‘สัญญานเสียง ทุกครั้งที่ผ่านแจ็ค ผ่านเอฟเฟค ผ่านตัวกลางต่าง ๆ จะมีการสูญเสียของสัญญานอยู่เสมอ’

การสูญเสียสัญญานเสียงถือเป็นเรื่องน่ากลัวของนักดนตรี เพราะมันหมายถึงว่า ‘เสียงจากเครื่องดนตรี จะแย่ลง ไม่คมชัดอย่างที่ควรจะเป็น’ การผ่านเอฟเฟคแต่ละก้อนสามารถทำให้สูญเสียสัญญานได้ และนั่นเป็นที่มาของ ‘Bypass 2 ชนิด’

ทุกครั้งที่ต่อเอฟเฟคโดยที่ไม่เปิดสวิทช์ ตัวเอฟเฟคจะทำหน้าที่เป็น Bypass หรือก็คือเป็น ‘ทางผ่าน’ เฉย ๆ ให้กับสัญญานเสียงเสมอ ถ้าทางผ่านเสียงนี้ไม่ได้ผ่านวงจรอะไรเลย เราเรียก ‘True Bypass’ บางคนมองว่ามันเป็นวิธีรักษาสภาพเสียงของเราให้คมชัด ไม่ถูกรบกวนด้วยเอฟเฟคก้อนต่าง ๆ

อีกชนิดที่อยู่ตรงข้ามกันเราเรียก ‘Buffered Bypass’ ซึ่งจะผ่านวงจรชนิดหนึ่งที่พยายามรักษาสัญญานเข้าและออกเอฟเฟคให้ออกมาเท่าเดิม บางคนว่าการผ่านวงจรจะเป็นการรบกวนสัญญานเสียงอย่างหนึ่ง แต่เป็นยังงั้นเสมอไปหรือเปล่านะ?

1. True Bypass ต้องดีที่สุดใช่ไหม?
ตอบ:
ไม่เสมอไป สำหรับการต่อเข้าแอมป์ด้วยสายแจ็คสั้น ๆ True Bypass ทำหน้าที่ของมันได้ดี แทบไม่มีผลต่อสัญญานเสียงเลย แต่ยิ่งใช้สายแจ็คที่ยาวขึ้นปัญหาที่พบคือ มี ‘การสูญเสียย่านเสียงสูง’ ขึ้น เสียงไม่คมชัดเท่าเดิม แต่ก็แก้ได้ด้วยการต่อเอฟเฟค Buffer

spark-mini-booster-front

spark-mini-booster-front

2. ถ้างั้นใช้ Buffered Bypass ให้หมดเลยก็ดีกว่าสิ?
ตอบ:
ไม่เลย วงจร Buffer สามารถส่งเสียงรบกวนเข้าไปในสัญญานเสียงเราได้ และจะยิ่งผนวกกันมากเรื่อย ๆ หากต่อเข้ากับเอฟเฟคแบบ Buffered Bypass หลาย ๆ ก้อน ทำให้ซาวด์แย่ขึ้น

3. อ้าว งั้น Buffered Bypass ก็ไม่ดีจริง ๆ เหรอ?
ตอบ:
ทั้งใช่และก็ไม่ใช่ มี Buffer ดีและไม่ดี ปน ๆ กันไปในตลาด ตัวอย่างเอฟเฟค Buffered Bypass ที่ไม่ดีคือ Dunlop Crybaby ต่อละเสียงโดนกลืน และ Boss MT-2 ต่อแล้วเสียงไม่คมชัด เป็นต้น

เอฟเฟค-BOSS-MT-2

4. สรุปเลยได้ไหม ตกลงจะ True หรือ Buffered Bypass?
ตอบ:
แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ เลือกหาเอฟเฟค True Bypass เอาไว้จะดีที่สุด โดยมี Buffered Bypass ดี ๆ สักหนึ่งอัน ถือว่ากว้างและเหมาะกับทุกสถานการณ์ที่สุด

คิดว่าบทความนี้ น่าจะช่วยไขข้อข้องใจของใครหลาย ๆ คน ว่าควรจะเลือก Bypass แบบไหนมาเข้าแผงเอฟเฟคนะ 😉

ขอขอบคุณ harmonycentral.com, jhspedals.com และชาแนล CSGuitars บน Youtube.com

หยุดฝึกก่อนดีไหม ถ้าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้!

‘ผลจากการวิจัย* พบว่า การทำอะไรซ้ำ ๆ ทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้แย่ลง!’

ภาพจาก shutterstock

ภาพจาก shutterstock

ตามที่เค้าวิจัยออกมา อาจจะจริงอยู่ว่าการจะจดจำอะไรสักอย่างหนึ่งย่อมมาจากการที่เจอกับมันซ้ำ ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการจำแนงแจกแจงสิ่งคล้าย ๆ กันดันแย่ลงไปซะเฉย ๆ
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เราควรจะเลิกพฤติกรรมการฝึกที่วนเวียนอยู่กับการทำซ้ำ ๆ ต่อไป อย่าง

1. ทำตัวแบบเทปบันทึกเสียงเจ๊งกะบ๊ง
บางคนพยายามเล่นให้เป๊ะ ด้วยวิธีซ้อมแบบเล่นท่อนเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ที่ tempo ระดับเดิม

2. เข้าโหมดพลขับอัตโนมัติ
หรือบางคนตะแบงเล่นเพลงจนจบเพลง จะผิดจะถูกไม่รู้ แต่ต้องเล่นมันจนจบให้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าวิธีนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเอาซะเลย ข้อดีของมันคือ มันทำให้เรามองเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำหลังจากนั้นคือการค่อย ๆ แกะทีละท่อน และบรรลงเล่นอย่างละเอียดลออ
ถ้าเกิดว่าจมอยู่กับการเล่นมุดหัวจมท้ายไปจนจบ เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย เปลืองเวลาและพลังชีวิตโดยใช่เหตุ

3. เคล้าสองวิธียอดแย่ข้างต้นเข้าด้วยกัน
นี่คืออภิมหาคอมโบประลัย ของการฝึกยอดแย่สองอย่างผสมกัน เล่นแบบมุทะลุไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมจนจบเพลง ซ้ำยังไม่พอเล่นมันซ้ำ ๆ เหมือนบันทึกเทปเสียติดลูป

ผลจากทั้ง 3 ข้อคือ เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสียกับเสีย, เสียที่หนึ่ง เสียเวลาชีวิต เพราะการฝึกเหล่านี้เป็นการทำซ้ำ ๆ ที่เสี่ยงทำให้อาจเกิดอาการ’ติด’วิธีเล่นผิด ๆ จนแก้ได้ยาก และอาจจะต้องมาเสียเวลาแก้อีก
สอง เสียความมั่นใจ การทำซ้ำ ๆ ลวก ๆ ทำให้เราไม่เข้าใจว่าส่วนยิบส่วนย่อยนั้นมันเล่นเป๊ะ ๆ ยังไงกันแน่ มันทำให้เราไม่กล้าโชว์พาวมาก เสียเซลฟ์ที่สุด
สาม เสียทักษะการเรียนรู้ จากที่จั่วหัวไว้เลย ตามนั้น

และควรทำยังไงล่ะที่นี้?

อีกงานวิจัย** หนึ่งกล่าวว่า ยิ่งเรามีความรู้ที่ ‘กว้าง’ มากเท่าไหร่ ยิ่งจะเป็นเรื่องง่ายในการดึงองค์ความรู้ออกมาจากสิ่งที่พบเจอ

ดังนั้นเราควรจะมี ‘การฝึกอย่างสุขุม’ นี่คือ การเพิ่มความ ‘กว้าง’ ให้กับการฝึก นี่ต่างหาก ไม่ใช่การทำซ้ำ ๆ ซึ่งก็ด้วยการ
– ฝึกอย่างช้า ๆ บรรจง ทำซ้ำ ๆ ให้น้อยที่สุด
– ลงรายละเอียดทีละตัวโน้ต เลือกเฟ้นวิธีที่จะ’บรรยาย’โน้ตแต่ละตัวออกมา กระแทกเกินไป? เบาไป? จะให้โน้ตยาวแค่ไหน?
– พยายามหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะพัฒนารายละเอียดแต่ละอย่าง

จะเห็นว่าการฝึกแบบนี้จะเพิ่มความ ‘กว้าง’ ในการบรรยายรายละเอียดลงไปที่แต่ละโน้ต ๆ ไป และเน้นที่ความเป็นตัวเอง ความพอใจในทักษะการยรรยายทางดนตรีของเราเอง

การฝึกที่ทำอะไรซ้ำ ๆ มีแต่บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเรา ทำให้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้แย่ กลับกันการฝึกแบบสุขุม ลงรายละเอียด เลือกสรรบรรจงใส่ด้วยเทคนิคที่กว้าง และใหม่ตลอดเวลา จะสอดรับกับลักษณะการเรียนรู้ที่ผลวิจัยประเมินว่าแล้วว่าดีที่สุด

ลองหันมาฝึกแบบนี้กันดูนะ 😉

==============================================
*Zachariah M. Reagh และ Michael A. Yassa – Repetition strengthens target recognition but impairs similar lure discrimination: evidence for trace competition
**Radboud University Nijmegen – How the brain builds on prior knowledge

ขอขอบคุณ lifehacker.com และ sciencedaily.com

6 วิธีใช้เอฟเฟค Chorus อย่างสร้างสรรค์

พ้นจากใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้ากันแล้ว เอฟเฟค Chorus ยังคงใช้กับเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

1.ใช้กับกีต้าร์ 12 สาย
แม้ว่าตัวกีต้าร์ 12 สายเองจะให้เสียงที่เป็น Chorus อยู่แล้ว แต่ถ้าลองใส่ Chorus ให้ Rate และ Depth ต่ำ ๆ ลงไปอีก จะช่วยหนุนความเป็นสิบสองสายได้อภิมหาโหดเลย

2.ใช้กับเปียโนไฟฟ้า
เปียโนไฟฟ้าอาจจะฟังดูไม่มีค่อยมีชีวิตชีวา ลองใส่ Chorus ลงไปเพิ่มความวูบวาบได้อีก

3.ใช้กับเสียงร้องบางท่อน
ถึงแม้ว่าคุณจะมีเสียงร้องที่ดีโคตร ๆ อยู่แล้ว ลองเพิ่ม Chorus สักท่อน หรือเน้นสักคำในบทเพลง ช่วยเพิ่มฟีลลิ่งได้

4.ใช้กับสแนร์
เหตุผลเดียวกับเปียโนไฟฟ้า ถ้าสแนร์ฟังดูไม่มีชีวิตชีว่าใส่ Chorus เลือก Rate และ Depth เหมาะ ๆ สแนร์ก็พลันเปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่

5.ใช้กับเบส
เบสแนวเชื่อง ๆ ไม่ค่อยมีลูกเล่นเยอะ ๆ อาจจะฟังดูน่าเบื่อไปนิด ลองทา Chorus ลงไปหน่อย เพิ่มมิติทางเสียงดนตรีไปอีกระดับ

6.ใช้กับนักร้องส่วน backing vocal
ถ้าใช้เอฟเฟคตัวนี้กับนักร้อง back up อาจจะทำให้สองสามคนกลายเป็นหมู่คณะขนาดใหญ่ ค่อนข้างเพิ่มความทรงพลังในเพลง

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ audio-issues.com

เงียบเป็นเป่าสาก กับวิธีแก้เสียงจี่

‘ปิ้กอัพ อิเล็กโทรนิคส์ เอฟเฟค และแอมป์ เป็นที่มาเสียงจี่ได้ทั้งนั้น เพราะเครื่องมือพวกนี้รับสัญญานจากอากาศเข้ามาแบบไม่เลือก ก่อเป็นเสียงรบกวนดังจี่ ๆ ขึ้นมา แต่…ปัญหานี้มันแก้กันได้…!’

เสียงจี่สำหรับบางคนถือเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ แล้วก็มีที่มาหลากหลายเหลือเกิน เราลองมาดูวิธีแก้แบบเป็นราย ๆ ไปกันดีกว่า

ถาม เสียงจี่จากปิ้กอัพ แก้ยังไงดี?
ตอบ:

1. ส่วนมากเสียงจี่จะมาจากพวก Single-coiled ดังนั้นเราอาจจะเปลี่ยนปิ้กอัพไปเป็น Humbucking แต่วิธีนี้แลกมากับการเสียคาแรคเตอร์กีต้าร์ตัวเองไป
2. หรือใช้เอฟเฟค Noise Suppresor หรือ Noise Gate
3. ติดตั้งปิ้กอัพดัมมี่ (Dummy) ปิ้กอัพเดิมจะประกอบด้วยเสียงสายกีต้าร์กับเสียงรบกวน ในขณะที่ปิ้กอัพดัมมี่จะสร้างแต่เสียงรบกวนที่มีทิศตรงข้ามกับเสียงรบกวนในปิ้กอัพจริง ซึ่งพอใช้ร่วมกันจะหักล้างกันพอดิบพอดี

BOSS NS-2 Noise Suppressor

ถาม แล้วถ้าเป็นเสี่ยงจี่จากอิเล็กโทรนิคส์ในกีต้าร์ล่ะ?
ตอบ:

อิเล็กโทรนิคส์ข้างในกีต้าร์สามารถรับสัญญานรบกวนที่แผ่มาตามอากาศได้ สามารถแก้การรับสัญญานรบกวนด้วยการห่อปิ้กอัพด้วยฟอยล์ที่ต่อสายดิน ซึ่งต้องห่อดี ๆ ถ้าห่อไม่ดีเสียงย่านสูง ๆ จะถูกกลืนหายหมด

ถาม เอฟเฟคเสียงแตก จี่ได้ปวดประสาทมาก ทำไง?
ตอบ:

ใช้ทุกเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นได้หมดเลย จัดการเสียงรบกวนทั้งหมดก่อนจะวิ่งเข้าไปที่เอฟเฟค แต่ขอเสริมหน่อยเกี่ยวกับการใช้ Noise Gate เพราะอาจส่งผลกับซาวด์เราได้ เนื่องจาก Gate ทำหน้าที่เหมือนทางเข้าทางด่วนที่ยอมให้เสียงดัง ๆ ลอดผ่านได้อย่างเดียว ซึ่งเราเป็นกำหนดว่าให้ดังเท่าไหร่ถึงจะผ่านไปได้ บางทีเราอาจจะตั้งไว้แล้วตัดเสียงของเราบางส่วนไปด้วย

Carlsbro NoiseGate

Carlsbro NoiseGate

ถาม เป็นไปได้ไหมว่าเสียงจี่มาจากแอมป์ จะเช็คยังไง? แก้ยังไง?
ตอบ:

จะเช็คเสียงรบกวนจากแอมป์ ทำตามนี้ ไม่ต้องต่อแจ็คเข้าไปในตัวแอมป์ แล้วลองเปิด volume เอาให้สุด ๆ ถ้าได้ยิน แสดงว่าแอมป์นี่แหละต้นเหตุแห่งความจี่ ลองเปลี่ยนตำแหน่งวาง เช็คแหล่งจ่ายไฟ ถ้ายังไม่หาย ปัญหาอันนี้เป็ยเรื่องปัจจัยภายในของแอมป์แล้ว

ปัญหาจากเสียงจี่มักมาจากปิ้กอัพ single-coiled ไม่ก็ใช้อุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์หรือเอฟเฟคถูก ๆ บางครั้งการแก้ไขอาจจะกินเงินมากกว่าหรือพอ ๆ กับเครื่องดนตรีที่เราซื้อมาด้วยซ้ำ เช่น ซื้อเอฟเฟค Noise suppressor หรือ Gate ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำใจกันไว้แต่แรก

การซื้อของดี ๆ มาแต่แรก ปัญหาพวกนี้ก็จะเบาบางลงตามไปด้วยเหมือนกัน

==========================================
ขอขอบคุณ premierguitar.com

3+2 วิธี Metal ในแบบไม่ใช้ Distortion

แต่เราจะใช้เอฟเฟค Fuzz มาทำเมทัล!

Carlsbro Fuzz

Carlsbro Fuzz

ใครจะเล่นเมทัล มักจะมอกหาเอฟเฟคอย่าง Distortion ไม่ก็ Metal Zone มาหาใช้กันแน่นอน แต่เอาเข้าจริง
เราอาจไม่จำเป็นจะต้องใช้เอฟเฟคจำพวกนั้นก็ได้นะ ซึ่งเหมาะมากๆกับคนที่หาซาวด์เมทัลใหม่ๆ หรือคนที่อยากลองเล่นเมทัลดูบางโอกาสแต่ไม่คิดจะซื้อเอฟเฟคเสียงแตกดุๆโหดๆ

ยิ่งตอนนี้คอเมทัลสมัยใหม่ บางพวกก็เริ่มจะหันกลับไปเล่นซาวด์ออกไปทาง Black Subbath ยุคต้น ซึ่งซาวด์ที่ทำกันออกมาจะมี
ลักษณะแตกแบบ Fuzz ที่ให้เสียงหนาๆ หรือไม่ก็เป็นเอฟเฟคเสียงใหม่ๆที่อยู่ตรงกลาง ไม่ค่อนไปทาง Distortion, Fuzz หรือ Overdriveมากเกินไป

เอฟเฟคที่ต้องใช้: Fuzz, Compressor, Noise Suppressor(ตัวเลือกเสริม) และ Booster(ตัวเลือกเสริม)

เริ่มเลยก็
1. ปรับหน้าตู้ตามขั้นตอนนี้
-ลด Treble จนสุด
-ลด Mid ลงไปเหลือสัก 3
-เพิ่ม Bass ตรงนี้ต้องลองฟังไม่ให้มันมาก จนฟังดูกระแทกไป
-กลับมาเพิ่ม Treble เพื่อให้โน้ตฟังชัดขึ้น

2. เปิด Fuzz
ถือเป็นแม่ไม้เด็ด ที่เราเอามาใช้แทน Distortion ลองปรับเสียงแบบที่เราชอบดู แนะนำว่าใช้ Fuzz ที่ให้เสียงหนา ๆ จะดี

3. ใช้ Compressor ทำเสียงให้ฟังดูมีมวล เป็นก้อนๆ
ปรับ Attack ปรับให้พอฟังเป็นก้อน ๆ ส่วนSustain ต่ำๆ ตีพาวเวอร์คอร์ดฟังดัง ‘กะฉักกะฉัก’

+4. ลดเสียงจี่ด้วย Noise Suppressor หรือ Noise Gate
เอฟเฟคตระกูล Gain จะให้เสียงจี่ ซึ่ง Fuzz ก็ด้วย ดังนั้นถ้ารุ้สึกว่ามันจี่จนรบกวนการเล่นของเรา อาจต้องใช้เอฟเฟคชนิดนี้กันหน่อย

+ 5. เสริมกำลังด้วย Booster ต่อหน้าขบวนเอฟเฟค
เสริมเอฟเฟคตัวนี้ไว้แรก ๆ สำหรับคนที่ต้องการให้เสียงฟังดูมีพลังขึ้นไปกว่าเดิม

ถ้าใครอยากได้ซาวด์เมทัลที่ไม่ใช้ Distortion แบบชาวบ้านเค้า วิธีตามนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าทดลองไม่เลวเลยล่ะ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณนิตยสารออนไลน์ Tonereport และเว็บไซต์ Menga