เมโลเดี้ยน KANET 37 คีย์

ขายเพียง  790฿ จาก  1,000฿

เมโลเดี้ยน KANET 25 คีย์

ขายเพียง  399฿ จาก  650฿

7 วิธี เล่นกีต้าร์ Rhythm ให้แพรวพราว

1. เปลี่ยนตำแหน่งจับคอร์ด
แม้จะเป็นคอร์ดตัวเดียวกัน แต่จับคนละตำแหน่ง การเรียงของโน้ตที่ต่างกัน จะให้เสียงที่ไม่เหมือนกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อความแพรวพราว ลอง อย่างคอร์ด C วิธีจับที่รู้ ๆ กันมีอยู่ 2 แบบ คือแบบมาตรฐานหัดเล่น กับแบบทาบที่เฟรต 3 ที่นี้ลองเสิร์ชกูเกิ้ล เราจะพบว่าคอร์ด C มีหน้าตาให้จับอีกหลากหลายทีเดียว ลองฝึกรูปแบบอื่น ๆ ดูจะได้เสียงที่แปลกออกไป

2. ใช้คอร์ดพลิกกลับ
คอร์ดโดยทั่วไปแบบไม่ติดเซเว่น จะมีรูปพลิกกลับอีก 2 รูป ซึ่งคอร์ดในรูปพลิกกลับจะช่วยเพิ่ม ‘ความตึงเครียด’ ให้กับดนตรี ทำให้เนื้อดนตรีมีสาระมากขึ้น

แล้วรูปพลิกกลับคืออะไร?

รูปพลิกกลับคือคอร์ดที่ใช้โน้ตอื่นในคอร์ด เป็นโน้ตเบส (โน้ตที่เสียงต่ำสุด) ยกตัวอย่างเช่น คอร์ด C ประกอบด้วยโน้ต C E G รูปปกติ เราจะให้โน้ต C อยู่บนสุด (เสียงต่ำสุุด)
จับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-x-
สังเกตว่า เราให้สาย 6 เป็น x คืออุดสายไว้ หรือไม่ดีดลงไป

ถ้าจะให้โน้ต E ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เรียกว่าคอร์ด C/E เราจับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-0-
อย่างนี้เรียกรูปพลิกกลับขั้นที่ 1 เพราะใช้โน้ตตัวที่สอง (E) ถัดจากตัวแรก (C)

ถ้าให้ G ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เราเรียก C/G เป็นรูปพลิกกลับขั้นที่ 2
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-3-

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 1 หลัก ๆ ใช้อยู่สองงาน คือ เอาไว้เชื่อมคอร์ด เช่น ถ้าเราเล่น C ห้องแรกและ F ในห้องถัดไป เราเปลี่ยน C เป็น C/E บนจังหวะก่อนเข้าห้องถัดไป จะทำให้ทางคอร์ดลื่นขึ้น
หรือใช้สลับไป ๆ มา ๆ กับรูปปกติทำให้การตีคอร์ดเดิมซ้ำ ๆ ไม่น่าเบื่อ

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 2 ใช้เชื่อมทางคอร์ดเหมือนแบบแรก หรือใช้ร่วมกับแบบแรก สร้างความหลากหลายได้อีก นอกจากนี้ วางคอร์ดตัวนี้ก่อนหน้าคอร์ดตัวที่ 5 ของสเกลหนึ่ง ๆ จะช่วยเพิ่มพลังในการจบบทเพลงได้ดีขึ้น
เช่นในคีย์ C เราเอา C/G ไว้หน้า G แล้วจบด้วย C

3. เสริม ‘เทนชั่น(Tension)’
ถ้าเอาแบบง่าย ๆ เทนชั้นคือพวกคอร์ดเซเว่น คอร์ดไนน์ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ทดลองใส่คอร์ด C7 แทนคอร์ด C เพิ่มสีสันไปอีกแบบ

4. ใส่ลูกเล่น
ใช้เทคนิคที่เล่าเรียนมาใส่ลงไปในการตีคอร์ด แฮมเมอร์กดโน้ตตอนตี สไลด์ อุดสายมือซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ทำให้เพลงมีลูกล่อลูกชนมากขึ้น

5. ทำทางเดินรู้ทโน้ตให้น่าสนใจ
รู้ทโน้ต ก็คือโน้ตตัวแรกของคอร์ด เช่น คอร์ด C รู้ทโน้ตคือ C คอร์ด Gm รู้ทโน้ต คือ G เทคนิคหนึ่งที่ควรรู้คือการใช้คอร์ดแทน หรือก็คือคอร์ดที่มีโน้ตเหมือนกันตั้งแต่ 2 สอง
เช่น คอร์ดแทนของ C คือ Am เพราะ Am มีโน้ต C E ซึ่งเหมือนกับของ C
ตัวอย่าง สมมติทางคอร์ดเดิมคือ Em Bm c G
เราจะเปลี่ยน C เป็น Am แทน สังเกตว่าทางเดินรู้ทโน้ตจะไล่ถอยหลังกันตามลำดับ B, A, และ G ให้ความรู้สึกถอยหลัง และลื่นไหล

6. ตีคอร์ดให้จังหวะสร้างสรรค์
ลง ลง ขึ้น ขึ้น ลง ลง เค้าเอาไว้เล่นแค่ในวงเหล้าเท่านั้นแหละ ลองเปลี่ยนจังหวะตีแบบใหม่ ๆ บ้าง เพื่อความไม่น่าเบื่อ

7. เกลาโน้ต
สองนิ้วโป้งชี้จับปิ้กไปแล้ว จะปล่อยอีกสามนิ้วไว้อยู่ไย ก็เอามาใช้สิครับ ดีดไปเกลาไปทำให้หรูหราฟู่ฟ่ามาก ๆ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
================================
ขอขอบคุณชาแนล Samuraiguitarist บน youtube

4 วิธี เล่นกีต้าร์ให้ออกสำเนียงฟังเป็นทำนองขึ้น

อยากเป็นสาย progressive rock แต่เล่นกีต้าร์ฟังยังไม่ขึ้น ทำนองยังไม่ไหลลื่น คอร์ดฟังไม่ถึงใจ มาดู 4 วิธีง่าย ๆ

ที่จะทำให้เล่นกีต้าร์ฟังออก ‘ทำนอง’ มากขึ้น

1. ใช้คอร์ดเจ๋ง ๆ
ไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์ได้ จากคอร์ดทาบธรรมดา เติมโน้ต 9th เข้าไป แล้วแค่เกลาคอร์ด ก็ฟังออกทำนองแล้ว

2. เล่นบนจังหวะแปลก ๆ
บางครั้งเราอาจจะเล่นทำนองบ้าน ๆ เดิม ๆ แต่เล่นบนจังหวะแปลก ๆ อย่าง 5/4 หรือ 7/4 ก็เปลี่ยนทำนองธรรมดา ๆ เป้นผลงานขึ้นหิ้งได้เลย

3. ใช้ “โมทีฟ (Motif)”
โมทิฟ คือ ไอเดียทางดนตรี ซึ่งก็คือจังหวะสั้น ๆ ถ้าใครเคยฟังบทประพันธ์ของ Beethoven ที่ร้องว่า แท้นแท่นแทนนน…แท้นแท่นแทนน… จังหวะนี้จะถูกใช้ไปเรื่อย ๆ แต่เปลี่ยนโน้ตเอา
ดังนั้นคิดจากจังหวะสั้น ๆ แล้วต่อยอด ดัดแปลงจากตรงนั้น นั่นแหละวิธีคิดทำนองจากโมทีฟ

4. รู้จักที่จะ “เงียบ”
ดนตรี ก็คือภาษาอย่างหนึ่ง ความเงียบก็คือจังหวะหยุดพักบนประโยคเพลงนั่นเอง แทนที่จะเล่นไหลไปเรื่อย ๆ จงรู้จักที่จะแทรกความเงียบลงไปเพื่อเบรคทำนองบ้าง จะทำให้ฟังเป้นทำนองขึ้น

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณชาแนล Music is Win บน youtube และ เว็บไซต์ mrfastfinger.net

ทฤษฎีแห่งสาย: สายกีต้าร์ต่างกันยังไง?

ซองสายกีต้าร์ที่เรียกกันว่าเบอร์ 9 เบอร์ 10 เรียกจากความกว้างของสายที่เล็กที่สุดในซองนั้น เช่น ถ้าสายเล็กสุดในซอง มีความกว้าง 0.009 นิ้ว เราก็เรียกซองนั้นทั้งซองว่าเบอร์ 9

ซึ่งไอ้ขนาดของสาย นอกจากเส้นเล็กสุดแล้วจะค่อย ๆ ไล่ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก ทำให้ชุดสายเบอร์ 9 สายเล็กเหมือนกันทั้งชุด หรือเบอร์ 12 ก็ใหญ่เหมือนกันทั้งชุด
ทำให้เราจัดประเภทสาย จากขนาดเล็กใหญ่นั่นเอง

DR NGA-12 NEON Hi-Def Phosphorescent Green Medium Acoustic Guitar Strings

DR NGA-12 NEON Hi-Def Phosphorescent Green Medium Acoustic Guitar Strings

เป็นที่ลือชาในหมู่นักดนตรีอยู่แล้วว่าสายแต่ละประเภท ให้เสียงที่ไม่เหมือนกัน แต่การที่จะทดลองวิทยาศาสตร์เปลี่ยนสายไปเรื่อย ๆ ก็เป็นอะไรที่เปลืองไปหน่อย วันนี้เราสรุปข้อแตกต่างแต่ละสายมาให้ฟังกัน
จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปลอง

– สายขนาดเล็ก (เบอร์ 9 ลงไป)
ให้เสียงที่แหลมใส เสียงเหล็กกระทบเฟร็ต เบนด์สายง่าย เล่นง่าย ความบางของสายทำให้สัมผัสเหมือนไม่มีความตึง แต่เสี่ยงขาด เพราะเบนด์หนักมือเกินได้ การดีดปิ้กหนัก ๆ เบนด์สายหนัก ๆ มีผลทำให้สายเสื่อมสภาพไว เสียงแย่ลง

– สายขนาดกลาง (10 – 11)
ให้ความทึมทึบ เน้นย่านกลาง เหมาะกับแนวบลูส์ หรือร็อค สายไม่กระพืบเวลาดีดหนักมือ เวลาเบนด์ สายมีแรงต้าน อยากจะเล่นให้เสียงดี ๆ ปรับ gain น้อยลงมาหน่อย

– สายขนาดใหญ่ (12 ขึ้นไป)
เสียโทนใส ๆ ไปหมด แต่แลกมากับการที่ยิ่งดีดแรง สายก็ยิ่งเปล่งย่านเสียงรุ่มรวยมากขึ้น ๆ อาจจะเบนด์สาย สั่นสายยากมาก แต่ตัวสายทำให้การโซโล่ ออกหมัดชัด ฟังเป็นทำนองมากขึ้น

สายกีต้าร์ขึ้นชื่อว่ามีผลต่อเสียงกีต้าร์ของเรามาก อ่านตรงนี้ ก็เอาไปตัดสินใจกันดู ว่าจะซื้อสายแบบไหน

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ Tonereport.com

6 วิธีใช้เอฟเฟค Chorus อย่างสร้างสรรค์

พ้นจากใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้ากันแล้ว เอฟเฟค Chorus ยังคงใช้กับเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

1.ใช้กับกีต้าร์ 12 สาย
แม้ว่าตัวกีต้าร์ 12 สายเองจะให้เสียงที่เป็น Chorus อยู่แล้ว แต่ถ้าลองใส่ Chorus ให้ Rate และ Depth ต่ำ ๆ ลงไปอีก จะช่วยหนุนความเป็นสิบสองสายได้อภิมหาโหดเลย

2.ใช้กับเปียโนไฟฟ้า
เปียโนไฟฟ้าอาจจะฟังดูไม่มีค่อยมีชีวิตชีวา ลองใส่ Chorus ลงไปเพิ่มความวูบวาบได้อีก

3.ใช้กับเสียงร้องบางท่อน
ถึงแม้ว่าคุณจะมีเสียงร้องที่ดีโคตร ๆ อยู่แล้ว ลองเพิ่ม Chorus สักท่อน หรือเน้นสักคำในบทเพลง ช่วยเพิ่มฟีลลิ่งได้

4.ใช้กับสแนร์
เหตุผลเดียวกับเปียโนไฟฟ้า ถ้าสแนร์ฟังดูไม่มีชีวิตชีว่าใส่ Chorus เลือก Rate และ Depth เหมาะ ๆ สแนร์ก็พลันเปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่

5.ใช้กับเบส
เบสแนวเชื่อง ๆ ไม่ค่อยมีลูกเล่นเยอะ ๆ อาจจะฟังดูน่าเบื่อไปนิด ลองทา Chorus ลงไปหน่อย เพิ่มมิติทางเสียงดนตรีไปอีกระดับ

6.ใช้กับนักร้องส่วน backing vocal
ถ้าใช้เอฟเฟคตัวนี้กับนักร้อง back up อาจจะทำให้สองสามคนกลายเป็นหมู่คณะขนาดใหญ่ ค่อนข้างเพิ่มความทรงพลังในเพลง

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ audio-issues.com

3+2 วิธี Metal ในแบบไม่ใช้ Distortion

แต่เราจะใช้เอฟเฟค Fuzz มาทำเมทัล!

Carlsbro Fuzz

Carlsbro Fuzz

ใครจะเล่นเมทัล มักจะมอกหาเอฟเฟคอย่าง Distortion ไม่ก็ Metal Zone มาหาใช้กันแน่นอน แต่เอาเข้าจริง
เราอาจไม่จำเป็นจะต้องใช้เอฟเฟคจำพวกนั้นก็ได้นะ ซึ่งเหมาะมากๆกับคนที่หาซาวด์เมทัลใหม่ๆ หรือคนที่อยากลองเล่นเมทัลดูบางโอกาสแต่ไม่คิดจะซื้อเอฟเฟคเสียงแตกดุๆโหดๆ

ยิ่งตอนนี้คอเมทัลสมัยใหม่ บางพวกก็เริ่มจะหันกลับไปเล่นซาวด์ออกไปทาง Black Subbath ยุคต้น ซึ่งซาวด์ที่ทำกันออกมาจะมี
ลักษณะแตกแบบ Fuzz ที่ให้เสียงหนาๆ หรือไม่ก็เป็นเอฟเฟคเสียงใหม่ๆที่อยู่ตรงกลาง ไม่ค่อนไปทาง Distortion, Fuzz หรือ Overdriveมากเกินไป

เอฟเฟคที่ต้องใช้: Fuzz, Compressor, Noise Suppressor(ตัวเลือกเสริม) และ Booster(ตัวเลือกเสริม)

เริ่มเลยก็
1. ปรับหน้าตู้ตามขั้นตอนนี้
-ลด Treble จนสุด
-ลด Mid ลงไปเหลือสัก 3
-เพิ่ม Bass ตรงนี้ต้องลองฟังไม่ให้มันมาก จนฟังดูกระแทกไป
-กลับมาเพิ่ม Treble เพื่อให้โน้ตฟังชัดขึ้น

2. เปิด Fuzz
ถือเป็นแม่ไม้เด็ด ที่เราเอามาใช้แทน Distortion ลองปรับเสียงแบบที่เราชอบดู แนะนำว่าใช้ Fuzz ที่ให้เสียงหนา ๆ จะดี

3. ใช้ Compressor ทำเสียงให้ฟังดูมีมวล เป็นก้อนๆ
ปรับ Attack ปรับให้พอฟังเป็นก้อน ๆ ส่วนSustain ต่ำๆ ตีพาวเวอร์คอร์ดฟังดัง ‘กะฉักกะฉัก’

+4. ลดเสียงจี่ด้วย Noise Suppressor หรือ Noise Gate
เอฟเฟคตระกูล Gain จะให้เสียงจี่ ซึ่ง Fuzz ก็ด้วย ดังนั้นถ้ารุ้สึกว่ามันจี่จนรบกวนการเล่นของเรา อาจต้องใช้เอฟเฟคชนิดนี้กันหน่อย

+ 5. เสริมกำลังด้วย Booster ต่อหน้าขบวนเอฟเฟค
เสริมเอฟเฟคตัวนี้ไว้แรก ๆ สำหรับคนที่ต้องการให้เสียงฟังดูมีพลังขึ้นไปกว่าเดิม

ถ้าใครอยากได้ซาวด์เมทัลที่ไม่ใช้ Distortion แบบชาวบ้านเค้า วิธีตามนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าทดลองไม่เลวเลยล่ะ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณนิตยสารออนไลน์ Tonereport และเว็บไซต์ Menga

จบเพลงให้ทรงพลัง ด้วยคอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’

“คอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’ นี้มีความสามารถที่จะส่งเสริมการจบเพลงหรือท่อนสักท่อนได้ทรงพลัง เป็นทางคอร์ดที่นักแต่งเพลงหน้าใหม่ควรรู้จัก”

สังเกตุว่า การจบเพลงที่จบแบบ G >> C หรือ B >> E หรือในภาษาทฤษฎีคือ V >> I (คอร์ด 5 มา 1) จะให้ความรู้สึกจบที่ทรงพลังกว่าแบบอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างงั้น ไอ้ความทรงพลังนี้มันก็ไม่สุดซะทีเดียว เพราะมันก็มีวิธี ‘โมทางคอร์ด’ ให้ดูจบให้เนี้ยบให้สุดกว่านี้ได้อีก ซึ่งก็คือหัวข้อของเราในวันนี้

เราจะมารู้จักกับคอร์ดชื่อแปลก ๆ อย่าง ‘นีอาโพลิตัน’ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างคอร์ดของมันไม่ได้แปลกตามชื่อแต่ประการใด
แท้จริงแล้ว มันคือคอร์ดเมเจอร์ธรรมดา ที่มีหน้าที่เพิ่มพลังในการจบท่อนหรือบทเพลงได้เป็นอย่างดี

คอร์ดนีอาโพลิตันนั้นขึ้นอยู่กับ คีย์ของแต่ละเพลง ถ้าพูดแบบไม่ยึดติดภาษาทฤษฎีเลย คอร์ดตัวนี้จะเป็นคอร์ด Majorเสมอ เป็นคอร์ดตัวที่หนึ่งบนคีย์นั้น ๆ ติด #
เช่น คีย์ G ทั้ง Major และ Minor ซึ่งคอร์ดตัวแรกก็คือ G และ Gm พอติด # เป็น G# หรือ G#m ตามลำดับ แต่คอร์ดนีอาโพลิตันเป็นได้แต่ Major เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือ G# นี่คือคอร์ดนีอาโพลิตัน บนทั้ง 2 คีย์นี้

อาจจะงง แต่ลองมาดูตัวอย่างเพิ่ม
เช่น ในคีย์ C major, C minor คอร์ดนีอาโพลิตันจะเป็น C# และถ้าเป็นคีย์ A major รึ minor ก็จะเป็น A#

ถ้าพอเก็ทหลัก ก็จะรู้สึกง่าย ๆ ไปเลย

เราเกริ่นนำไปแต่แรกแล้วว่า วิธีจบที่ทรงพลังกว่าวิธีอื่น ๆ เราจะเอาคอร์ดนีอาโพลิตันไปแทรกไว้ข้างหน้าการจบแบบ V >> I
ถ้าเป็นในคีย์ C major, ทางคอร์ดจะเป็น C# >> G >> Cneapolitan_v_i

ซึ่งคอร์ดนีอาโพลิตันที่โผล่ออกมาก่อนหน้า ถูกใส่มาเพื่อเพิ่ม ‘ความขัดแย้ง’ ทำให้รู้สึกแปร่ง ๆ ขัด ๆ จนคลี่คลายด้วยการจบแบบทรงพลัง เปรียบเหมือนละครที่มี Climax ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายยังไงยังงั้นเลย

ใครที่อยากลองแต่งเพลง ก็รับคอร์ดนีอาโพลิตัน เข้าไปเป็น ‘แรงบันดาลใจเล็ก ๆ ซักหน่อย’ สิ 🙂

*ทั้งนี้คอร์ดชนิดนี้ ตั้งชื่อตาม สำนักดนตรีแห่งอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 18 คือ ‘สำนักนีอาโพลิตัน’ ซึ่งมักใช้คอร์ดนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นเอง คอร์ดนี้ถูกใช้ในเพลงสากลหลายเพลง อาทิเช่น Do You Want to Know a Secret ของ The Beatles และ Mother’s Little Helper ของ The Rolling Stones เป็นต้น

7 พฤติกรรมน่าทำ เพื่อพัฒนาฝีมือดนตรี

ถ้าการฝึกซ้อมทุกวันยังรู้สึกว่าไม่พอสำหรับเพื่อนๆ ลองดูว่ามีอะไรที่จะเอามาเสริมการซ้อมของชาวเรากันได้บ้าง เริ่มกันเลย…

1. จินตนาการ
เค้าบอกว่าอย่ามโน แต่นักดนตรีต้องหัดมโนให้เป็น การฝึกเล่นเครื่องดนตรีล่องหนเป็นการฝึกที่สมองโดยตรง ซึ่งมีส่วนช่วยในการไปเล่นกับเครื่องดนตรีจริงๆในเวลาต่อมาแล้ว
เป็นการบริหารจินตนาการ ฝึกนึกเสียงในหัวได้อีกด้วย

2. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน
พูดง่าย แต่หาคนลงมือทำยาก การเรียนรู้สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่ แค่ Riff สักท่อน หรือจังหวะดีดกีต้าร์สักชุดต่อวัน ก็เพียงพอแล้ว
การฝึกนี้จะช่วยเสริมสร้างสัญชาตญานทางดนตรี อยู่กับมันจนฝังเข้ากระดูกดำ

3. ลงไปแจมเลย!
ถ้ามีโอกาสเหมาะเหม็ง ให้ต้องเล่นกับคนอื่นๆ ก็ลองลงไปแจมเลยไม่ต้องคิดมาก การไปเล่นกับคนอื่นทำให้เราเข้าถึงจังหวะดนตรีแบบจริงๆจังๆ และหาช่องให้เราใส่ลูกเล่นของเราลงไป
ขณะเล่นได้ เพิ่มพลังการอิมโพรไวส์ได้ดีทีเดียว

4. อัดเสียง
หูเราอาจจะเราเล่นโอเค แต่นั่นไม่พอ เราต้องบันทึกเสียงการเล่นสม่ำเสมอ ลองฟังบันทึกเสียงเพื่อหาข้อบกพร่องของเรา
และถ้าว่างๆ ก็ลองย้อนกลับมาทวนฟังสิ่งที่เคยเล่นไป เราจะได้มองเห็นพัฒนาการของเราได้ชัดเจน

5. หาบทเรียนจากหลายๆ ที่
ยุคนี้สมัยนี้ มีคนออกมาสอนมากมายตามอินเตอร์เน็ตแบบฟรีๆ การที่มีคนสอนจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวขึ้น เพราะมีคนมาไกด์ไลน์ให้แล้ว

6. เน้นช่วงเวลาฝึกซ้อม
การฝึกซ้อมแค่วันละสิบนาที ทุกวัน ถือว่าเพียงพอแล้ว สิ่งที่ควรสนใจอีกอย่าง คือ การจัดระเบียบการฝึกซ้อม ควรจะแบ่งทักษะออกเป็นหลายๆ ส่วนย่อย เพื่อให้เน้นฝึกเป็นจุดๆไปเลย เช่นจะฝึกแต่ picking ก็ลงแต่ picking เท่านั้น

7. ติดตามความก้าวหน้าทุกฝีก้าว
การตระหนักตัวเอง เป็นปัจจัยที่ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้และขาดอะไร พยายามจดบันทึกสิ่งที่เราซ้อม และหมั่นตรวจเช็คว่าเราทำได้แล้วจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่ามีทักษะอะไรที่เรายังขาดไปอยู่บ้าง

rock-1511102_960_720

จริงๆ 7 ข้อนี้ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือทำยากอะไรเลย แต่ต้องมีความอดทน และสม่ำเสมอ ซึ่งความสม่ำเสมอหมั่นฝึกซ้อมก็คือกุญแจสุดสำคัญในการพัฒนาฝีมือไม่ว่าจะดนตรีหรือกะอะไรก็ตาม ขอให้เก่งกันไวๆ นะ