เงียบเป็นเป่าสาก กับวิธีแก้เสียงจี่

‘ปิ้กอัพ อิเล็กโทรนิคส์ เอฟเฟค และแอมป์ เป็นที่มาเสียงจี่ได้ทั้งนั้น เพราะเครื่องมือพวกนี้รับสัญญานจากอากาศเข้ามาแบบไม่เลือก ก่อเป็นเสียงรบกวนดังจี่ ๆ ขึ้นมา แต่…ปัญหานี้มันแก้กันได้…!’

เสียงจี่สำหรับบางคนถือเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ แล้วก็มีที่มาหลากหลายเหลือเกิน เราลองมาดูวิธีแก้แบบเป็นราย ๆ ไปกันดีกว่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ pickup guitar noise

ถาม เสียงจี่จากปิ้กอัพ แก้ยังไงดี?
ตอบ:

1. ส่วนมากเสียงจี่จะมาจากพวก Single-coiled ดังนั้นเราอาจจะเปลี่ยนปิ้กอัพไปเป็น Humbucking แต่วิธีนี้แลกมากับการเสียคาแรคเตอร์กีต้าร์ตัวเองไป
2. หรือใช้เอฟเฟค Noise Suppresor
3. ติดตั้งปิ้กอัพดัมมี่ (Dummy) ปิ้กอัพเดิมจะประกอบด้วยเสียงสายกีต้าร์กับเสียงรบกวน ในขณะที่ปิ้กอัพดัมมี่จะสร้างแต่เสียงรบกวนที่มีทิศตรงข้ามกับเสียงรบกวนในปิ้กอัพจริง ซึ่งพอใช้ร่วมกันจะหักล้างกันพอดิบพอดี

BOSS NS-2 Noise Suppressor

ถาม แล้วถ้าเป็นเสี่ยงจี่จากอิเล็กโทรนิคส์ในกีต้าร์ล่ะ?
ตอบ:

อิเล็กโทรนิคส์ข้างในกีต้าร์สามารถรับสัญญานรบกวนที่แผ่มาตามอากาศได้ สามารถแก้การรับสัญญานรบกวนด้วยการห่อปิ้กอัพด้วยฟอยล์ที่ต่อสายดิน ซึ่งต้องห่อดี ๆ ถ้าห่อไม่ดีเสียงย่านสูง ๆ จะถูกกลืนหายหมด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ jack cable guitar

ถาม หากแก้ที่กีต้าร์และเอฟเฟคแล้วไม่หาย
ตอบ :

สายแจ็คเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดเสียงจี่ ลองเปลี่ยนสายแจ็คที่ใช้ดูก่อน หรือเลือกที่หัวรับสัญญาณเป็นขั้วทองแดงจะช่วยให้รับสัญญาณได้ดีขึ้นมาก รวมถึงการที่ช่องเสียบแจ็คหลวมก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดเสียงจี่ได้เช่นกัน ดังนั้นควรเช็คสายแจ็คก่อนใช้งานทุกครั้งด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ noiseless effect guitar

ถาม เอฟเฟคเสียงแตก จี่ได้ปวดประสาทมาก ทำไง?
ตอบ:

ใช้ทุกเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นได้หมดเลย จัดการเสียงรบกวนทั้งหมดก่อนจะวิ่งเข้าไปที่เอฟเฟค แต่ขอเสริมหน่อยเกี่ยวกับการใช้ Noise Gate เพราะอาจส่งผลกับซาวด์เราได้ เนื่องจาก Gate ทำหน้าที่เหมือนทางเข้าทางด่วนที่ยอมให้เสียงดัง ๆ ลอดผ่านได้อย่างเดียว ซึ่งเราเป็นกำหนดว่าให้ดังเท่าไหร่ถึงจะผ่านไปได้ บางทีเราอาจจะตั้งไว้แล้วตัดเสียงของเราบางส่วนไปด้วย

Carlsbro NoiseGate

Carlsbro NoiseGate

ถาม เป็นไปได้ไหมว่าเสียงจี่มาจากแอมป์ จะเช็คยังไง? แก้ยังไง?
ตอบ:

จะเช็คเสียงรบกวนจากแอมป์ ทำตามนี้ ไม่ต้องต่อแจ็คเข้าไปในตัวแอมป์ แล้วลองเปิด volume เอาให้สุด ๆ ถ้าได้ยิน แสดงว่าแอมป์นี่แหละต้นเหตุแห่งความจี่ ลองเปลี่ยนตำแหน่งวาง เช็คแหล่งจ่ายไฟ ถ้ายังไม่หาย ปัญหาอันนี้เป็ยเรื่องปัจจัยภายในของแอมป์แล้ว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ noiseless effect guitar

ปัญหาจากเสียงจี่มักมาจากปิ้กอัพ single-coiled ไม่ก็ใช้อุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์หรือเอฟเฟคถูก ๆ บางครั้งการแก้ไขอาจจะกินเงินมากกว่าหรือพอ ๆ กับเครื่องดนตรีที่เราซื้อมาด้วยซ้ำ เช่น ซื้อเอฟเฟค Noise suppressor หรือ Gate ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำใจกันไว้แต่แรก

การซื้อของดี ๆ มาแต่แรก ปัญหาพวกนี้ก็จะเบาบางลงตามไปด้วยเหมือนกัน

==========================================
ขอขอบคุณ premierguitar.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (3) “เรียนรู้ที่จะเล่นแบบไม่มีเสียง”

มันอาจจะฟังดูย้อนแย้งไปหน่อย ปกติเล่นดนตรีก็ควรจะมีเสียงดนตรี แต่เราควรจะต้องฝึกเล่นดนตรีโดยไม่มีเสียงกับไวโอลิน!

Image courtesy of photostock at FreeDigitalPhotos.net

Image courtesy of photostock at FreeDigitalPhotos.net

โอเค ปัญหาอย่างแรกของไวโอลินคือเสียงดัง สำหรับผู้เริ่มเล่นด้วยแล้วคงไม่มีใครอยากผลิตมลพิษทางเสียงรบกวนเพื่อนบ้านแน่ๆ และอีกปัญหาคือปัญหาสุขภาพจากการเล่นไวโอลินที่อาจทำให้หูมีปัญหาเอาได้ ด้วยปัญหาสองข้อนี้เราจึงควรหันมาฝึกไวโอลินแบบไม่มีเสียงกันบ้าง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์แฝงอีกด้วย

>> วิธีแรก แก้ปัญหาด้วย “มิ้ว (Mute)” อุปกรณ์ที่ติดเข้ากับไวโอลินเพื่อลดทอนเสียงดัง มีการฝึกที่เรียกว่า Heavy Mute ที่คาดมิ้วเข้ากับตัวไวโอลินแต่เล่นให้หนักขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงออกมาเบาๆ เทคนิคนี้จะทำให้ผู้เล่นมาโฟกัสกับน้ำเสียงสำเนียงของการเล่น มากกว่าความดังหรือคุณภาพเสียงของตัวไวโอลิน และมองเห็นรายละเอียดของการเล่นมากขึ้น

การมิ้วอาจจะดูน่าสนใจ แต่ก็จำเป็นต้องใช้เงินกับมัน ซึ่งก็มีตัวเลือกที่ไม่ต้องเสียสักบาทด้วยการ…

>> ฝึกเล่นไวโอลินในจินตนาการ (Visualization)!

การนึกภาพว่าเรากำลังจับและเล่นไวโอลินอย่างจริงจัง ถือเป็นการซ้อมที่ส่งผลต่อสมองโดยตรง นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการนึกภาพตามว่าเรากำลังทำกิจกรรมหนึ่งๆอยู่ สมองส่วนที่ใช้ขณะที่ทำกิจกรรมนั้นจริงๆ ก็จะถูกใช้ด้วยเช่นกัน ช่วยส่งเสริมความแม่นยำเวลาได้กลับมาเล่นจริงๆ เทคนิคนี้ได้รับความเชื่อถือและถูกใช้ในวงการแพทย์เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซึ่งควบคุมกล้ามเนื้อขาแขนไม่ได้ให้กลับมาควบคุมได้อีกด้วย

จะเห็นว่านอกจากจะแก้ปัญหาความดัง หรือสุขภาพแล้ว เทคนิคเหล่านี้ยังมีข้อดีที่ทำให้การเล่นของเราดีขึ้นได้ แนะนำว่าลองหันมาใช้เทคนิคเล่นไวโอลินแบบไม่มีเสียงกันดูบ้าง อาจจะทำให้เก่งเร็วขึ้นเยอะเลย

ขอขอบคุณ Violinschool.org

7 วิธี เล่นกีต้าร์ Rhythm ให้แพรวพราว

1. เปลี่ยนตำแหน่งจับคอร์ด
แม้จะเป็นคอร์ดตัวเดียวกัน แต่จับคนละตำแหน่ง การเรียงของโน้ตที่ต่างกัน จะให้เสียงที่ไม่เหมือนกันตามไปด้วย ดังนั้นเพื่อความแพรวพราว ลอง อย่างคอร์ด C วิธีจับที่รู้ ๆ กันมีอยู่ 2 แบบ คือแบบมาตรฐานหัดเล่น กับแบบทาบที่เฟรต 3 ที่นี้ลองเสิร์ชกูเกิ้ล เราจะพบว่าคอร์ด C มีหน้าตาให้จับอีกหลากหลายทีเดียว ลองฝึกรูปแบบอื่น ๆ ดูจะได้เสียงที่แปลกออกไป

2. ใช้คอร์ดพลิกกลับ
คอร์ดโดยทั่วไปแบบไม่ติดเซเว่น จะมีรูปพลิกกลับอีก 2 รูป ซึ่งคอร์ดในรูปพลิกกลับจะช่วยเพิ่ม ‘ความตึงเครียด’ ให้กับดนตรี ทำให้เนื้อดนตรีมีสาระมากขึ้น

แล้วรูปพลิกกลับคืออะไร?

รูปพลิกกลับคือคอร์ดที่ใช้โน้ตอื่นในคอร์ด เป็นโน้ตเบส (โน้ตที่เสียงต่ำสุด) ยกตัวอย่างเช่น คอร์ด C ประกอบด้วยโน้ต C E G รูปปกติ เราจะให้โน้ต C อยู่บนสุด (เสียงต่ำสุุด)
จับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-x-
สังเกตว่า เราให้สาย 6 เป็น x คืออุดสายไว้ หรือไม่ดีดลงไป

ถ้าจะให้โน้ต E ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เรียกว่าคอร์ด C/E เราจับ
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-0-
อย่างนี้เรียกรูปพลิกกลับขั้นที่ 1 เพราะใช้โน้ตตัวที่สอง (E) ถัดจากตัวแรก (C)

ถ้าให้ G ขึ้นมาเป็นโน้ตเบส เราเรียก C/G เป็นรูปพลิกกลับขั้นที่ 2
-0-
-1-
-0-
-2-
-3-
-3-

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 1 หลัก ๆ ใช้อยู่สองงาน คือ เอาไว้เชื่อมคอร์ด เช่น ถ้าเราเล่น C ห้องแรกและ F ในห้องถัดไป เราเปลี่ยน C เป็น C/E บนจังหวะก่อนเข้าห้องถัดไป จะทำให้ทางคอร์ดลื่นขึ้น
หรือใช้สลับไป ๆ มา ๆ กับรูปปกติทำให้การตีคอร์ดเดิมซ้ำ ๆ ไม่น่าเบื่อ

>>รูปพลิกกลับขั้นที่ 2 ใช้เชื่อมทางคอร์ดเหมือนแบบแรก หรือใช้ร่วมกับแบบแรก สร้างความหลากหลายได้อีก นอกจากนี้ วางคอร์ดตัวนี้ก่อนหน้าคอร์ดตัวที่ 5 ของสเกลหนึ่ง ๆ จะช่วยเพิ่มพลังในการจบบทเพลงได้ดีขึ้น
เช่นในคีย์ C เราเอา C/G ไว้หน้า G แล้วจบด้วย C

3. เสริม ‘เทนชั่น(Tension)’
ถ้าเอาแบบง่าย ๆ เทนชั้นคือพวกคอร์ดเซเว่น คอร์ดไนน์ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ทดลองใส่คอร์ด C7 แทนคอร์ด C เพิ่มสีสันไปอีกแบบ

4. ใส่ลูกเล่น
ใช้เทคนิคที่เล่าเรียนมาใส่ลงไปในการตีคอร์ด แฮมเมอร์กดโน้ตตอนตี สไลด์ อุดสายมือซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ทำให้เพลงมีลูกล่อลูกชนมากขึ้น

5. ทำทางเดินรู้ทโน้ตให้น่าสนใจ
รู้ทโน้ต ก็คือโน้ตตัวแรกของคอร์ด เช่น คอร์ด C รู้ทโน้ตคือ C คอร์ด Gm รู้ทโน้ต คือ G เทคนิคหนึ่งที่ควรรู้คือการใช้คอร์ดแทน หรือก็คือคอร์ดที่มีโน้ตเหมือนกันตั้งแต่ 2 สอง
เช่น คอร์ดแทนของ C คือ Am เพราะ Am มีโน้ต C E ซึ่งเหมือนกับของ C
ตัวอย่าง สมมติทางคอร์ดเดิมคือ Em Bm c G
เราจะเปลี่ยน C เป็น Am แทน สังเกตว่าทางเดินรู้ทโน้ตจะไล่ถอยหลังกันตามลำดับ B, A, และ G ให้ความรู้สึกถอยหลัง และลื่นไหล

6. ตีคอร์ดให้จังหวะสร้างสรรค์
ลง ลง ขึ้น ขึ้น ลง ลง เค้าเอาไว้เล่นแค่ในวงเหล้าเท่านั้นแหละ ลองเปลี่ยนจังหวะตีแบบใหม่ ๆ บ้าง เพื่อความไม่น่าเบื่อ

7. เกลาโน้ต
สองนิ้วโป้งชี้จับปิ้กไปแล้ว จะปล่อยอีกสามนิ้วไว้อยู่ไย ก็เอามาใช้สิครับ ดีดไปเกลาไปทำให้หรูหราฟู่ฟ่ามาก ๆ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
================================
ขอขอบคุณชาแนล Samuraiguitarist บน youtube

4 คำแนะนำสำหรับ การเลือกที่รองบ่าไวโอลิน

การใช้ที่รองบ่าสำหรับเล่นไวโอลิน ช่วยลดภาระของต้นคอ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องความถนัดส่วนบุคคลอีกด้วย นักบรรเลงไวโอลินที่โด่งดังมีทั้งที่ใช้ และไม่ใช้เจ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้

แน่ล่ะ ถ้าคุณเลือกที่จะใช้มันแล้วหรือยังไม่แน่ใจก็ตาม เราจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ จะได้ไม่พลาดเสียเงินฟรี ๆ กันไป ถูกไหมเอ่ย? วันนี้เราจะมานำเสนอคำแนะนำในการเลือกที่รองบ่าไวโอลินกัน

FOM ME-032/035

1. ข้อดี ข้อเสีย ที่ต้องรู้
– ข้อดี: มือใหม่ อาจจำเป็นต้องใช้ที่รองบ่าเพื่อปรับบุคลิกในการเล่นให้เหมาะสม และช่วยลดอาการเจ็บเนื่องจากวางไวโอลินผิดท่าได้
– ข้อเสีย: บางคนว่าการใช้ที่รองบ่า จะลดอิสระในการสื่ออารมณ์บรรเลง จำกัดท่วงท่าในการเล่น และยังพลาด ไม่ได้สัมผัสการสั่นของเสียงบนตัวไม้ไวโอลินอีก (หมดฟีลเลยทีเดียว)

2. ที่รองบ่าแบบไหน ที่เข้ากั๊นเข้ากัน
ที่รองบ่าบางตัวสัมผัสนุ่มกว่า ทำให้รู้สึกสบาย ในขณะที่แบบที่แข็ง ให้ความกระชับมั่นคงได้ดีกว่า และต้องพิจารณาจากรูปร่างช่วงคอ ช่วงไหล่ของคุณ
เพื่อหาที่รองบ่าที่เหมาะกับเราจริง ๆ

3. ไม่อยากเสียกะตังค์ ทดลองดูซะหน่อย
สำหรับบางคนที่ยังไม่อยากลงเม็ดเงินเพื่อซื้อที่รองบ่า อาจจะทดลองใช้ฟองน้ำ หรือผ้าสักชิ้น ติดกับไวโอลินแทนเอาก็ได้ เผลออาจจะไม่ต้องเสียสักแดงเลย ถ้าลองแล้วมันเวิร์ค

4. มีผลกับเสียงไวโอลินไหม
เป็นไปได้ เมื่อที่รองบ่าที่ติดกับไวโอลิน จะไปสัมผัสกับบริเวณหน้าไม้ และจุดนี้เองที่มันอาจจะไปลดการสั่นของเสียงภายในตัวไวโอลินเอาได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้ากลัวเสียงจะผิดเพี้ยนไป เลือกที่รองบ่าที่มีหน้าสัมผัสกับไวโอลินที่น้อย ๆ ก็ยิ่งดี

ถ้าอ่านข้อแนะนำสั้น ๆ ทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว อาจจะช่วยให้เราชั่งใจได้ดีขึ้น ในการจะซื้อที่รองบ่าให้เราได้เลยล่ะ

================================================
ขอขอบคุณ normans.co.uk

ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับ Bypass เอฟเฟค

‘สัญญานเสียง ทุกครั้งที่ผ่านแจ็ค ผ่านเอฟเฟค ผ่านตัวกลางต่าง ๆ จะมีการสูญเสียของสัญญานอยู่เสมอ’

การสูญเสียสัญญานเสียงถือเป็นเรื่องน่ากลัวของนักดนตรี เพราะมันหมายถึงว่า ‘เสียงจากเครื่องดนตรี จะแย่ลง ไม่คมชัดอย่างที่ควรจะเป็น’ การผ่านเอฟเฟคแต่ละก้อนสามารถทำให้สูญเสียสัญญานได้ และนั่นเป็นที่มาของ ‘Bypass 2 ชนิด’

ทุกครั้งที่ต่อเอฟเฟคโดยที่ไม่เปิดสวิทช์ ตัวเอฟเฟคจะทำหน้าที่เป็น Bypass หรือก็คือเป็น ‘ทางผ่าน’ เฉย ๆ ให้กับสัญญานเสียงเสมอ ถ้าทางผ่านเสียงนี้ไม่ได้ผ่านวงจรอะไรเลย เราเรียก ‘True Bypass’ บางคนมองว่ามันเป็นวิธีรักษาสภาพเสียงของเราให้คมชัด ไม่ถูกรบกวนด้วยเอฟเฟคก้อนต่าง ๆ

อีกชนิดที่อยู่ตรงข้ามกันเราเรียก ‘Buffered Bypass’ ซึ่งจะผ่านวงจรชนิดหนึ่งที่พยายามรักษาสัญญานเข้าและออกเอฟเฟคให้ออกมาเท่าเดิม บางคนว่าการผ่านวงจรจะเป็นการรบกวนสัญญานเสียงอย่างหนึ่ง แต่เป็นยังงั้นเสมอไปหรือเปล่านะ?

1. True Bypass ต้องดีที่สุดใช่ไหม?
ตอบ:
ไม่เสมอไป สำหรับการต่อเข้าแอมป์ด้วยสายแจ็คสั้น ๆ True Bypass ทำหน้าที่ของมันได้ดี แทบไม่มีผลต่อสัญญานเสียงเลย แต่ยิ่งใช้สายแจ็คที่ยาวขึ้นปัญหาที่พบคือ มี ‘การสูญเสียย่านเสียงสูง’ ขึ้น เสียงไม่คมชัดเท่าเดิม แต่ก็แก้ได้ด้วยการต่อเอฟเฟค Buffer

spark-mini-booster-front

spark-mini-booster-front

2. ถ้างั้นใช้ Buffered Bypass ให้หมดเลยก็ดีกว่าสิ?
ตอบ:
ไม่เลย วงจร Buffer สามารถส่งเสียงรบกวนเข้าไปในสัญญานเสียงเราได้ และจะยิ่งผนวกกันมากเรื่อย ๆ หากต่อเข้ากับเอฟเฟคแบบ Buffered Bypass หลาย ๆ ก้อน ทำให้ซาวด์แย่ขึ้น

3. อ้าว งั้น Buffered Bypass ก็ไม่ดีจริง ๆ เหรอ?
ตอบ:
ทั้งใช่และก็ไม่ใช่ มี Buffer ดีและไม่ดี ปน ๆ กันไปในตลาด ตัวอย่างเอฟเฟค Buffered Bypass ที่ไม่ดีคือ Dunlop Crybaby ต่อละเสียงโดนกลืน และ Boss MT-2 ต่อแล้วเสียงไม่คมชัด เป็นต้น

เอฟเฟค-BOSS-MT-2

4. สรุปเลยได้ไหม ตกลงจะ True หรือ Buffered Bypass?
ตอบ:
แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ เลือกหาเอฟเฟค True Bypass เอาไว้จะดีที่สุด โดยมี Buffered Bypass ดี ๆ สักหนึ่งอัน ถือว่ากว้างและเหมาะกับทุกสถานการณ์ที่สุด

คิดว่าบทความนี้ น่าจะช่วยไขข้อข้องใจของใครหลาย ๆ คน ว่าควรจะเลือก Bypass แบบไหนมาเข้าแผงเอฟเฟคนะ 😉

ขอขอบคุณ harmonycentral.com, jhspedals.com และชาแนล CSGuitars บน Youtube.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (4) “ไวโอลินต้องได้รับการเอาใจใส่”

ใครๆก็อยากให้เครื่องดนตรีอยู่กับเราไปนานๆ สำหรับไวโอลิน ต้องเอาใจใส่ทั้งตัวเครื่องดนตรี และคันชัก

violin-1061240_960_720

สำหรับตัวไวโอลิน ความชื้นและอุณหภูมิเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม้บนตัวไวโอลินขยายหรือหดตัวส่งผลต่อคุณภาพเสียงได้ ไม่ควรให้ไวโอลินสัมผัสอากาศชื้น เพราะจะทำให้ไม้ปริแตกได้ การตากสภาพอากาศร้อนจัดเย็นจัดเป็นสิ่งต้องห้าม ห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด!

ทำความสะอาดด้วยการเช็ดฝุ่นและเศษยางสนบริเวณสายออก ยางสนที่เกาะค้างตามสายทำให้สายเสียงแย่ลงไวขึ้น

สำหรับคันชัก ส่วนที่เป็นไม้จะถูกดึงให้โค้งลงเล็กน้อยในขณะที่ใช้เล่น เมื่อเล่นเสร็จ ควรปรับให้กลับมาตรงเช่นเดิม การทำความสะอาดคันชักก็มีความสำคัญเช่นกันโดยเฉพาะที่หางม้า ควรเช็ดเอายางสนออกเสมอ การเปลี่ยนหางม้าก็มีความสำคัญมาก หางม้าที่อยู่ในที่แห้งจะหดลง และยืดขึ้นสำหรับในที่ชื้น ทำให้คุณภาพเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นควรเปลี่ยนทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ทั้งนี้ความถี่บ่อยในการเปลี่ยนขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นผู้เล่นประเภทไหน สำหรับนักไวโอลินสมัครเล่นการเปลี่ยนอาจไม่บ่อยเท่าผู้ที่เล่นเป็นอาชีพจริงจัง

จะเห็นว่าการดูแลไวโอลินไม่ได้ยากเย็นเลย เพียงแค่หมั่นเช็ดทำความสะอาด และเก็บให้ถูกที่เท่านั้นเอง ควรทำให้เป็นกิจจะลักษณะ ไวโอลินจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Violinstudent และ Thesoundpost

เริ่มฝึกไวโอลิน พร้อมอุปกรณ์เสริม, มิ้ว

เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อให้เล่นเสียงดัง ๆ “มิ้ว” จึงเป็นทางออกของนักไวโอลิน

ตอนที่คันชักถูกสีลงไปที่สาย การสั่นจะแผ่ไปตามสายลงไปที่สะพานสาย และลงไปภายในช่องว่างของไวโอลิน เกิดเป็นเสียงออกมา
อุปกรณ์ที่ถูกสร้างมาเพื่อลดการสั่นก่อนจะลงไปที่ช่องว่างในตัวไวโอลิน นั่นก็คือ “มิ้ว”

mute violin

มิ้วที่ยิ่งหนัก (เป็นเหล็ก) จะลดเสียงได้ดี แต่นั่นจะทำให้เป็นภาระต่อตัวไวโอลินและคนเล่นตามไปด้วย ซึ่งยังมีข้อเสียต่อสะพานสาย และหากตกลงไปบนตัวไวโอลิน อูยยย ไม่อยากจะพูด เจ็บตัวทั้งไวโอลิน ทั้งใจเจ้าของ

ฟังข้อเสียอาจจะดูแย่เอามาก ๆ แต่ มิ้ว นอกจากจะเป็นอุปกรณ์ลดมลพิษทางเสียงต่อเพื่อนบ้านแล้ว ยังช่วยฝึกทักษะไวโอลินได้ดีอีกด้วย

เนื่องจากเมื่อไวโอลินถูกลดการสั่นของสายลง สิ่งที่เหลือพอจะฟังออกคือ “สำเนียง” ของไวโอลิน และนั่นทำให้เรา
“ไม่ต้องไปพะวงกับความไพเราะเพราะพริ้งของตัวเครื่องดนตรีมาก แต่เจาะลงไปที่การเล่นล้วน ๆ”

ยังไงก็แล้วแต่ การสำรวจไวโอลินเราให้ถ้วนทั่ว ก็เป็นสิ่งจำเป็น และตอนนั้น เราไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้าเหล็กเกาะสะพานสายตัวนี้นัก
เพราะบางครั้งเราจำเป็นต้องหาช่วงของเสียงไวโอลินของเรา หาเนื้อเสียงตามตำแหน่งสีต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่วงในการบรรเลงให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

สรุปเลยก็คือ ถ้าอยากหาตำแหน่งในการบรรเลง เมื่อนั้น ไม่ต้องสนใจมิ้วเลย
แต่ถ้าเกรงใจเพื่อนบ้าน และเน้นฝึก “การเล่น” จริง ๆ มิ้วช่วยคุณได้ล่ะ

mute violin

ขอขอบคุณ violinschool.org

มารู้จักกับเอฟเฟคเสียงวูบวาบ Phaser

Phaser หรือ Phase Shifter เป็นเอฟเฟคที่ทำเสียงวูบวาบ ออกจะคล้ายเสียง Wah อยู่บ้าง แรกฟลิตถูกใช้เพื่อจำลองเสียงลำโพงหมุน (Rotary Speaker) แต่กลายเป็นว่ามันดันมาเป็นเอฟเฟคเสียงในแบบของมันเอง

JoYo Vintage Phase JF-06

เอฟเฟคชนิดนี้เป็นที่นิยมสุดขีดในยุค 70 และยังคงปรากฏในเพลงแนวต่าง ๆ ในสมัยต่อ ๆ มา โดยถูกใช้ตั้งแต่ในเพลงแนวเมทัล ฮาร์ดร็อค พังค์ คันทรี่ และเรกเก้ ตัวอย่างการใช้ Phaser ในเพลงดัง ๆ ก็มี Anarchy in the UK โดยวงพังค์ตลอดกาล Sex Pistols และ เพลง Eruption ของ Eddie Van Halen มือกีต้าร์พระกาฬ

หลักการทำงานของมัน คือการแบ่งสัญญานเป็นสองส่วน คือ ส่วนเดิม กับ ส่วนที่ถูกแปลงเฟส (Phase) การแปลงเฟสก็คือการเปลี่ยนรูปคลื่นให้เหลื่อมองศากันออกไป (Phaser จึงมักระบุด้วยตัวเลขกำกับ คือตัวเลขเฟสที่ต่างกันนั่นเอง) เฟสที่ต่างกัน 180 องศา จะได้คลื่นกลับหัว พอเปลี่ยนองศาแตกต่างไปอีกที่ 360 องศา จะกลับมาเป็นรูปคลื่นเดิม ตรงนี้อาจจะยากนิดนึง แต่เอาเป็นว่าคลื่นที่ถูกแปลงเฟส จะถูกรวมกับคลื่นเดิม ซึ่งบางครั้งจะเกิดการหักล้างกันตามจุด ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือมีช่วงคลื่นบางส่วนถูกกลบหายไป เสมือนโดน ‘ฟิลเตอร์’ นั่นเอง และนั่นเป็นที่มาที่ว่าทำไมมันจึงมีเสียงคล้าย ๆ พวก Wah พวก Auto-Filter แต่จะแตกต่างตรงนี้ฟิลเตอร์ย้ายตำแหน่งกรองไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับคลื่นเสียง แถมยังกำหนดความเร็วได้ด้วย

ความเจ๋งของ Phaser คือการให้สัมผัสของการเคลื่อนไหว ยิ่งใช้ร่วมกับพวกเสียงแตก จะช่วยเปลี่ยนเนื้อเสียง และให้ความรู้สึกถึงความเร็วเฟี้ยวฟ้าว ถ้าลองฟังตัวอย่างในเพลง Anarchy in the UK ด้านบนจะสัมผัสความเป็น Phaser อ่อน ๆ ในไลน์กีต้าร์ ความรู้สึกไม่นิ่งของเอฟเฟคตัวนี้ ช่วยเร่งขับจังหวะความรู้สึก ให้ดูรวดเร็วเหมือนบิดมอเตอร์ไซค์ แต่ถ้าปรับดี ๆ ก็ยังใช้ในอารมณ์หลอน ๆ ได้อีก อย่างเพลง Paranoid Andriod ของ Radiohead ได้อีก

BOSS PH-3 Phase Shifter

BOSS PH-3 Phase Shifter

หน้าที่หลัก ๆ ของ Phaser ก็จะมีใช้กับ
-ดนตรีไลน์ประดับ โน้ตสั้น ๆ ประดับเพลง ช่วงท่อนร้องธรรมดา เสริมอารมณ์
-ท่อนโซโล่ ใช้บ่อยมาก ๆ โดย Van Helen ช่วยทำให้เนื้อเสียงหนาขึ้น
-การตีคอร์ด ให้ความรู้สึกแกว่ง ๆ เหมาะกับการตีคอร์ดแบบช้า ๆ เชื่อง ๆ

Phaser เป็นเอฟเฟคที่น่าใช้มาก ๆ เลย สำหรับใครสนใจซาวด์ Ambient หรืออยากจะย้อนยุคไปสมัย 70 ก็เลิศเลอทั้งนั้นเลย

==============================================================
ขอขอบคุณ Dave Hunter – Guitar Amps and Effect for Dummies และ guitarworld.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (5) “หัดเทคนิคยากๆ เอาไว้แต่เนิ่นๆ”

เล่นไวโอลินตอนแรกว่ายากแล้ว พอไปต่อสูงขึ้นก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ไลน์เพลงไวโอลินก็ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้น การฝึกเทคนิคยากเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยม เทคนิคที่ควรฝึกตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับวันนี้ทางเราคัดมา 2 เทคนิค

Old violin lying on the sheet of music, music concept

Old violin lying on the sheet of music, music concept

> Double Stops
เป็นเทคนิคที่ถูกใช้บ่อยเป็นประจำ เพราะว่ามันเป็นเอกลักษณ์เด่นของดนตรีประเภทเครื่องสาย ที่สามารถเล่นโน้ตสองตัวพร้อมๆกันได้ นักประพันธ์จึงอาศัยจุดนี้จับมาเล่นในงานประพันธ์อยู่บ่อยๆ การทำ Double Stops คือการสีด้วยคันชักในองศาที่สามารถสีสองสายได้พร้อมๆกัน ส่วนมากมือใหม่มักจะจบที่โน้ตออกมาทีละตัว

breval_-_sonata_cello_double_stops

> Spiccato
เป็นเทคนิคที่อาจจะไม่ได้ใช้เลยในเพลงเริ่มเล่น แต่ถ้าทำได้แต่แรกๆ นี่จะทำให้เพื่อนๆ เป็นเสือติดปีกเวลาเล่นเพลงยากๆในภายหน้าแน่นอน เทคนิคนี้คือการที่เมื่อหางม้าสัมผัสกับสายไวโอลินแล้วในช่วงสั้นๆนั้น ให้ยกคันชักออก คันชักควรจะต้องมิทิศทางขนานไปกับสะพานสาย

spiccato_muzyka

สำหรับบางคนที่มองไม่เห็นภาพ ลองดูจากทางยูทูปที่สอนเทคนิคเหล่านี้ดูก็ได้ ถ้ารู้แล้วว่าทำยังไง ก็อย่ารอช้า รีบๆฝึกเตรียมไว้ก่อนเลย เพลงยากครั้งหน้าๆ ก็สบายๆเราแล้ว

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Youtube ช่อง Fiddlerman และ Danmansmusicschool

6 วิธี เปลี่ยนไวโอลินถูก ๆ ให้เสียงเพราะ

คุณภาพของไวโอลินเป็นเรื่องตามราคา จ่ายถูกจะได้เสียงสุดยอดเท่าของเป็นหมื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่ล่ะ

violin-1617787_960_720

แต่ยังไงก็ดี ยังพอมีวิธีดี ๆ ที่ช่วยทำให้เสียงไวโอลินถูกดีขึ้นมาในระดับที่สังเกตได้เหมือนกันนะ

1. ใช้สายดี ๆ
เราอาจจะต้องไปลงทุนกับอะไรอย่างอื่น เพื่อให้ได้เสียงที่ดีขึ้น สายก็เป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนเพื่อปรับเสียง นอกจากนี้สายยังมีย่านเสียงที่แตกต่างกันไป เลือกที่เข้ากับรสนิยมก็ทำให้รู้สึกว่าเสียงดีขึ้น ตรงใจขึ้นตามนั้นเลย

2. จับคู่กับคันชักคุณภาพ
คันชักที่ราคาแพงหน่อยจะมีองค์ประกอบที่มีคุณภาพ และช่วยเวทเพื่อลดคุณภาพเสียงราคาถูกของตัวไวโอลินลงไปได้

3. จงเล่นให้มาก !
ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีที่ประหลาด มันต้องการ ‘การวอร์มอัพ’ ตลอดเวลา ปากต่อปากของนักไวโอลินต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าไวโอลินยิ่งเล่นมาก ๆ เสียงก็จะยิ่งดี

4. บรรจงเลือกยางสน
ยางสนที่ดีมีคุณภาพ จะทำให้เสียงไวโอลินดีขึ้น นอกจากนี้ ถ้าเลือกยางสนที่เหมาะกับสไตล์ของเรา ก็ยิ่งทำให้ได้เสียงที่ไพเราะและลงตัวขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว

5. เลือกที่วางคางน้ำหนักเบา
เพราะเจ้าที่วางคางนี้ ยิ่งเบาก็ยิ่งดี เพราะการที่มีน้ำหนักมากอาจจะไปกดทับหน้าไม้ไวโอลิน และลดการสั่นของเสียงเอาได้

6. เชคเสมอว่าสายเพี้ยนรึเปล่า
เล่นบนเครื่องดนตรีที่สายเพี้ยนก็เหมือนการโกหกตัวเอง เชื่อเอาว่าเสียงที่เพี้ยน ๆ เป็นเสียงที่ถูก มีปัญหาต่อการจับเสียงในอนาคตได้ นอกจากนี้ขณะสายที่เพี้ยน จะลดคุณภาพในการเปล่งเสียงของไวโอลินด้วย

==========================================
ขอขอบคุณชาแนล The Online Piano and Violin Tutor บน Youtube

ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ musicarms.net/category/content

5 สเต็ปปรับหน้าตู้ ให้ได้ซาวด์ลงตัว

คำว่าซาวด์ดีซาวด์ลงตัว เป็นใครก็อยากได้ทั้งนั้น แต่มันหมายความว่ายังไงกับคำว่า “ลงตัว”?

ยกตัวอย่างตำนานร็อคทั้งหลายเลย Jimi Hendrix, Eric Clapton, Jimmy Page และอีกมากมาย สิ่งที่พวกเขามีคือซาวด์เสียงแตกร็อคๆ แต่กลับยัง เหลือความคมชัดของโน้ตอยู่ และยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้อีก นี่แหละที่เรียกว่าลงตัว!

ซึ่งต่างจากที่คนส่วนใหญ่ทำได้คือเสียงแตกอย่างเดียว ขาดเสน่ห์ และโน้ตฟังไม่ชัดอีกต่างหาก

สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคงหนีไม่พ้นการปรับหน้าตู้ แต่ส่วนใหญ่มักทำกันแบบมวยวัด แค่ว่าเข้าไปหมุนๆบิดๆ เพิ่มเบสนิด ลดเทรเบิ้ลหน่อย ใครได้ซาวด์ลงตัวก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าใครยังไม่ได้ หรือว่าอยากลองปรับแบบมีขั้นมีตอนบ้างละก็ วันนี้ทางเราจะมานำเสนอเทคนิคการปรับหน้าตู้เล็กๆน้อยๆ ที่ทางเว็บไซต์ Gibson เขานำมาเผยแพร่ เพื่อให้เพื่อนๆไปทดลอง เผื่อจะได้เสียงที่ลงตัวกัน

blackstar-id-core-stereo-10-guitar-amp-angle copy

เริ่มแรกเลยเมื่อ set up เครื่องไม้เครื่องมือเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ

1. ปรับให้ EQ ตู้แอมป์ ทุกย่านอยู่ตรงกลางให้หมด

2. ค่อยๆปรับเพิ่ม Volume ไปเรื่อยๆ จนเสียงฟังดูอิ่มตัว ช่วงที่ได้เสียงที่แน่น ชัดเจน ทั้งที่เล่นเป็นโน้ต และคอร์ด ‘ตรงนี้จะเป็นจุดที่พอดีที่สุด ก่อนที่เสียงจะเริ่มแตก’

3. เมื่อได้จุดที่พอใจแล้ว ให้เริ่มปรับ EQ เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา

4. ถึงตอนนี้ใครต้องการเสียงแตกก็ค่อยปรับ gain เอา แต่ต้องระวังไม่ให้ gain มากเกินไป เพราะจะทำให้ความคมชัดหายไปด้วย

5. สุดท้าย เราค่อยเติมสิ่งที่ขาดไปในเสียงของเราด้วย effect ต่างๆ

ตรงนี้เป็นไกด์ไลน์เบื้องต้น บางคนอาจจะทดลองด้วยตัวเองแล้วเจอความลงตัวในแบบของตัวเองก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเพื่อนคนไหนยังหาเสียงตัวเองไม่เจอ และถ้ายังไม่เคยลอง ก็น่าจะลองดูบ้าง เผื่อจะเจอเสียงของตัวเองก็เป็นได้

Vox-MINI5-8 effects

Vox-MINI5-8 effects

10 วิธีทำซาวด์ย้อนยุคคราวปู่ (ยุค50-60)

เอาใจสายวินเทจ รีโทรกันบ้าง สำหรับใครที่อยากจะได้ซาวด์โบราณคราวพ่อคราวปู่ ลองทำ 10 ข้อนี้กันดู

1. ใช้สายกีต้าร์ขนาดใหญ่
สายกีต้าร์ขนาดเล็ก เพิ่งมาถูกผลิตในยุคหลัง ๆ นี่เอง จะเริ่มวินเทจแนะนำสายขนาด 11 ขึ้นไป

2. ทิ้งปิ้กไปซะ
คนสมัยนู้น เขาไม่ดีดปิ้กกัน เขาใช้นิ้ว ข้อดีคือจะได้เสียงโทนอบอุ่นห้วน ๆ

3. ปรับแอมป์ gain ต่ำ ๆ เข้าไว้
ก่อนปลายยุค 60 แอมป์ไม่มีลูกบิดปรับ gain การจะทำเสียงแตกเกินจากการปรับ volume สูง ๆ เอาแทน การปรับ gain ต่ำ ๆ จะได้ลักษณะเด่นในสมัยนั้นคือซาวด์โทนอบอุ่น รุ่มรวยย่านกลางต่ำ

Vox AC15C1

Vox AC15C1

4. สรรหาเอฟเฟคเก่า ๆ
หาซื้อเอฟเฟครุ่นเก่า ๆ รุ่นแรก ๆ ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าต้องได้ซาวด์เก่า ๆ ชัวร์

5. บิดปุ่มโทนบนกีต้าร์
เพลงเก่า ๆ ซาวด์ค่อนข้างจะออกทุ้มต่ำ หมุนโทนไปทางนั้น

6. บันทึกเสียงด้วยไมค์
ก่อนจะล่วงเข้ายุค 60 การอัดเพลงทำด้วยการตั้งไมค์ไม่กี่ตัว แล้วอัดด้วยการเล่นสดยกวง

7. ลองแนวอะคูสติกบ้าง
ศิลปินผู้โด่งดังในสมัยกระโน้นอย่าง Everly Brothers ก็มาในสไตล์อะคูสติก

Martin-000X1AE-body

Martin-000X1AE-body

8. ทำเพลงให้เรียบง่าย
ดนตรีสมัยเก่าก่อน ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะแยะมาก เน้นเมโลดี้ง่าย ๆ ทื่อ ๆ ไปเลย

9. ใช้กีต้าร์ semi-hollow หรือ hollow body
ในช่วงก่อน 1950 มีแต่ Hollow Body เท่านั้น

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

10. ใช้เอฟเฟค Reverb กับ Tremolo
ในสมัยนั้นมีเอฟเฟค(ที่ติดมากับแอมป์) แค่สองชนิด คือ Reverb กับ Tremolo

RV-5-DIGITAL-REVERB

RV-5-DIGITAL-REVERB

ทำแค่ไม่กี่อย่างในนี้ก็เพิ่มความย้อนยุคเก๋า ๆ ให้ซาวด์คุณ ๆ กันได้แล้ว

=========================================
ขอขอบคุณ Gibson.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (6) “ยางสนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน”

สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นไวโอลิน อาจจะสงสัยว่าก้อนเหลืองๆที่นักเล่นไวโอลินถูกับคันชักมันคืออะไร เอาไว้ทำอะไร กับเจ้าก้อนเหลืองๆเรียกว่า”ยางสน”

ยางสน rosin

ยางสน rosin

สาเหตุที่มันความจำเป็นนั่นเป็นเพราะ…

หางม้าเปล่าๆบนคันชัก หนืดไม่พอที่จะสีสายไวโอลินให้เกิดเสียงได้ ยางสนคือสิ่งที่ถูกใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ก่อนจะเล่นเราจำเป็นต้องถูยางสนลงบนหางม้า ทำให้หางม้ามีความเสียดทานพอจะสีจนเกิดเสียงได้ แต่ไม่ใช่แค่ละเลงถูยางสนลงไป เราจำเป็นต้องเข้าใจกันก่อนว่ายางสนแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน

ขั้นแรกเราต้องเลือกยางสนโดยดูจากสี สีของยางสนจะบ่งบอกความแตกต่าง สีเข้มจะเหนียวน้อยกว่า สีอ่อนเหนียวกว่า ทั้งนี้ความเหนียวมากเหนียวน้อยของยางสนส่งผลต่อเสียงของโวโอลินด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆ ความเหนียวที่มากอาจทำให้เสียงออกมาสากๆ ในขณะที่น้อยไปอาจจะได้เสียงไม่ถึงที่เราต้องการ

เมื่อเลือกยางสนที่เข้ากับรสนิยมแล้ว ขั้นต่อไปเป็นขั้นแกะกล่อง ยางสนในทีแรกที่เปิดกล่องออกมา ไม่สามารถใช้ถูได้เลยเพราะมันไม่ติดกับหางม้า ควรทำให้ผิวหน้าของยางสนมีความหยาบก่อน เช่นใช้มีดกรีดหน้ายางสนเป็นรอยรูปตาราง เป็นต้น

การถูยางสนต้องระมัดระวังไม่ให้ยางสนไปโดนแถบเหล็ก ด้วยการให้นิ้วโป้งอยู่ตรงแถบเหล็กนั้น แล้วเริ่มถูเป็นช่วงๆ จนทั่วทั้งหางม้า สังเกตว่าจะมีผงขาวๆตามหางม้า สำหรับหางม้าที่ถูด้วยยางสนแล้ว ห้ามเอามือไปโดนเด็ดขาด เพราะความมันจากมือของเราทำให้ไปติดกับยางสนบนหางม้าทำให้สีกับสายได้ไม่ดี เสียงแย่ได้

เมื่อรู้จักกับยางสนและรู้ว่าต้องใช้ยังไงกับไวโอลินของเราแล้ว คำถามต่อไปอาจจะเป็นเรื่องที่ว่าควรถูบ่อยแค่ไหน เรื่องความถี่ในการถูยางสนนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว บางคนก็ทำทุกวันที่เล่น แต่ที่แน่ๆเลยก็คือถ้าเกิดคุณภาพเสียงไวโอลินตกเมื่อไร ควรนึกถึงการถูยางสนเป็นอันดับแรก

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Violinstudent และ Youtube Channel ของ Andrew Mercer

วันละ 30 นาทีกับแบบฝึกไวโอลิน

การฝึกไวโอลินให้พื้นแน่น ๆ อาจใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้น! ก็ต้องขอขอบคุณ onlineviolineducation.com
ที่เขาช่วยลิสท์รายการฝึกต่อไปนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้อย่างละ 3 นาทีทุกวัน เพื่อน ๆ ที่อยากเก่ง ๆ ลองฝึกกันตามนี้ดูนะ

violin-35272_960_720

ช่วงแรก (รวม 15 นาที)
– ฝึก shift โดยใช้นิ้วเดิม
– ฝึกการเคลื่อนไหวของนิ้วมือข้างขวา
– ไล่สเกล (เน้นมือซ้าย)
– ฝึกทักษะการสี
– ฝึก vibrato

ช่วงสอง (รวม 15 นาที)
– ไล่สเกล (เน้นมือขวา)
– ฝึกจับฟิงเกอร์บอร์ดหลาย ๆ position
– ฝึก shift โดยสลับนิ้ว
– ฝึกความแข็งแรงของนิ้วนาง
– ไล่สเกลด้วยการสีไปด้วย

สิริรวมครึ่งชั่วโมง ถ้าทำได้เป็นกิจจะลักษณะละก็ จะทำให้เรามีพื้นฐานที่แน่น และทำให้พัฒนาทักษะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

มารู้จัก Sigma โปร่งคุณภาพสะเทือนวงการ

ในสมัยนี้เวลาเรานึกถึงของก็อบเรามักจะพูดถึงจีนแดง แต่ย้อนไปเมื่อปี 1960-1970 ญี่ปุ่นเหมือนจะเป็นรุ่นบุกเบิกในการทำของเลียนแบบ โดยกีต้าร์แบรนด์ Sigma ก็คือหนึ่งในนั้น แต่ที่ผิดกันกะแบรนด์ลอกเลียนแบบทั่วๆไปก็คือ Sigma …

กีต้าร์ sigma dme

กีต้าร์ sigma dme

… ยังเคยทำให้แบรนด์คลาสสิคอย่าง Martin รู้สึกหนาวมาแล้ว! เพราะว่าด้วยรูปทรงที่คล้ายกัน ราคาถูกกว่าและคุณภาพเกินราคา ตลาดกีต้าร์ในสมัยนั้น แทบจะตกเป็นของแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์นี้ไปเลย
แน่นอนว่า Martin ไม่มีทางนิ่งนอนใจแน่ๆ ในเมื่อสู้กันด้วยวิธีทางการตลาดไม่ได้…

ก็ใช้เงินซื้อ Sigma ทั้งบริษัทมันซะเลย!

ชี้ให้เห็นว่า ถ้าของเขาไม่ดีจริง แบรนด์ยักษ์ๆอย่าง Martin คงแทบจะไม่ต้องกระดิกนิ้วด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ Sigma กลายเป็นลูกเชื่องๆในวงศาคณาญาติของ Martin ไปโดยปริยาย คล้ายๆกับ Squier ของ Fender หรือ Epiphone ของ Gibson นั่นแหละ

การอยู่ใต้โอวาสของ Martin ทำให้ Sigma รุ่นต้นฉบับกลายเป็นตำนานไปด้วย เพราะเป็นของหายากชวนสะสม ประหนึ่งพระสมเด็จยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

ส่วนกีต้าร์ไลน์ Sigma ในฐานะเครือของ Martin ต้องขอบอกว่าน่าเสียดายมาก เพราะปัจจุบันได้ยุติการผลิตไปแล้ว

แต่บริษัทจากเยอรมันได้ซื้อกิจการ และชุบชีวิต Sigma ขึ้นมาอีกครั้ง ให้คนหันมาสัมผัสกีต้าร์ที่มีประวัติแบรนด์นี้อีกสักครั้ง

สำหรับผู้เริ่มเล่นหรือคนงบน้อยทั้งหลาย Sigma ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี เว็บไซต์อย่าง Musicradar ยก Sigma OMR-21 เป็นหนึ่งในกีต้าร์ที่ดีและคุ้มค่าที่สุดตัวหนึ่งที่เดียว

นอกจากนี้นักวิจารณ์เครื่องดนตรีมักจะลงความเห็นคล้ายๆกันใน Sigma ว่า “คุณภาพเกินตัว” หรือไม่ก็ “Martin ในฉบับย่อมเยา”

สำหรับใครที่กำลังมองหากีต้าร์โปร่งราคาเบาๆ และเสียงดีเกินราคา Sigma น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าลอง ไว้ว่างๆ ก็มาลองที่ร้าน Musicarms ของเราได้นะครับ มีหลายรุ่นให้เลือกลอง ^^

sigma-gmc-ste-solid spruce top

sigma-gmc-ste-solid spruce top

3 วิธีใช้เอฟเฟคเสียงแตก ให้เหมาะตามสถานการณ์

หรือจะเถียง…เอฟเฟคเสียงแตกเป็นเอฟเฟคที่ใช้ง่ายที่สุดแล้ว แต่ลึก ๆ แล้ว เอฟเฟคเสียงแตกก็มีลูกเล่นที่ใช้ควบคู่กับแอมป์ได้ถึง 3 วิธีด้วยกันเลยทีเดียว
เรามาดูกันว่าแต่ละวิธีปรับ Setting ยังไง แล้วเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง

1. ใช้เป็นบูสต์
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตก
-ปรับ gain ของก้อนให้ต่ำสุด เพิ่ม volume
วิธีนี้จะทำให้ เสียงแตกจากแอมป์ มี sustain มากขึ้น

Boss OS-2 Overdrive Distortion

Boss OS-2 Overdrive Distortion

2. ใช้เป็นเสียงแตกผสม
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตกอ่อนๆ
-ปรับก้อนให้ gain น้อยๆ และ volume พอประมาณ
ให้เสียง compressed ที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับสาย rhythm แนว Blues และ Rock

Marshall DSL40C Amp Combo

3. ใช้เป็นเสียงแตกเต็มกำลัง
-ปรับแอมป์เป็นเสียง clean
-ปรับก้อน gain ให้มากหน่อย ปรับ volume ให้พอ ๆ กับความดังของเสียงตอนปิดก้อน
จะได้เสียง solo เด่นชัดขึ้นและความดังไม่กระโดดจากเดิมมากเกินไป

เอฟเฟคเสียงแตกเองก็มีมิติให้ใช้ได้หลากหลาย ผลลัพธ์แต่ละอย่างต้องเลือกใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ หวังว่าหัวข้อวันนี้จะให้ไอเดียมือใหม่ หรือทบทวนให้มือเก๋า ๆ หลายคนได้นะ

========================================
ขอขอบคุณเว็บไซต์ Texasbluevalley

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (7) “มีคนที่เล่นเก่งกว่าเรา อายุน้อยกว่าเรา”

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายในชุด ‘7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน’ สิ่งที่อยากจะพูดในวันนี้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคอะไรเลย แต่เป็นเรื่องความรู้สึกล้วนๆ เมื่อเราเข้ามาสู่โลกแห่งไวโอลิน เราจะได้พบนักไวโอลินมากมายหลายคน และหลายๆคนนั้นต่างก็เก่งกว่าเราทั้งนั้น บางคนอาจจะอายุน้อยมาก บางคนอาจจะพัฒนาฝีมือได้ไวกว่าเรา

violin-1106079_1920

มันอาจจะเป็นเรื่องน่าท้อใจ กับการต้องเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนในชุมชนที่มีคนเก่งกว่าเรามากมาย

แต่!

ให้รู้ไว้ว่านี่เป็นธรรมดาสากลในโลกของดนตรี ยกตัวอย่าง Paul Gilbert มือกีต้าร์ร็อคชื่อดัง ยังต้องทึ่งเลยเมื่อไปเจอเด็กสาวอายุแค่ 8 ขวบ เล่นเพลงของเขาเอง ที่มีความยากในระดับสูง เรียกได้ว่าวัดรอยเท้ากันเลยทีเดียว

ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดนตรีของ Gilbert จบลงไปจริงไหม 🙂 เหมือนกัน การเล่นไวโอลินหรือจะเครื่องดนตรีชนิดไหนๆของเพื่อนๆ ก็ยังไม่จบลง

มันไม่ใช้การต่อสู้ฆ่าฟันนี่นา ดนตรีน่ะ

เป้าหมายที่เหมือนกันคือการแสดงออกผ่านเสียงดนตรีต่างหาก เนอะว่าไหม

หวังว่าบทความในชุดนี้ จะเพิ่มความเข้าใจให้นักไวโอลินหน้าใหม่ๆได้ (รวมถึงเพื่อนๆคนอื่นด้วยที่ไม่ได้เล่นไวโอลินก็ตาม) วันนี้ขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกับบทความชุดใหม่

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Artistworks

10 สุดยอดบทประพันธ์ไวโอลิน ที่ต้องฟังให้ได้

นี่คือสุดยอดบทประพันธ์ไวโอลิน ที่งดงามและหลากหลายอารมณ์ ซึ่งถูกกรองมาแล้วเพื่อดลจินตนาการของผู้ฟังที่คลั่งไคล้เสียงหวนของไวโอลิน หรือมือไวโอลินที่อยากหาเพลงเล่น ก็แนะนำให้ไล่ฟังให้หมดไปเลย

1. Ludwig van Beethoven, Violin Concerto in D, Op. 61

ฟังแล้วเหมือนกับอยู่ใต้เงาร่มไม้ในฤดูร้อนอันงดงาม ดนตรีมีความสงบ ลงตัว ถือเป็นงานเด่นของบีโธเฟ่น ในช่วง ‘ยุคกลาง’

2. Johann Sebastian Bach, Concerto for 2 violins in D minor, BWV 1043

ให้ความรู้สึกเหมือนฟังอยู่ในโบสถ์ขนาดใหญ่ ช่วงแรกของดนตรีมีความสวิงเบา ๆ และหากฟังไปจนถึงช่วงที่สอง ก็จะได้พบกับความเด็ดสุด ๆ ของงานชิ้นนี้

3. Joannes Brahms, Violin Concerto in D, Op. 7

ดนตรีที่ให้สัมผัสลอยละล่องกลางแม่น้ำ เป็นงานที่แสดงความเป็นอัจฉริยะแห่งท่วงทำนองของบราห์ม

4. Jean Sibelius, Violin Concerto in D minor, Op. 47

งานไวโอลินที่ถูกเล่นและบันทึกมากที่สุดงานหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ด้วยท่วงทำนองยากจะบรรเลงที่ทำเอาสะท้าน เด็ดเดี่ยวประดุจอยู่บนยอดภูเขา

5. Wolfgang Amadeus Mozart, Violin Concerto No. 3 in G, K216

สุดยอดผลงานของอัจฉริยะโมซาร์ท ที่ถูกแต่งขึ้นก่อนเข้าจะอายุย่างยี่สิบเต็มซะอีก แจกความสดใสผ่านเนื้อดนตรี เหมือนเพลงประกอบฉากปั่นจักรยานในที่ใกล้ตัวเมือง

6. Igor Stravinsky, Violin Concerto in D

ท่วงทำนองของการเต้นรำอย่างเริงร่า ทุกถ้อยโน้ตอยู่ ณ สุดขอบจินตนาพาฝัน ฟังแล้วต้องมนต์ราตรีชะงักงันติดอยู่ในผับตอนดึกสงัด

7. Sergei Prokofiev, Violin Concerto No. 1 in D, Op. 19

จะหาบทบรรเลงที่ไหนที่พาเอาผู้ฟังเหมือนตื่นอยู่ในป่าปริศนา นี่คือบทบรรเลงแห่งเวทมนตร์อาคม ฟังแล้วมีแต่ต้องเสน่ห์

8. Alban Berg, Violin Concerto

สู่โลกแห่งดนตรีไร้กุญแจเสียงอันซับซ้อน ที่เดิมถูกประพันธ์มอบให้กับญาติที่สูญเสียแต่ยังเยาว์ นี่คือดนตรีที่มีเสียกเพรียกจากสุสาน

9. Pyotr Tchaikovsky, Violin Concerto in D, Op. 35

มนต์รักดินเนอร์ อภิมหาโรแมนติคบทประพันธ์ พรั่งพรู่ด้วยอารมณ์ ที่กลั่นมาจากทำนางที่เคลื่อนไหวขึ้นลง และเสียงประสานอันวิลิศมาหรา

10. Dmitri Shostakovich, Violin Concerto No. 1, Op. 99

หลากหลายในอารมณ์ ดนตรีอันลึกลับ นี่คือการผจญภัยข้ามประเทศ ไม่มีใครรู้ความหมายแห่งบทประพันธ์ มีแค่ว่าอารมณ์อันมหึมาเท่านั้นที่กระแทกใจคนฟังเหลือเกิน

บทบรรเลงที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ ให้อารมณ์กันไปคนละทางคนละแนวเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะว่าดนตรีจะมอบอารมณ์ให้เรากว้างขวางขนาดนี้ :O

==============================================
ขอขอบคุณ thecultureclub.net