มารู้จักกับเอฟเฟคเสียงวูบวาบ Phaser

Phaser หรือ Phase Shifter เป็นเอฟเฟคที่ทำเสียงวูบวาบ ออกจะคล้ายเสียง Wah อยู่บ้าง แรกฟลิตถูกใช้เพื่อจำลองเสียงลำโพงหมุน (Rotary Speaker) แต่กลายเป็นว่ามันดันมาเป็นเอฟเฟคเสียงในแบบของมันเอง

JoYo Vintage Phase JF-06

เอฟเฟคชนิดนี้เป็นที่นิยมสุดขีดในยุค 70 และยังคงปรากฏในเพลงแนวต่าง ๆ ในสมัยต่อ ๆ มา โดยถูกใช้ตั้งแต่ในเพลงแนวเมทัล ฮาร์ดร็อค พังค์ คันทรี่ และเรกเก้ ตัวอย่างการใช้ Phaser ในเพลงดัง ๆ ก็มี Anarchy in the UK โดยวงพังค์ตลอดกาล Sex Pistols และ เพลง Eruption ของ Eddie Van Halen มือกีต้าร์พระกาฬ

หลักการทำงานของมัน คือการแบ่งสัญญานเป็นสองส่วน คือ ส่วนเดิม กับ ส่วนที่ถูกแปลงเฟส (Phase) การแปลงเฟสก็คือการเปลี่ยนรูปคลื่นให้เหลื่อมองศากันออกไป (Phaser จึงมักระบุด้วยตัวเลขกำกับ คือตัวเลขเฟสที่ต่างกันนั่นเอง) เฟสที่ต่างกัน 180 องศา จะได้คลื่นกลับหัว พอเปลี่ยนองศาแตกต่างไปอีกที่ 360 องศา จะกลับมาเป็นรูปคลื่นเดิม ตรงนี้อาจจะยากนิดนึง แต่เอาเป็นว่าคลื่นที่ถูกแปลงเฟส จะถูกรวมกับคลื่นเดิม ซึ่งบางครั้งจะเกิดการหักล้างกันตามจุด ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือมีช่วงคลื่นบางส่วนถูกกลบหายไป เสมือนโดน ‘ฟิลเตอร์’ นั่นเอง และนั่นเป็นที่มาที่ว่าทำไมมันจึงมีเสียงคล้าย ๆ พวก Wah พวก Auto-Filter แต่จะแตกต่างตรงนี้ฟิลเตอร์ย้ายตำแหน่งกรองไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับคลื่นเสียง แถมยังกำหนดความเร็วได้ด้วย

ความเจ๋งของ Phaser คือการให้สัมผัสของการเคลื่อนไหว ยิ่งใช้ร่วมกับพวกเสียงแตก จะช่วยเปลี่ยนเนื้อเสียง และให้ความรู้สึกถึงความเร็วเฟี้ยวฟ้าว ถ้าลองฟังตัวอย่างในเพลง Anarchy in the UK ด้านบนจะสัมผัสความเป็น Phaser อ่อน ๆ ในไลน์กีต้าร์ ความรู้สึกไม่นิ่งของเอฟเฟคตัวนี้ ช่วยเร่งขับจังหวะความรู้สึก ให้ดูรวดเร็วเหมือนบิดมอเตอร์ไซค์ แต่ถ้าปรับดี ๆ ก็ยังใช้ในอารมณ์หลอน ๆ ได้อีก อย่างเพลง Paranoid Andriod ของ Radiohead ได้อีก

BOSS PH-3 Phase Shifter

BOSS PH-3 Phase Shifter

หน้าที่หลัก ๆ ของ Phaser ก็จะมีใช้กับ
-ดนตรีไลน์ประดับ โน้ตสั้น ๆ ประดับเพลง ช่วงท่อนร้องธรรมดา เสริมอารมณ์
-ท่อนโซโล่ ใช้บ่อยมาก ๆ โดย Van Helen ช่วยทำให้เนื้อเสียงหนาขึ้น
-การตีคอร์ด ให้ความรู้สึกแกว่ง ๆ เหมาะกับการตีคอร์ดแบบช้า ๆ เชื่อง ๆ

Phaser เป็นเอฟเฟคที่น่าใช้มาก ๆ เลย สำหรับใครสนใจซาวด์ Ambient หรืออยากจะย้อนยุคไปสมัย 70 ก็เลิศเลอทั้งนั้นเลย

==============================================================
ขอขอบคุณ Dave Hunter – Guitar Amps and Effect for Dummies และ guitarworld.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (5) “หัดเทคนิคยากๆ เอาไว้แต่เนิ่นๆ”

เล่นไวโอลินตอนแรกว่ายากแล้ว พอไปต่อสูงขึ้นก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ไลน์เพลงไวโอลินก็ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้น การฝึกเทคนิคยากเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยม เทคนิคที่ควรฝึกตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับวันนี้ทางเราคัดมา 2 เทคนิค

Old violin lying on the sheet of music, music concept

Old violin lying on the sheet of music, music concept

> Double Stops
เป็นเทคนิคที่ถูกใช้บ่อยเป็นประจำ เพราะว่ามันเป็นเอกลักษณ์เด่นของดนตรีประเภทเครื่องสาย ที่สามารถเล่นโน้ตสองตัวพร้อมๆกันได้ นักประพันธ์จึงอาศัยจุดนี้จับมาเล่นในงานประพันธ์อยู่บ่อยๆ การทำ Double Stops คือการสีด้วยคันชักในองศาที่สามารถสีสองสายได้พร้อมๆกัน ส่วนมากมือใหม่มักจะจบที่โน้ตออกมาทีละตัว

breval_-_sonata_cello_double_stops

> Spiccato
เป็นเทคนิคที่อาจจะไม่ได้ใช้เลยในเพลงเริ่มเล่น แต่ถ้าทำได้แต่แรกๆ นี่จะทำให้เพื่อนๆ เป็นเสือติดปีกเวลาเล่นเพลงยากๆในภายหน้าแน่นอน เทคนิคนี้คือการที่เมื่อหางม้าสัมผัสกับสายไวโอลินแล้วในช่วงสั้นๆนั้น ให้ยกคันชักออก คันชักควรจะต้องมิทิศทางขนานไปกับสะพานสาย

spiccato_muzyka

สำหรับบางคนที่มองไม่เห็นภาพ ลองดูจากทางยูทูปที่สอนเทคนิคเหล่านี้ดูก็ได้ ถ้ารู้แล้วว่าทำยังไง ก็อย่ารอช้า รีบๆฝึกเตรียมไว้ก่อนเลย เพลงยากครั้งหน้าๆ ก็สบายๆเราแล้ว

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Youtube ช่อง Fiddlerman และ Danmansmusicschool

6 วิธี เปลี่ยนไวโอลินถูก ๆ ให้เสียงเพราะ

คุณภาพของไวโอลินเป็นเรื่องตามราคา จ่ายถูกจะได้เสียงสุดยอดเท่าของเป็นหมื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่ล่ะ

violin-1617787_960_720

แต่ยังไงก็ดี ยังพอมีวิธีดี ๆ ที่ช่วยทำให้เสียงไวโอลินถูกดีขึ้นมาในระดับที่สังเกตได้เหมือนกันนะ

1. ใช้สายดี ๆ
เราอาจจะต้องไปลงทุนกับอะไรอย่างอื่น เพื่อให้ได้เสียงที่ดีขึ้น สายก็เป็นตัวเลือกที่น่าลงทุนเพื่อปรับเสียง นอกจากนี้สายยังมีย่านเสียงที่แตกต่างกันไป เลือกที่เข้ากับรสนิยมก็ทำให้รู้สึกว่าเสียงดีขึ้น ตรงใจขึ้นตามนั้นเลย

2. จับคู่กับคันชักคุณภาพ
คันชักที่ราคาแพงหน่อยจะมีองค์ประกอบที่มีคุณภาพ และช่วยเวทเพื่อลดคุณภาพเสียงราคาถูกของตัวไวโอลินลงไปได้

3. จงเล่นให้มาก !
ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีที่ประหลาด มันต้องการ ‘การวอร์มอัพ’ ตลอดเวลา ปากต่อปากของนักไวโอลินต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าไวโอลินยิ่งเล่นมาก ๆ เสียงก็จะยิ่งดี

4. บรรจงเลือกยางสน
ยางสนที่ดีมีคุณภาพ จะทำให้เสียงไวโอลินดีขึ้น นอกจากนี้ ถ้าเลือกยางสนที่เหมาะกับสไตล์ของเรา ก็ยิ่งทำให้ได้เสียงที่ไพเราะและลงตัวขึ้นเป็นกองเลยทีเดียว

5. เลือกที่วางคางน้ำหนักเบา
เพราะเจ้าที่วางคางนี้ ยิ่งเบาก็ยิ่งดี เพราะการที่มีน้ำหนักมากอาจจะไปกดทับหน้าไม้ไวโอลิน และลดการสั่นของเสียงเอาได้

6. เชคเสมอว่าสายเพี้ยนรึเปล่า
เล่นบนเครื่องดนตรีที่สายเพี้ยนก็เหมือนการโกหกตัวเอง เชื่อเอาว่าเสียงที่เพี้ยน ๆ เป็นเสียงที่ถูก มีปัญหาต่อการจับเสียงในอนาคตได้ นอกจากนี้ขณะสายที่เพี้ยน จะลดคุณภาพในการเปล่งเสียงของไวโอลินด้วย

==========================================
ขอขอบคุณชาแนล The Online Piano and Violin Tutor บน Youtube

ติดตามบทความอื่น ๆ ได้ที่ musicarms.net/category/content

5 สเต็ปปรับหน้าตู้ ให้ได้ซาวด์ลงตัว

คำว่าซาวด์ดีซาวด์ลงตัว เป็นใครก็อยากได้ทั้งนั้น แต่มันหมายความว่ายังไงกับคำว่า “ลงตัว”?

ยกตัวอย่างตำนานร็อคทั้งหลายเลย Jimi Hendrix, Eric Clapton, Jimmy Page และอีกมากมาย สิ่งที่พวกเขามีคือซาวด์เสียงแตกร็อคๆ แต่กลับยัง เหลือความคมชัดของโน้ตอยู่ และยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้อีก นี่แหละที่เรียกว่าลงตัว!

ซึ่งต่างจากที่คนส่วนใหญ่ทำได้คือเสียงแตกอย่างเดียว ขาดเสน่ห์ และโน้ตฟังไม่ชัดอีกต่างหาก

สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคงหนีไม่พ้นการปรับหน้าตู้ แต่ส่วนใหญ่มักทำกันแบบมวยวัด แค่ว่าเข้าไปหมุนๆบิดๆ เพิ่มเบสนิด ลดเทรเบิ้ลหน่อย ใครได้ซาวด์ลงตัวก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าใครยังไม่ได้ หรือว่าอยากลองปรับแบบมีขั้นมีตอนบ้างละก็ วันนี้ทางเราจะมานำเสนอเทคนิคการปรับหน้าตู้เล็กๆน้อยๆ ที่ทางเว็บไซต์ Gibson เขานำมาเผยแพร่ เพื่อให้เพื่อนๆไปทดลอง เผื่อจะได้เสียงที่ลงตัวกัน

blackstar-id-core-stereo-10-guitar-amp-angle copy

เริ่มแรกเลยเมื่อ set up เครื่องไม้เครื่องมือเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ

1. ปรับให้ EQ ตู้แอมป์ ทุกย่านอยู่ตรงกลางให้หมด

2. ค่อยๆปรับเพิ่ม Volume ไปเรื่อยๆ จนเสียงฟังดูอิ่มตัว ช่วงที่ได้เสียงที่แน่น ชัดเจน ทั้งที่เล่นเป็นโน้ต และคอร์ด ‘ตรงนี้จะเป็นจุดที่พอดีที่สุด ก่อนที่เสียงจะเริ่มแตก’

3. เมื่อได้จุดที่พอใจแล้ว ให้เริ่มปรับ EQ เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา

4. ถึงตอนนี้ใครต้องการเสียงแตกก็ค่อยปรับ gain เอา แต่ต้องระวังไม่ให้ gain มากเกินไป เพราะจะทำให้ความคมชัดหายไปด้วย

5. สุดท้าย เราค่อยเติมสิ่งที่ขาดไปในเสียงของเราด้วย effect ต่างๆ

ตรงนี้เป็นไกด์ไลน์เบื้องต้น บางคนอาจจะทดลองด้วยตัวเองแล้วเจอความลงตัวในแบบของตัวเองก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเพื่อนคนไหนยังหาเสียงตัวเองไม่เจอ และถ้ายังไม่เคยลอง ก็น่าจะลองดูบ้าง เผื่อจะเจอเสียงของตัวเองก็เป็นได้

Vox-MINI5-8 effects

Vox-MINI5-8 effects

10 วิธีทำซาวด์ย้อนยุคคราวปู่ (ยุค50-60)

เอาใจสายวินเทจ รีโทรกันบ้าง สำหรับใครที่อยากจะได้ซาวด์โบราณคราวพ่อคราวปู่ ลองทำ 10 ข้อนี้กันดู

1. ใช้สายกีต้าร์ขนาดใหญ่
สายกีต้าร์ขนาดเล็ก เพิ่งมาถูกผลิตในยุคหลัง ๆ นี่เอง จะเริ่มวินเทจแนะนำสายขนาด 11 ขึ้นไป

2. ทิ้งปิ้กไปซะ
คนสมัยนู้น เขาไม่ดีดปิ้กกัน เขาใช้นิ้ว ข้อดีคือจะได้เสียงโทนอบอุ่นห้วน ๆ

3. ปรับแอมป์ gain ต่ำ ๆ เข้าไว้
ก่อนปลายยุค 60 แอมป์ไม่มีลูกบิดปรับ gain การจะทำเสียงแตกเกินจากการปรับ volume สูง ๆ เอาแทน การปรับ gain ต่ำ ๆ จะได้ลักษณะเด่นในสมัยนั้นคือซาวด์โทนอบอุ่น รุ่มรวยย่านกลางต่ำ

Vox AC15C1

Vox AC15C1

4. สรรหาเอฟเฟคเก่า ๆ
หาซื้อเอฟเฟครุ่นเก่า ๆ รุ่นแรก ๆ ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าต้องได้ซาวด์เก่า ๆ ชัวร์

5. บิดปุ่มโทนบนกีต้าร์
เพลงเก่า ๆ ซาวด์ค่อนข้างจะออกทุ้มต่ำ หมุนโทนไปทางนั้น

6. บันทึกเสียงด้วยไมค์
ก่อนจะล่วงเข้ายุค 60 การอัดเพลงทำด้วยการตั้งไมค์ไม่กี่ตัว แล้วอัดด้วยการเล่นสดยกวง

7. ลองแนวอะคูสติกบ้าง
ศิลปินผู้โด่งดังในสมัยกระโน้นอย่าง Everly Brothers ก็มาในสไตล์อะคูสติก

Martin-000X1AE-body

Martin-000X1AE-body

8. ทำเพลงให้เรียบง่าย
ดนตรีสมัยเก่าก่อน ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะแยะมาก เน้นเมโลดี้ง่าย ๆ ทื่อ ๆ ไปเลย

9. ใช้กีต้าร์ semi-hollow หรือ hollow body
ในช่วงก่อน 1950 มีแต่ Hollow Body เท่านั้น

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

10. ใช้เอฟเฟค Reverb กับ Tremolo
ในสมัยนั้นมีเอฟเฟค(ที่ติดมากับแอมป์) แค่สองชนิด คือ Reverb กับ Tremolo

RV-5-DIGITAL-REVERB

RV-5-DIGITAL-REVERB

ทำแค่ไม่กี่อย่างในนี้ก็เพิ่มความย้อนยุคเก๋า ๆ ให้ซาวด์คุณ ๆ กันได้แล้ว

=========================================
ขอขอบคุณ Gibson.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (6) “ยางสนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน”

สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นไวโอลิน อาจจะสงสัยว่าก้อนเหลืองๆที่นักเล่นไวโอลินถูกับคันชักมันคืออะไร เอาไว้ทำอะไร กับเจ้าก้อนเหลืองๆเรียกว่า”ยางสน”

ยางสน rosin

ยางสน rosin

สาเหตุที่มันความจำเป็นนั่นเป็นเพราะ…

หางม้าเปล่าๆบนคันชัก หนืดไม่พอที่จะสีสายไวโอลินให้เกิดเสียงได้ ยางสนคือสิ่งที่ถูกใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ก่อนจะเล่นเราจำเป็นต้องถูยางสนลงบนหางม้า ทำให้หางม้ามีความเสียดทานพอจะสีจนเกิดเสียงได้ แต่ไม่ใช่แค่ละเลงถูยางสนลงไป เราจำเป็นต้องเข้าใจกันก่อนว่ายางสนแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน

ขั้นแรกเราต้องเลือกยางสนโดยดูจากสี สีของยางสนจะบ่งบอกความแตกต่าง สีเข้มจะเหนียวน้อยกว่า สีอ่อนเหนียวกว่า ทั้งนี้ความเหนียวมากเหนียวน้อยของยางสนส่งผลต่อเสียงของโวโอลินด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆ ความเหนียวที่มากอาจทำให้เสียงออกมาสากๆ ในขณะที่น้อยไปอาจจะได้เสียงไม่ถึงที่เราต้องการ

เมื่อเลือกยางสนที่เข้ากับรสนิยมแล้ว ขั้นต่อไปเป็นขั้นแกะกล่อง ยางสนในทีแรกที่เปิดกล่องออกมา ไม่สามารถใช้ถูได้เลยเพราะมันไม่ติดกับหางม้า ควรทำให้ผิวหน้าของยางสนมีความหยาบก่อน เช่นใช้มีดกรีดหน้ายางสนเป็นรอยรูปตาราง เป็นต้น

การถูยางสนต้องระมัดระวังไม่ให้ยางสนไปโดนแถบเหล็ก ด้วยการให้นิ้วโป้งอยู่ตรงแถบเหล็กนั้น แล้วเริ่มถูเป็นช่วงๆ จนทั่วทั้งหางม้า สังเกตว่าจะมีผงขาวๆตามหางม้า สำหรับหางม้าที่ถูด้วยยางสนแล้ว ห้ามเอามือไปโดนเด็ดขาด เพราะความมันจากมือของเราทำให้ไปติดกับยางสนบนหางม้าทำให้สีกับสายได้ไม่ดี เสียงแย่ได้

เมื่อรู้จักกับยางสนและรู้ว่าต้องใช้ยังไงกับไวโอลินของเราแล้ว คำถามต่อไปอาจจะเป็นเรื่องที่ว่าควรถูบ่อยแค่ไหน เรื่องความถี่ในการถูยางสนนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว บางคนก็ทำทุกวันที่เล่น แต่ที่แน่ๆเลยก็คือถ้าเกิดคุณภาพเสียงไวโอลินตกเมื่อไร ควรนึกถึงการถูยางสนเป็นอันดับแรก

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Violinstudent และ Youtube Channel ของ Andrew Mercer

วันละ 30 นาทีกับแบบฝึกไวโอลิน

การฝึกไวโอลินให้พื้นแน่น ๆ อาจใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้น! ก็ต้องขอขอบคุณ onlineviolineducation.com
ที่เขาช่วยลิสท์รายการฝึกต่อไปนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้อย่างละ 3 นาทีทุกวัน เพื่อน ๆ ที่อยากเก่ง ๆ ลองฝึกกันตามนี้ดูนะ

violin-35272_960_720

ช่วงแรก (รวม 15 นาที)
– ฝึก shift โดยใช้นิ้วเดิม
– ฝึกการเคลื่อนไหวของนิ้วมือข้างขวา
– ไล่สเกล (เน้นมือซ้าย)
– ฝึกทักษะการสี
– ฝึก vibrato

ช่วงสอง (รวม 15 นาที)
– ไล่สเกล (เน้นมือขวา)
– ฝึกจับฟิงเกอร์บอร์ดหลาย ๆ position
– ฝึก shift โดยสลับนิ้ว
– ฝึกความแข็งแรงของนิ้วนาง
– ไล่สเกลด้วยการสีไปด้วย

สิริรวมครึ่งชั่วโมง ถ้าทำได้เป็นกิจจะลักษณะละก็ จะทำให้เรามีพื้นฐานที่แน่น และทำให้พัฒนาทักษะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

มารู้จัก Sigma โปร่งคุณภาพสะเทือนวงการ

ในสมัยนี้เวลาเรานึกถึงของก็อบเรามักจะพูดถึงจีนแดง แต่ย้อนไปเมื่อปี 1960-1970 ญี่ปุ่นเหมือนจะเป็นรุ่นบุกเบิกในการทำของเลียนแบบ โดยกีต้าร์แบรนด์ Sigma ก็คือหนึ่งในนั้น แต่ที่ผิดกันกะแบรนด์ลอกเลียนแบบทั่วๆไปก็คือ Sigma …

กีต้าร์ sigma dme

กีต้าร์ sigma dme

… ยังเคยทำให้แบรนด์คลาสสิคอย่าง Martin รู้สึกหนาวมาแล้ว! เพราะว่าด้วยรูปทรงที่คล้ายกัน ราคาถูกกว่าและคุณภาพเกินราคา ตลาดกีต้าร์ในสมัยนั้น แทบจะตกเป็นของแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์นี้ไปเลย
แน่นอนว่า Martin ไม่มีทางนิ่งนอนใจแน่ๆ ในเมื่อสู้กันด้วยวิธีทางการตลาดไม่ได้…

ก็ใช้เงินซื้อ Sigma ทั้งบริษัทมันซะเลย!

ชี้ให้เห็นว่า ถ้าของเขาไม่ดีจริง แบรนด์ยักษ์ๆอย่าง Martin คงแทบจะไม่ต้องกระดิกนิ้วด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ Sigma กลายเป็นลูกเชื่องๆในวงศาคณาญาติของ Martin ไปโดยปริยาย คล้ายๆกับ Squier ของ Fender หรือ Epiphone ของ Gibson นั่นแหละ

การอยู่ใต้โอวาสของ Martin ทำให้ Sigma รุ่นต้นฉบับกลายเป็นตำนานไปด้วย เพราะเป็นของหายากชวนสะสม ประหนึ่งพระสมเด็จยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

ส่วนกีต้าร์ไลน์ Sigma ในฐานะเครือของ Martin ต้องขอบอกว่าน่าเสียดายมาก เพราะปัจจุบันได้ยุติการผลิตไปแล้ว

แต่บริษัทจากเยอรมันได้ซื้อกิจการ และชุบชีวิต Sigma ขึ้นมาอีกครั้ง ให้คนหันมาสัมผัสกีต้าร์ที่มีประวัติแบรนด์นี้อีกสักครั้ง

สำหรับผู้เริ่มเล่นหรือคนงบน้อยทั้งหลาย Sigma ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี เว็บไซต์อย่าง Musicradar ยก Sigma OMR-21 เป็นหนึ่งในกีต้าร์ที่ดีและคุ้มค่าที่สุดตัวหนึ่งที่เดียว

นอกจากนี้นักวิจารณ์เครื่องดนตรีมักจะลงความเห็นคล้ายๆกันใน Sigma ว่า “คุณภาพเกินตัว” หรือไม่ก็ “Martin ในฉบับย่อมเยา”

สำหรับใครที่กำลังมองหากีต้าร์โปร่งราคาเบาๆ และเสียงดีเกินราคา Sigma น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าลอง ไว้ว่างๆ ก็มาลองที่ร้าน Musicarms ของเราได้นะครับ มีหลายรุ่นให้เลือกลอง ^^

sigma-gmc-ste-solid spruce top

sigma-gmc-ste-solid spruce top

3 วิธีใช้เอฟเฟคเสียงแตก ให้เหมาะตามสถานการณ์

หรือจะเถียง…เอฟเฟคเสียงแตกเป็นเอฟเฟคที่ใช้ง่ายที่สุดแล้ว แต่ลึก ๆ แล้ว เอฟเฟคเสียงแตกก็มีลูกเล่นที่ใช้ควบคู่กับแอมป์ได้ถึง 3 วิธีด้วยกันเลยทีเดียว
เรามาดูกันว่าแต่ละวิธีปรับ Setting ยังไง แล้วเอาไปใช้ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง

1. ใช้เป็นบูสต์
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตก
-ปรับ gain ของก้อนให้ต่ำสุด เพิ่ม volume
วิธีนี้จะทำให้ เสียงแตกจากแอมป์ มี sustain มากขึ้น

Boss OS-2 Overdrive Distortion

Boss OS-2 Overdrive Distortion

2. ใช้เป็นเสียงแตกผสม
-ปรับแอมป์ให้เสียงแตกอ่อนๆ
-ปรับก้อนให้ gain น้อยๆ และ volume พอประมาณ
ให้เสียง compressed ที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับสาย rhythm แนว Blues และ Rock

Marshall DSL40C Amp Combo

3. ใช้เป็นเสียงแตกเต็มกำลัง
-ปรับแอมป์เป็นเสียง clean
-ปรับก้อน gain ให้มากหน่อย ปรับ volume ให้พอ ๆ กับความดังของเสียงตอนปิดก้อน
จะได้เสียง solo เด่นชัดขึ้นและความดังไม่กระโดดจากเดิมมากเกินไป

เอฟเฟคเสียงแตกเองก็มีมิติให้ใช้ได้หลากหลาย ผลลัพธ์แต่ละอย่างต้องเลือกใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ หวังว่าหัวข้อวันนี้จะให้ไอเดียมือใหม่ หรือทบทวนให้มือเก๋า ๆ หลายคนได้นะ

========================================
ขอขอบคุณเว็บไซต์ Texasbluevalley

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (7) “มีคนที่เล่นเก่งกว่าเรา อายุน้อยกว่าเรา”

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายในชุด ‘7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน’ สิ่งที่อยากจะพูดในวันนี้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคอะไรเลย แต่เป็นเรื่องความรู้สึกล้วนๆ เมื่อเราเข้ามาสู่โลกแห่งไวโอลิน เราจะได้พบนักไวโอลินมากมายหลายคน และหลายๆคนนั้นต่างก็เก่งกว่าเราทั้งนั้น บางคนอาจจะอายุน้อยมาก บางคนอาจจะพัฒนาฝีมือได้ไวกว่าเรา

violin-1106079_1920

มันอาจจะเป็นเรื่องน่าท้อใจ กับการต้องเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนในชุมชนที่มีคนเก่งกว่าเรามากมาย

แต่!

ให้รู้ไว้ว่านี่เป็นธรรมดาสากลในโลกของดนตรี ยกตัวอย่าง Paul Gilbert มือกีต้าร์ร็อคชื่อดัง ยังต้องทึ่งเลยเมื่อไปเจอเด็กสาวอายุแค่ 8 ขวบ เล่นเพลงของเขาเอง ที่มีความยากในระดับสูง เรียกได้ว่าวัดรอยเท้ากันเลยทีเดียว

ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดนตรีของ Gilbert จบลงไปจริงไหม 🙂 เหมือนกัน การเล่นไวโอลินหรือจะเครื่องดนตรีชนิดไหนๆของเพื่อนๆ ก็ยังไม่จบลง

มันไม่ใช้การต่อสู้ฆ่าฟันนี่นา ดนตรีน่ะ

เป้าหมายที่เหมือนกันคือการแสดงออกผ่านเสียงดนตรีต่างหาก เนอะว่าไหม

หวังว่าบทความในชุดนี้ จะเพิ่มความเข้าใจให้นักไวโอลินหน้าใหม่ๆได้ (รวมถึงเพื่อนๆคนอื่นด้วยที่ไม่ได้เล่นไวโอลินก็ตาม) วันนี้ขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกับบทความชุดใหม่

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Artistworks

10 สุดยอดบทประพันธ์ไวโอลิน ที่ต้องฟังให้ได้

นี่คือสุดยอดบทประพันธ์ไวโอลิน ที่งดงามและหลากหลายอารมณ์ ซึ่งถูกกรองมาแล้วเพื่อดลจินตนาการของผู้ฟังที่คลั่งไคล้เสียงหวนของไวโอลิน หรือมือไวโอลินที่อยากหาเพลงเล่น ก็แนะนำให้ไล่ฟังให้หมดไปเลย

1. Ludwig van Beethoven, Violin Concerto in D, Op. 61

ฟังแล้วเหมือนกับอยู่ใต้เงาร่มไม้ในฤดูร้อนอันงดงาม ดนตรีมีความสงบ ลงตัว ถือเป็นงานเด่นของบีโธเฟ่น ในช่วง ‘ยุคกลาง’

2. Johann Sebastian Bach, Concerto for 2 violins in D minor, BWV 1043

ให้ความรู้สึกเหมือนฟังอยู่ในโบสถ์ขนาดใหญ่ ช่วงแรกของดนตรีมีความสวิงเบา ๆ และหากฟังไปจนถึงช่วงที่สอง ก็จะได้พบกับความเด็ดสุด ๆ ของงานชิ้นนี้

3. Joannes Brahms, Violin Concerto in D, Op. 7

ดนตรีที่ให้สัมผัสลอยละล่องกลางแม่น้ำ เป็นงานที่แสดงความเป็นอัจฉริยะแห่งท่วงทำนองของบราห์ม

4. Jean Sibelius, Violin Concerto in D minor, Op. 47

งานไวโอลินที่ถูกเล่นและบันทึกมากที่สุดงานหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ด้วยท่วงทำนองยากจะบรรเลงที่ทำเอาสะท้าน เด็ดเดี่ยวประดุจอยู่บนยอดภูเขา

5. Wolfgang Amadeus Mozart, Violin Concerto No. 3 in G, K216

สุดยอดผลงานของอัจฉริยะโมซาร์ท ที่ถูกแต่งขึ้นก่อนเข้าจะอายุย่างยี่สิบเต็มซะอีก แจกความสดใสผ่านเนื้อดนตรี เหมือนเพลงประกอบฉากปั่นจักรยานในที่ใกล้ตัวเมือง

6. Igor Stravinsky, Violin Concerto in D

ท่วงทำนองของการเต้นรำอย่างเริงร่า ทุกถ้อยโน้ตอยู่ ณ สุดขอบจินตนาพาฝัน ฟังแล้วต้องมนต์ราตรีชะงักงันติดอยู่ในผับตอนดึกสงัด

7. Sergei Prokofiev, Violin Concerto No. 1 in D, Op. 19

จะหาบทบรรเลงที่ไหนที่พาเอาผู้ฟังเหมือนตื่นอยู่ในป่าปริศนา นี่คือบทบรรเลงแห่งเวทมนตร์อาคม ฟังแล้วมีแต่ต้องเสน่ห์

8. Alban Berg, Violin Concerto

สู่โลกแห่งดนตรีไร้กุญแจเสียงอันซับซ้อน ที่เดิมถูกประพันธ์มอบให้กับญาติที่สูญเสียแต่ยังเยาว์ นี่คือดนตรีที่มีเสียกเพรียกจากสุสาน

9. Pyotr Tchaikovsky, Violin Concerto in D, Op. 35

มนต์รักดินเนอร์ อภิมหาโรแมนติคบทประพันธ์ พรั่งพรู่ด้วยอารมณ์ ที่กลั่นมาจากทำนางที่เคลื่อนไหวขึ้นลง และเสียงประสานอันวิลิศมาหรา

10. Dmitri Shostakovich, Violin Concerto No. 1, Op. 99

หลากหลายในอารมณ์ ดนตรีอันลึกลับ นี่คือการผจญภัยข้ามประเทศ ไม่มีใครรู้ความหมายแห่งบทประพันธ์ มีแค่ว่าอารมณ์อันมหึมาเท่านั้นที่กระแทกใจคนฟังเหลือเกิน

บทบรรเลงที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ ให้อารมณ์กันไปคนละทางคนละแนวเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะว่าดนตรีจะมอบอารมณ์ให้เรากว้างขวางขนาดนี้ :O

==============================================
ขอขอบคุณ thecultureclub.net

4 เหตุผล ทำไมมือกีต้าร์ต้องหัดจากกีต้าร์โปร่งก่อน

Keith Richards มือกีต้าร์วง The Rolling Stones เคยให้สัมภาษณ์ว่า

“อยากจะบอกไว้เลย ว่ากีต้าร์โปร่งน่ะสำคัญสุดๆสำหรับมือกีต้าร์ช่วงหัดเล่น เรียนรู้ความรู้สึกและสัมผัสของสายที่กระทบเฟร็ตซะ เรียนรู้ความรู้สึกนั้น แล้วค่อยคิดหาเอฟเฟคมาใส่ทีหลัง ใครจะเป็นมือกีต้าร์ ฐานต้องแน่น
ก็คล้ายๆกะประมาณว่า…อย่างนักบินอวกาศน่ะไม่ได้ไปอยู่ในอวกาศแต่แรก มันต้องเริ่มจากมียานอวกาศซะก่อน…”

ฟังคำพูดจากคนดังๆ ก็สงสัยเหมือนกันแน่ๆ เห็นเขาอวยว่าโปร่งมันดีอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วมันดียังไง?

keith-richards

Keith Richards (มือกีต้าร์วง The Rolling Stones)

ทางเราได้รวบรวมเหตุผลดีๆ 4 ข้อ ที่จะมาสนับสนุนว่าทำไมเริ่มเล่นจากกีต้าร์โปร่งน่ะเป็นพื้นฐานของกีต้าร์ไม่ว่าแนวไหนๆ

1. ฝึกพลังนิ้วช่วงแรกๆ
กีต้าร์โปร่งมี Action ที่สูงกว่าไฟฟ้า หรือก็คือกดได้ยากกว่านั่นเอง ดังนั้นช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ากดยาก กดแล้วบอด แต่นั่นจะช่วยฝึกพลังนิ้วให้แข็งแรงไปเอง

2. สร้างสไตล์ส่วนตัว ในดนตรีของคุณ
การที่ไม่ต้องไปสนใจกับแอมป์หรือเอฟเฟคใดๆ ทำให้ต้องโฟกัสไปที่ตัวเสียงเพียวๆเท่านั้น โปร่งให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ตอบรับกับน้ำหนักมือ ทำให้มือกีต้าร์ช่วงแรกๆอยู่กับรายละเอียดในการเล่นของตัวเอง และนั่นจะพัฒนาไปเป็นสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคน

3. อารมณ์มันพาไป กลายเป็นศิลปินไม่รู้ตัว
ไม่มีใครแบกกีต้าร์ไฟฟ้าไปเล่นตามชายทะเล หรือพกไปเที่ยวทริปต่างๆถูกไหม เวลาไปนอกสถานที่ทีนึง ก็จะหยิบโปร่งมาเล่นนี่แหละง่ายดี บรรยากาศดีๆเล่นไปร้องไป เผลอๆอาจจะได้เพลงใหม่ไม่รู้ตัว

4. แบ่งปันดนตรีให้เพื่อนๆ ได้ง่ายๆ
เพราะว่าการไปเที่ยวขาดนักดนตรีเอนเตอร์เทนไม่ได้หรอก ใครที่เล่นกีต้าร์เป็น ก็จะเล่นให้หมู่คณะผองเพื่อนฟัง และนั่นก็เป็นโอกาสที่ดีจะได้แบ่งปันดนตรีของเรา การได้เล่นแล้วมีคนสนุกไปกับเรา ก็ทำให้มีกำลังใจอยากเล่นต่อไปเรื่อยๆแน่นอนอยู่แล้ว

Mantic-AM1C-Natural

Mantic-AM1C-Natural

ที่จริง เหตุผลทั้ง 4 ไม่ได้จำเป็นแค่มือกีต้าร์หัดเล่นหรอกนะ บางครั้งเล่นไปนานๆก็อาจอยากหวนกลับมา ‘มองมุมเดิม ความรู้สึกเก่าๆ’ การกลับมาสู่พื้นฐานอาจทำให้เราพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

ขอขอบคุณเว็บไซต์ guitarhabits, takelessons และ Youtube ช่องชาแนล Noisey

7 พฤติกรรมน่าทำ เพื่อพัฒนาฝีมือดนตรี

ถ้าการฝึกซ้อมทุกวันยังรู้สึกว่าไม่พอสำหรับเพื่อนๆ ลองดูว่ามีอะไรที่จะเอามาเสริมการซ้อมของชาวเรากันได้บ้าง เริ่มกันเลย…

1. จินตนาการ
เค้าบอกว่าอย่ามโน แต่นักดนตรีต้องหัดมโนให้เป็น การฝึกเล่นเครื่องดนตรีล่องหนเป็นการฝึกที่สมองโดยตรง ซึ่งมีส่วนช่วยในการไปเล่นกับเครื่องดนตรีจริงๆในเวลาต่อมาแล้ว
เป็นการบริหารจินตนาการ ฝึกนึกเสียงในหัวได้อีกด้วย

2. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน
พูดง่าย แต่หาคนลงมือทำยาก การเรียนรู้สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่ แค่ Riff สักท่อน หรือจังหวะดีดกีต้าร์สักชุดต่อวัน ก็เพียงพอแล้ว
การฝึกนี้จะช่วยเสริมสร้างสัญชาตญานทางดนตรี อยู่กับมันจนฝังเข้ากระดูกดำ

3. ลงไปแจมเลย!
ถ้ามีโอกาสเหมาะเหม็ง ให้ต้องเล่นกับคนอื่นๆ ก็ลองลงไปแจมเลยไม่ต้องคิดมาก การไปเล่นกับคนอื่นทำให้เราเข้าถึงจังหวะดนตรีแบบจริงๆจังๆ และหาช่องให้เราใส่ลูกเล่นของเราลงไป
ขณะเล่นได้ เพิ่มพลังการอิมโพรไวส์ได้ดีทีเดียว

4. อัดเสียง
หูเราอาจจะเราเล่นโอเค แต่นั่นไม่พอ เราต้องบันทึกเสียงการเล่นสม่ำเสมอ ลองฟังบันทึกเสียงเพื่อหาข้อบกพร่องของเรา
และถ้าว่างๆ ก็ลองย้อนกลับมาทวนฟังสิ่งที่เคยเล่นไป เราจะได้มองเห็นพัฒนาการของเราได้ชัดเจน

5. หาบทเรียนจากหลายๆ ที่
ยุคนี้สมัยนี้ มีคนออกมาสอนมากมายตามอินเตอร์เน็ตแบบฟรีๆ การที่มีคนสอนจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวขึ้น เพราะมีคนมาไกด์ไลน์ให้แล้ว

6. เน้นช่วงเวลาฝึกซ้อม
การฝึกซ้อมแค่วันละสิบนาที ทุกวัน ถือว่าเพียงพอแล้ว สิ่งที่ควรสนใจอีกอย่าง คือ การจัดระเบียบการฝึกซ้อม ควรจะแบ่งทักษะออกเป็นหลายๆ ส่วนย่อย เพื่อให้เน้นฝึกเป็นจุดๆไปเลย เช่นจะฝึกแต่ picking ก็ลงแต่ picking เท่านั้น

7. ติดตามความก้าวหน้าทุกฝีก้าว
การตระหนักตัวเอง เป็นปัจจัยที่ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้และขาดอะไร พยายามจดบันทึกสิ่งที่เราซ้อม และหมั่นตรวจเช็คว่าเราทำได้แล้วจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่ามีทักษะอะไรที่เรายังขาดไปอยู่บ้าง

rock-1511102_960_720

จริงๆ 7 ข้อนี้ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือทำยากอะไรเลย แต่ต้องมีความอดทน และสม่ำเสมอ ซึ่งความสม่ำเสมอหมั่นฝึกซ้อมก็คือกุญแจสุดสำคัญในการพัฒนาฝีมือไม่ว่าจะดนตรีหรือกะอะไรก็ตาม ขอให้เก่งกันไวๆ นะ

เลิกงงกันได้แล้ว! คอร์ดที่มี “/” เค้าเล่นกันแบบนี้

คอร์ดที่มี / เค้าเล่นกันยังไงน้า

น่าจะเคยเจอกันมาบ้าง อย่างคอร์ด C/B อะไรทำนองนี้
มันจะต้องเล่นคอร์ด C เอ๊ะ หรือว่าเล่น B หรือจัดมันทั้งสองคอร์ดพร้อมๆกัน ?

12

วันนี้เราจะมาเฉลยให้ฟัง

คอร์ดที่มี / เช่น C/B C/E G/B ทั้งหลายพวกนี้ มีชื่อเรียกว่า Slash Chord ‘คอร์ดสแลช’
ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ Slash มือกีต้าร์ Guns ‘n Roses ใดๆทั้งสิ้น 😛

ต้องมารู้กันก่อนว่าคอร์ดเกิดจากการเรียงของโน้ตหลาย ๆ ตัวพร้อม ๆ กัน ดังนั้นทุกครั้งที่เราจับคอร์ดจะต้องมี
” โน้ต ที่มีเสียงต่ำที่สุดในคอร์ด หรือก็คือโน้ตที่อยู่ตามสายบน ๆ ของกีต้าร์นั่นเอง เราเรียกว่า ‘โน้ตเบส’ ”

การเขียนว่า C/B อย่างนี้เป็นต้น คือ การบอกว่า จับคอร์ด C โดยให้โน้ตต่ำสุด(โน้ตเบส) เป็นโน้ต B นั่นเอง

การจะจัยคอร์ดประเภทนี้ได้ถูกต้อง จะต้องรู้ว่า โน้ตบนคอกีต้าร์มีอะไรบ้างนั่นเอง ยกตัวอย่าง C/B จะต้องจับ
e–0–
b–1–
g–0–
d–2–
a–2–
E–x–

จะเห็นว่าที่สาย 5 เราจะกดเฟรต 2 แทนที่จะเป็น 3 อย่างในคอร์ด C ทั่ว ๆ ไป
โดยเฟรต 2 สาย 5 คือโน้ต B

มาชมอีกตัวอย่าง คอร์ด C/G
e–0–
b–1–
g–0–
d–2–
a–3–
E–3–

เราเพิ่มโน้ตที่เฟรต 3 สาย 6 เข้าไป ซึ่งเป็นโน้ต G

มาถึงตรงนี้ มือใหม่ อาจจะงง หรือตัดพ้อเอาว่า ‘โอ้ย ก็ฉันจำโน้ตบนคอไม่ได้นี่นา งั้นเลิกเล่นเพลงนี้ไปเลยละกัน คอร์ดยาก…’

โนวววว ในดนตรีเรามีการประนีประนอมเสมอนาจาา ซึ่งก็คือ

เลิกสนใจ โน้ตเบส ไปซะ!
อย่าง C/B หรือ C/G ก็เล่นแค่ C, G/B ก็แค่ G ก็พอ ตรงนี้ก็พอกล้อมแกล้มไปได้

หรือ ถ้าคุณมีวงเล่น
ก็ให้มือเบสเป็นคนกด โน้ตเบส แทน

วันนี้ก็จบไปกับคอร์ด / ซึ่งไม่ได้ยากเลย แต่ต้องรู้จักโน้ตบนคอกีต้าร์เท่านั้นเอง ถ้าใครอยากจะให้เป๊ะ ๆ ก็ลองจำโน้ตบนคอ แล้วกดกันให้ถูกต้องดูกันเนอะ

ขอขอบคุณภาพจาก guitarnoise.com

ส่วนผสมในยางสน ปัจจัยลับทางเสียงดนตรีของไวโอลิน

เพราะหลากหลายทั้งสี และองค์ประกอบ หมดนี่ส่งผลต่อเสียงที่ให้กับไวโอลิน ก่อนจะเลือกซื้อ’ยางสน’ จำเป็นต้องทำความเข้าใจ’ยางสน’กันให้ถึงพริกถึงขิงซะหน่อย วันนี้เรามาดูกันว่ายางสนที่ผสมองค์ประกอบแบบไหน จะให้เสียงแบบใดบ้าง

1. ผสมทอง
ให้เสียงอบอุ่น ชัด ช่วยลดเสียงบาดหยาบของสายได้ดี เหมาะกับมือไวโอลินเดี่ยว ที่ต้องการโน้ตที่ชัดใส

2. ผสมเงิน
ให้เสียงที่กระจ่างใส แต่มีความหนักแน่น เหมาะกับการเล่นช่วงต้นคอเป็นอย่างยิ่ง

3. ผสมตะกั่ว-เงิน
มีความนิ่ม และไม่เหนียวเกินไป ให้ย่านเสียงที่เน้นโทนอบอุ่น โน้ตชัดเจน ให้ความรู้สึกสดใส

4. ผสมทองแดง
ให้เสียงที่อบอุ่น นิ่มนวล และยังทำให้เล่นได้ง่ายขึ้น เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ

ยางสน มีชื่อหรู ๆ ว่า ‘โคโลโฟนี่’ เดิมเป็นของขึ้นชื่อชั้นเลิศจากเมืองโบราณนาม ‘โคโลโฟน’ แห่งอาณาจักรลิเดีย บนเอเชียไมเนอร์ตะวันตกตามแผนที่ อันเป็นแหล่งผลิตยางสนชั้นเลิศ เพื่อการแพทย์ และพิธีกรรมเวทย์มนตร์

ยางสน kaplan art rosin

================================================
ขอขอบคุณ stringsmagazine.com

จะซื้อกลองไฟฟ้าสักชุด? มาลองดูวิธีเลือกซื้อกันหน่อยไหม

‘ช่วงปี70 กลองไฟฟ้าถือเป็นเครื่องดนตรีที่ล้ำยุคสมัยเกินไป’

ในตอนแรกที่กลองไฟฟ้าถูกประดิษฐ์ขึ้นมานั้น เนื่องจากความเซนซิทีฟที่มากเกินไป เทคโนโลยีเท่าที่มี ณ ตอนนั้นยังคงทำให้มันใช้เล่นและควบคุมได้ยาก
กลองไฟฟ้าปรากฏต่อหน้าวงการบันทึกเสียงครั้งแรก ตอนที่ Graeme Edge มือกลองวง Moody Blues นำสิ่งประดิษฐ์นี้ของเขาไปเล่นในเพลง Procession ในปี 1971
เขาให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า ‘ตอนที่ใช้เล่น กลองไฟฟ้าทำหน้าที่มันได้เจ๋งไปเลย แต่มันล้ำสมัยเกินไป…’

วงดนตรี The Moody Blues

วงดนตรี The Moody Blues (ภาพจาก Wikipedia.org)

แต่ตอนนี้ร่วมเข้าไป 40 ปีแล้ว กลองไฟฟ้าสมัยนี้ก็ดีกว่าสมัยแต่ก่อนมาก
ปัญหาก็คือทุกยี่ห้อมันก็ทำท่าว่าจะดีเหมือนกันไปหมด แล้วรุ่นไหนล่ะที่จะเรียกว่าพอดีสำหรับเราๆ วันนี้ทางเราขอเสนอ ‘ก่อนจะตัดสินใจซื้อกลองไฟฟ้าสักชุด ต้องดูอะไรบ้าง?’ ซึ่งในตอนแรก เรามาดูเทคนิคการเลือกกลองไฟฟ้าจากรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน

>> สินค้ายี่ห้อนี้ขึ้นชื่อเรื่องความคงทนไหม?
นอกจากจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ทริคเล็กๆน้อยอีกข้อก็คือ ลองสังเกตจากตัวโชว์ที่อยู่ตามร้าน(ถ้ามี) ตัวโชว์จะค่อนข้างผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านมือคนนับไม่ถ้วน ถ้าสังเกตแล้วว่าไร้รอยขีดข่วน แสดงว่ากลองยี่ห้อนี่ผ่านหลักสูตรเรื่องความคงทนมาแล้วแน่นอน

>> ใช้แป้น(pad)หรือหนังมุ้ง(mesh head)ดี?
แน่นอนว่าแป้นจะมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าไม่นับประเด็นเรื่องราคาแล้วละก็

ชนิด แป้น หนังมุ้ง
ข้อดี ขนาดเล็กพกพาง่าย ให้เสียงแน่นอนเหมือนเดิมตลอด สัมผัสคล้ายกลองจริง ตอบรับย่านเสียงมากกว่า จูนหนังกลองได้
เหมาะกับ ออกนอกสถานที่บ่อย
งานอัดลูปกลอง
งานดนตรีจริงจัง เล่นสด จะเห็นว่าแป้นและหนังมุ้งมีวิธีใช้งานคนละแบบ อย่าลืมเลือกแบบที่เหมาะกับเราด้วย

>> โมดูลกลองมีดีอะไรบ้าง?
โมดูลเปรียบสมอง ของกลองไฟฟ้า ทันทีที่รับสัญญานตีจากคนเล่น ระบบจะรับสัญญานและแปลงออกมาเป็นเสียง ถือเป็นตัววัดคุณภาพของกลองไฟฟ้าชุดๆนึงเลยทีเดียว โมดูลดีๆก็ให้เสียงที่ดีมีคุณภาพ และสิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อมามากที่สุด คือฟังก์ชันที่ติดมาให้ เช่น สามารถexportบันทึกการเล่นของเราได้ ยิ่งรุ่นดีๆ นอกจากจะเปลี่ยนโทนเสียงเครื่องตีแต่ละชิ้นได้แล้ว ยังสามารถอัพโหลดชุดเสียงของเราเองเข้าไปได้ด้วย
เรื่องโมดูลนี้ ต้องเลือกให้เหมาะกับความพอดีของเราว่าจะใช้ในเชิงไหน เพราะว่ายิ่งโมดูลฟังก์ชันเยอะราคาก็ยิ่งแพงนั่นเอง

>> แล้วเวลาแฝง(Latency)ล่ะ?
นี่เป็นประเด็นที่มักไม่กล่าวถึงเท่าไหร่ เวลาเรื่องซื้อกลองไฟฟ้าตามร้าน เวลาแฝงแปลง่ายๆ ก็คือ ‘ดีเลย์’ ดีๆนี่เอง เวลาแฝงคือเวลาในช่วงทั้งหมดตั้งแต่ตัวรับสัญญาน รับสัญญาน ส่งผ่านไปที่โมดูล โมดูลแปลงออกมาเป็นเสียง โดยทั่วไปกินเวลาในหลักมิลลิวินาที ซึ่งกลองไฟฟ้าที่ดีต้องมีเวลาแฝงน้อยๆ เราสามารถลองเช็คเวลาแฝงได้ด้วยการลองตีลงไปแล้วฟังเสียงที่ออกมา ถ้ารู้สึกว่ามันดีเลย์นิดๆ ก็ควรจะเก็บกลองไฟฟ้าชุดนั้นเอาไว้เป็นตัวเลือกท้ายๆจะดีกว่า

roland td-15k v drums

roland td-15k v drums

เป็นไงบ้าง หลักการเลือกซื้อกลองไฟฟ้าง่ายๆ สั้นๆ ก็จบแต่เพียงเท่านี้ บางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าบางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ก็คงเป็นเรื่องดีสำหรับชาวเราที่คิดหาซื้อกลองไฟฟ้าอยู่แน่ๆ ขอให้พบรักกับกลองไฟฟ้าดีๆ, นะ 😉

จบเพลงให้ทรงพลัง ด้วยคอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’

“คอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’ นี้มีความสามารถที่จะส่งเสริมการจบเพลงหรือท่อนสักท่อนได้ทรงพลัง เป็นทางคอร์ดที่นักแต่งเพลงหน้าใหม่ควรรู้จัก”

สังเกตุว่า การจบเพลงที่จบแบบ G >> C หรือ B >> E หรือในภาษาทฤษฎีคือ V >> I (คอร์ด 5 มา 1) จะให้ความรู้สึกจบที่ทรงพลังกว่าแบบอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างงั้น ไอ้ความทรงพลังนี้มันก็ไม่สุดซะทีเดียว เพราะมันก็มีวิธี ‘โมทางคอร์ด’ ให้ดูจบให้เนี้ยบให้สุดกว่านี้ได้อีก ซึ่งก็คือหัวข้อของเราในวันนี้

เราจะมารู้จักกับคอร์ดชื่อแปลก ๆ อย่าง ‘นีอาโพลิตัน’ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างคอร์ดของมันไม่ได้แปลกตามชื่อแต่ประการใด
แท้จริงแล้ว มันคือคอร์ดเมเจอร์ธรรมดา ที่มีหน้าที่เพิ่มพลังในการจบท่อนหรือบทเพลงได้เป็นอย่างดี

คอร์ดนีอาโพลิตันนั้นขึ้นอยู่กับ คีย์ของแต่ละเพลง ถ้าพูดแบบไม่ยึดติดภาษาทฤษฎีเลย คอร์ดตัวนี้จะเป็นคอร์ด Majorเสมอ เป็นคอร์ดตัวที่หนึ่งบนคีย์นั้น ๆ ติด #
เช่น คีย์ G ทั้ง Major และ Minor ซึ่งคอร์ดตัวแรกก็คือ G และ Gm พอติด # เป็น G# หรือ G#m ตามลำดับ แต่คอร์ดนีอาโพลิตันเป็นได้แต่ Major เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือ G# นี่คือคอร์ดนีอาโพลิตัน บนทั้ง 2 คีย์นี้

อาจจะงง แต่ลองมาดูตัวอย่างเพิ่ม
เช่น ในคีย์ C major, C minor คอร์ดนีอาโพลิตันจะเป็น C# และถ้าเป็นคีย์ A major รึ minor ก็จะเป็น A#

ถ้าพอเก็ทหลัก ก็จะรู้สึกง่าย ๆ ไปเลย

เราเกริ่นนำไปแต่แรกแล้วว่า วิธีจบที่ทรงพลังกว่าวิธีอื่น ๆ เราจะเอาคอร์ดนีอาโพลิตันไปแทรกไว้ข้างหน้าการจบแบบ V >> I
ถ้าเป็นในคีย์ C major, ทางคอร์ดจะเป็น C# >> G >> Cneapolitan_v_i

ซึ่งคอร์ดนีอาโพลิตันที่โผล่ออกมาก่อนหน้า ถูกใส่มาเพื่อเพิ่ม ‘ความขัดแย้ง’ ทำให้รู้สึกแปร่ง ๆ ขัด ๆ จนคลี่คลายด้วยการจบแบบทรงพลัง เปรียบเหมือนละครที่มี Climax ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายยังไงยังงั้นเลย

ใครที่อยากลองแต่งเพลง ก็รับคอร์ดนีอาโพลิตัน เข้าไปเป็น ‘แรงบันดาลใจเล็ก ๆ ซักหน่อย’ สิ 🙂

*ทั้งนี้คอร์ดชนิดนี้ ตั้งชื่อตาม สำนักดนตรีแห่งอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 18 คือ ‘สำนักนีอาโพลิตัน’ ซึ่งมักใช้คอร์ดนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นเอง คอร์ดนี้ถูกใช้ในเพลงสากลหลายเพลง อาทิเช่น Do You Want to Know a Secret ของ The Beatles และ Mother’s Little Helper ของ The Rolling Stones เป็นต้น

Chorus Effect เอฟเฟคที่เสียงเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

“เมื่อเลือกจะมีเอฟเฟคคอรัสไว้ในครอบครอง สิ่งที่ต้องถามตัวเองก็คือแนวดนตรีเราเป็นยุคไหน เลือกคอรัสให้เข้ากับแนวของเรา”

Boss CE-20 Chorus Ensemble

Boss CE-20 Chorus Ensemble

เอฟเฟคอย่าง Chorus มักถูกใช้เพื่อทำให้ไลน์ดนตรีมีความหนามากขึ้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของดนตรียุค 80 เลยทีเดียว เสน่ห์ที่เย็นวาบ เสียงดังว้องๆ ของมัน ถือเป็นลักษณะของแนวดนตรีของยุคนั้นเพราะมันถูกใช้อย่างล้นหลาม

แต่…ถึงแม้มันจะเป็นที่นิยมในยุค 80 เอฟเฟคชนิดนี้ก็ปรากฏแก่วงการดนตรีตั้งแต่ยุค 60 ไปแล้ว และถูกใช้โดยศิลปินผุ้ยิ่งใหญ่อย่าง Jimi Hendrix ด้วย

ความตั้งใจแต่เดิมของมันมีเพื่อจะ ‘เลียนเสียง Rotary Speaker’ หรือลำโพงที่ขณะทำงาน ตัวลำโพงจะหมุนไปด้วยพร้อม ๆ กัน ให้เสียงคล้ายออร์แกน
ตัววงจรถูกออกแบบให้แยกสัญญานออกเป็นสองส่วน ส่วนสัญญานกีต้าร์เดิม และสัญญานที่ถูกแปลงความถี่เล็กน้อย ผสมกับเข้าไปกับสัญญานเดิมโดยช้ากว่าเดิมในระดับมิลลิวินาที

แต่ทว่ามันกลับล้มเหลว
ถึงอย่างนั้น มันกลับให้เสียงดัง ‘ว้องๆ’ ที่เป็นลักษณะเฉพาะ กลายมาเป็นแม่แบบของเอฟเฟคตระกูลนี้ในเวลาต่อมา

ในยุค 60 คอรัสจะให้สัมผัสวูบ ๆ วาบ ๆ เสียงมีการ vibrato ทำให้เสียงเพี้ยนไป ๆ มา ๆ เป็นเอฟเฟคตระกูล uni-vibe

ในยุค 70 ให้เสียงในโทนสว่าง ออกคล้าย ๆ เสียงเครื่องเป่าทองเหลือง หาฟังได้จากเอฟเฟคคอรัสจาก Maxon

และในยุค 80 ให้เสียงว้อง ๆ ให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำ อย่างใน Boss – Super Chorus

Boss Super Chorus CH-1

Boss Super Chorus CH-1

ถ้าคิดจะใช้เอฟเฟคชนิดนี้แล้ว เลือกมันให้ตรงกับแนวของเพื่อน ๆ ด้วยนะ นอกจากนี้ก็ทำความเข้าใจกับปุ่มสำคัญต่าง ๆ บน Chorus สองปุ่ม คือ
Depth และ Rate
ปุ่ม Depth ทำให้เสียงจากเอฟเฟคได้ยินชัดขึ้น
ปุ่ม Rate ยิ่งเพิ่ม ยิ่งให้สัมผัสความรู้สึกวิงเวียน

=======================================
ขอขอบคุณช่อง Howcast และ Roland U.S. บน Youtube