6 ข้อผิดพลาด ของมือไวโอลินหน้าใหม่

มือใหม่หัดไวโอลิน มักจะทำข้อผิดพลาดกันอยู่เสมอ ข้อผิดพลาดพวกนี้หากไม่ปรับแก้ไขละก็จะติดตัวไปจนแก้ได้ยาก และทำให้เล่นยังไงก็ดูไม่โปรไม่เก่งซะที

music-726962_960_720
เราลองมาดูกันดีกว่าว่า 6 ข้อผิดพลาดที่ต้องรีบแก้ไขมีอะไรบ้าง

1. ทำข้อมือไม่มีแรง
การทำข้อมือซ้ายอ่อนพับ ถือว่าเป็นการผิดท่าจับไวโอลิน ทำให้จับโน้ตได้ไม่สะดวก และต้องออกแรงฝืนมาก ๆ ด้วย พยายามระลึกตัว จับไวโอลินกันให้ถูกต้องอยู่เสมอจะดีกว่า

2. กระแทกคันชัก
รู้สึกว่าโน้ต ฟังดูกระชาก ๆ ฟังไม่สม่ำเสมอรึเปล่า นั่นต้องแก้ที่สิธีการสีของเพื่อน ๆ แล้วล่ะ บางทีเราอาจจะเผลอ “กระแทก” คันชักลงไปบนสาย วิธีที่ถูกต้องคือค่อย ๆ แตะคันชักลงไปแล้วค่อย ๆ สีโดยให้หางม้าสัมผัสกับสายเท่า ๆ กัน

3. ปล่อยสายเพี้ยน
ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมากเลยสำหรับมือไวโอลิน ที่จะต้องมีทักษะการแยกโน้ตที่ดี เพราะว่าเราไม่มีปุ่มกดโน้ตชัด ๆ อย่างเปียโน การปล่อยให้สายเพี้ยนอยู่อย่างนั้น จะทำให้เราจำโน้ตเพี้ยน ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ดีเอามาก ๆ เลย

4. หอไหล่
เข้าใจว่าถ้าเล่นไปสักพักจะรู้สึกเหมือยล้าก็ไม่แปลก ถ้ารู้สึกอย่างนั้น แนะนำว่าให้พักก่อนจะดีกว่า อย่าปล่อยให้ตัวเองทำท่าเล่นไวโอลินแบบผิด ๆ เดี๋ยวจะจำติดไปเพราะความชิน

5. อาการนิ้วชี้เจ้าปัญหา
เพราะนิ้วชี้เหมือนเป็นจุดตั้งต้นของการวางมือ ถ้าจับโน้ตผิดตั้งแต่นิ้วชี้ จะทำให้นิ้วอื่น ๆ กดผิดตาม ๆ กันไปหมด

6. ถูยางสนขาด ๆ เกิน ๆ
ปริมาณยางสนถ้าน้อยเกินไปจะทำให้ไวโอลินฟังดูเหมือนเสียงหวีดผิวปากเบา ๆ และถ้ามากเกินไปเสียงจะฟังดูหยาบกระด้าง พอดี ๆ ทางสายกลางดีที่สุด

ถ้าเลิกทำพฤติกรรมเหล่านี้กันได้ รับรองว่าฝีมือย่อมพัฒนาขึ้นด้วยแน่นอน

===============================
ขอขอบคุณ takelessons.com

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (6) “ยางสนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน”

สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นไวโอลิน อาจจะสงสัยว่าก้อนเหลืองๆที่นักเล่นไวโอลินถูกับคันชักมันคืออะไร เอาไว้ทำอะไร กับเจ้าก้อนเหลืองๆเรียกว่า”ยางสน”

ยางสน rosin

ยางสน rosin

สาเหตุที่มันความจำเป็นนั่นเป็นเพราะ…

หางม้าเปล่าๆบนคันชัก หนืดไม่พอที่จะสีสายไวโอลินให้เกิดเสียงได้ ยางสนคือสิ่งที่ถูกใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ก่อนจะเล่นเราจำเป็นต้องถูยางสนลงบนหางม้า ทำให้หางม้ามีความเสียดทานพอจะสีจนเกิดเสียงได้ แต่ไม่ใช่แค่ละเลงถูยางสนลงไป เราจำเป็นต้องเข้าใจกันก่อนว่ายางสนแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน

ขั้นแรกเราต้องเลือกยางสนโดยดูจากสี สีของยางสนจะบ่งบอกความแตกต่าง สีเข้มจะเหนียวน้อยกว่า สีอ่อนเหนียวกว่า ทั้งนี้ความเหนียวมากเหนียวน้อยของยางสนส่งผลต่อเสียงของโวโอลินด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆ ความเหนียวที่มากอาจทำให้เสียงออกมาสากๆ ในขณะที่น้อยไปอาจจะได้เสียงไม่ถึงที่เราต้องการ

เมื่อเลือกยางสนที่เข้ากับรสนิยมแล้ว ขั้นต่อไปเป็นขั้นแกะกล่อง ยางสนในทีแรกที่เปิดกล่องออกมา ไม่สามารถใช้ถูได้เลยเพราะมันไม่ติดกับหางม้า ควรทำให้ผิวหน้าของยางสนมีความหยาบก่อน เช่นใช้มีดกรีดหน้ายางสนเป็นรอยรูปตาราง เป็นต้น

การถูยางสนต้องระมัดระวังไม่ให้ยางสนไปโดนแถบเหล็ก ด้วยการให้นิ้วโป้งอยู่ตรงแถบเหล็กนั้น แล้วเริ่มถูเป็นช่วงๆ จนทั่วทั้งหางม้า สังเกตว่าจะมีผงขาวๆตามหางม้า สำหรับหางม้าที่ถูด้วยยางสนแล้ว ห้ามเอามือไปโดนเด็ดขาด เพราะความมันจากมือของเราทำให้ไปติดกับยางสนบนหางม้าทำให้สีกับสายได้ไม่ดี เสียงแย่ได้

เมื่อรู้จักกับยางสนและรู้ว่าต้องใช้ยังไงกับไวโอลินของเราแล้ว คำถามต่อไปอาจจะเป็นเรื่องที่ว่าควรถูบ่อยแค่ไหน เรื่องความถี่ในการถูยางสนนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว บางคนก็ทำทุกวันที่เล่น แต่ที่แน่ๆเลยก็คือถ้าเกิดคุณภาพเสียงไวโอลินตกเมื่อไร ควรนึกถึงการถูยางสนเป็นอันดับแรก

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Violinstudent และ Youtube Channel ของ Andrew Mercer

มารู้จักกับเอฟเฟคเสียงวูบวาบ Phaser

Phaser หรือ Phase Shifter เป็นเอฟเฟคที่ทำเสียงวูบวาบ ออกจะคล้ายเสียง Wah อยู่บ้าง แรกฟลิตถูกใช้เพื่อจำลองเสียงลำโพงหมุน (Rotary Speaker) แต่กลายเป็นว่ามันดันมาเป็นเอฟเฟคเสียงในแบบของมันเอง

JoYo Vintage Phase JF-06

เอฟเฟคชนิดนี้เป็นที่นิยมสุดขีดในยุค 70 และยังคงปรากฏในเพลงแนวต่าง ๆ ในสมัยต่อ ๆ มา โดยถูกใช้ตั้งแต่ในเพลงแนวเมทัล ฮาร์ดร็อค พังค์ คันทรี่ และเรกเก้ ตัวอย่างการใช้ Phaser ในเพลงดัง ๆ ก็มี Anarchy in the UK โดยวงพังค์ตลอดกาล Sex Pistols และ เพลง Eruption ของ Eddie Van Halen มือกีต้าร์พระกาฬ

หลักการทำงานของมัน คือการแบ่งสัญญานเป็นสองส่วน คือ ส่วนเดิม กับ ส่วนที่ถูกแปลงเฟส (Phase) การแปลงเฟสก็คือการเปลี่ยนรูปคลื่นให้เหลื่อมองศากันออกไป (Phaser จึงมักระบุด้วยตัวเลขกำกับ คือตัวเลขเฟสที่ต่างกันนั่นเอง) เฟสที่ต่างกัน 180 องศา จะได้คลื่นกลับหัว พอเปลี่ยนองศาแตกต่างไปอีกที่ 360 องศา จะกลับมาเป็นรูปคลื่นเดิม ตรงนี้อาจจะยากนิดนึง แต่เอาเป็นว่าคลื่นที่ถูกแปลงเฟส จะถูกรวมกับคลื่นเดิม ซึ่งบางครั้งจะเกิดการหักล้างกันตามจุด ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือมีช่วงคลื่นบางส่วนถูกกลบหายไป เสมือนโดน ‘ฟิลเตอร์’ นั่นเอง และนั่นเป็นที่มาที่ว่าทำไมมันจึงมีเสียงคล้าย ๆ พวก Wah พวก Auto-Filter แต่จะแตกต่างตรงนี้ฟิลเตอร์ย้ายตำแหน่งกรองไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับคลื่นเสียง แถมยังกำหนดความเร็วได้ด้วย

ความเจ๋งของ Phaser คือการให้สัมผัสของการเคลื่อนไหว ยิ่งใช้ร่วมกับพวกเสียงแตก จะช่วยเปลี่ยนเนื้อเสียง และให้ความรู้สึกถึงความเร็วเฟี้ยวฟ้าว ถ้าลองฟังตัวอย่างในเพลง Anarchy in the UK ด้านบนจะสัมผัสความเป็น Phaser อ่อน ๆ ในไลน์กีต้าร์ ความรู้สึกไม่นิ่งของเอฟเฟคตัวนี้ ช่วยเร่งขับจังหวะความรู้สึก ให้ดูรวดเร็วเหมือนบิดมอเตอร์ไซค์ แต่ถ้าปรับดี ๆ ก็ยังใช้ในอารมณ์หลอน ๆ ได้อีก อย่างเพลง Paranoid Andriod ของ Radiohead ได้อีก

BOSS PH-3 Phase Shifter

BOSS PH-3 Phase Shifter

หน้าที่หลัก ๆ ของ Phaser ก็จะมีใช้กับ
-ดนตรีไลน์ประดับ โน้ตสั้น ๆ ประดับเพลง ช่วงท่อนร้องธรรมดา เสริมอารมณ์
-ท่อนโซโล่ ใช้บ่อยมาก ๆ โดย Van Helen ช่วยทำให้เนื้อเสียงหนาขึ้น
-การตีคอร์ด ให้ความรู้สึกแกว่ง ๆ เหมาะกับการตีคอร์ดแบบช้า ๆ เชื่อง ๆ

Phaser เป็นเอฟเฟคที่น่าใช้มาก ๆ เลย สำหรับใครสนใจซาวด์ Ambient หรืออยากจะย้อนยุคไปสมัย 70 ก็เลิศเลอทั้งนั้นเลย

==============================================================
ขอขอบคุณ Dave Hunter – Guitar Amps and Effect for Dummies และ guitarworld.com

วันละ 30 นาทีกับแบบฝึกไวโอลิน

การฝึกไวโอลินให้พื้นแน่น ๆ อาจใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้น! ก็ต้องขอขอบคุณ onlineviolineducation.com
ที่เขาช่วยลิสท์รายการฝึกต่อไปนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้อย่างละ 3 นาทีทุกวัน เพื่อน ๆ ที่อยากเก่ง ๆ ลองฝึกกันตามนี้ดูนะ

violin-35272_960_720

ช่วงแรก (รวม 15 นาที)
– ฝึก shift โดยใช้นิ้วเดิม
– ฝึกการเคลื่อนไหวของนิ้วมือข้างขวา
– ไล่สเกล (เน้นมือซ้าย)
– ฝึกทักษะการสี
– ฝึก vibrato

ช่วงสอง (รวม 15 นาที)
– ไล่สเกล (เน้นมือขวา)
– ฝึกจับฟิงเกอร์บอร์ดหลาย ๆ position
– ฝึก shift โดยสลับนิ้ว
– ฝึกความแข็งแรงของนิ้วนาง
– ไล่สเกลด้วยการสีไปด้วย

สิริรวมครึ่งชั่วโมง ถ้าทำได้เป็นกิจจะลักษณะละก็ จะทำให้เรามีพื้นฐานที่แน่น และทำให้พัฒนาทักษะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย

5 สเต็ปปรับหน้าตู้ ให้ได้ซาวด์ลงตัว

คำว่าซาวด์ดีซาวด์ลงตัว เป็นใครก็อยากได้ทั้งนั้น แต่มันหมายความว่ายังไงกับคำว่า “ลงตัว”?

ยกตัวอย่างตำนานร็อคทั้งหลายเลย Jimi Hendrix, Eric Clapton, Jimmy Page และอีกมากมาย สิ่งที่พวกเขามีคือซาวด์เสียงแตกร็อคๆ แต่กลับยัง เหลือความคมชัดของโน้ตอยู่ และยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ได้อีก นี่แหละที่เรียกว่าลงตัว!

ซึ่งต่างจากที่คนส่วนใหญ่ทำได้คือเสียงแตกอย่างเดียว ขาดเสน่ห์ และโน้ตฟังไม่ชัดอีกต่างหาก

สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคงหนีไม่พ้นการปรับหน้าตู้ แต่ส่วนใหญ่มักทำกันแบบมวยวัด แค่ว่าเข้าไปหมุนๆบิดๆ เพิ่มเบสนิด ลดเทรเบิ้ลหน่อย ใครได้ซาวด์ลงตัวก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าใครยังไม่ได้ หรือว่าอยากลองปรับแบบมีขั้นมีตอนบ้างละก็ วันนี้ทางเราจะมานำเสนอเทคนิคการปรับหน้าตู้เล็กๆน้อยๆ ที่ทางเว็บไซต์ Gibson เขานำมาเผยแพร่ เพื่อให้เพื่อนๆไปทดลอง เผื่อจะได้เสียงที่ลงตัวกัน

blackstar-id-core-stereo-10-guitar-amp-angle copy

เริ่มแรกเลยเมื่อ set up เครื่องไม้เครื่องมือเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ

1. ปรับให้ EQ ตู้แอมป์ ทุกย่านอยู่ตรงกลางให้หมด

2. ค่อยๆปรับเพิ่ม Volume ไปเรื่อยๆ จนเสียงฟังดูอิ่มตัว ช่วงที่ได้เสียงที่แน่น ชัดเจน ทั้งที่เล่นเป็นโน้ต และคอร์ด ‘ตรงนี้จะเป็นจุดที่พอดีที่สุด ก่อนที่เสียงจะเริ่มแตก’

3. เมื่อได้จุดที่พอใจแล้ว ให้เริ่มปรับ EQ เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา

4. ถึงตอนนี้ใครต้องการเสียงแตกก็ค่อยปรับ gain เอา แต่ต้องระวังไม่ให้ gain มากเกินไป เพราะจะทำให้ความคมชัดหายไปด้วย

5. สุดท้าย เราค่อยเติมสิ่งที่ขาดไปในเสียงของเราด้วย effect ต่างๆ

ตรงนี้เป็นไกด์ไลน์เบื้องต้น บางคนอาจจะทดลองด้วยตัวเองแล้วเจอความลงตัวในแบบของตัวเองก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเพื่อนคนไหนยังหาเสียงตัวเองไม่เจอ และถ้ายังไม่เคยลอง ก็น่าจะลองดูบ้าง เผื่อจะเจอเสียงของตัวเองก็เป็นได้

Vox-MINI5-8 effects

Vox-MINI5-8 effects

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (7) “มีคนที่เล่นเก่งกว่าเรา อายุน้อยกว่าเรา”

วันนี้เป็นตอนสุดท้ายในชุด ‘7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน’ สิ่งที่อยากจะพูดในวันนี้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคอะไรเลย แต่เป็นเรื่องความรู้สึกล้วนๆ เมื่อเราเข้ามาสู่โลกแห่งไวโอลิน เราจะได้พบนักไวโอลินมากมายหลายคน และหลายๆคนนั้นต่างก็เก่งกว่าเราทั้งนั้น บางคนอาจจะอายุน้อยมาก บางคนอาจจะพัฒนาฝีมือได้ไวกว่าเรา

violin-1106079_1920

มันอาจจะเป็นเรื่องน่าท้อใจ กับการต้องเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนในชุมชนที่มีคนเก่งกว่าเรามากมาย

แต่!

ให้รู้ไว้ว่านี่เป็นธรรมดาสากลในโลกของดนตรี ยกตัวอย่าง Paul Gilbert มือกีต้าร์ร็อคชื่อดัง ยังต้องทึ่งเลยเมื่อไปเจอเด็กสาวอายุแค่ 8 ขวบ เล่นเพลงของเขาเอง ที่มีความยากในระดับสูง เรียกได้ว่าวัดรอยเท้ากันเลยทีเดียว

ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดนตรีของ Gilbert จบลงไปจริงไหม 🙂 เหมือนกัน การเล่นไวโอลินหรือจะเครื่องดนตรีชนิดไหนๆของเพื่อนๆ ก็ยังไม่จบลง

มันไม่ใช้การต่อสู้ฆ่าฟันนี่นา ดนตรีน่ะ

เป้าหมายที่เหมือนกันคือการแสดงออกผ่านเสียงดนตรีต่างหาก เนอะว่าไหม

หวังว่าบทความในชุดนี้ จะเพิ่มความเข้าใจให้นักไวโอลินหน้าใหม่ๆได้ (รวมถึงเพื่อนๆคนอื่นด้วยที่ไม่ได้เล่นไวโอลินก็ตาม) วันนี้ขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกับบทความชุดใหม่

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Artistworks

ความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับ Bypass เอฟเฟค

‘สัญญานเสียง ทุกครั้งที่ผ่านแจ็ค ผ่านเอฟเฟค ผ่านตัวกลางต่าง ๆ จะมีการสูญเสียของสัญญานอยู่เสมอ’

การสูญเสียสัญญานเสียงถือเป็นเรื่องน่ากลัวของนักดนตรี เพราะมันหมายถึงว่า ‘เสียงจากเครื่องดนตรี จะแย่ลง ไม่คมชัดอย่างที่ควรจะเป็น’ การผ่านเอฟเฟคแต่ละก้อนสามารถทำให้สูญเสียสัญญานได้ และนั่นเป็นที่มาของ ‘Bypass 2 ชนิด’

ทุกครั้งที่ต่อเอฟเฟคโดยที่ไม่เปิดสวิทช์ ตัวเอฟเฟคจะทำหน้าที่เป็น Bypass หรือก็คือเป็น ‘ทางผ่าน’ เฉย ๆ ให้กับสัญญานเสียงเสมอ ถ้าทางผ่านเสียงนี้ไม่ได้ผ่านวงจรอะไรเลย เราเรียก ‘True Bypass’ บางคนมองว่ามันเป็นวิธีรักษาสภาพเสียงของเราให้คมชัด ไม่ถูกรบกวนด้วยเอฟเฟคก้อนต่าง ๆ

อีกชนิดที่อยู่ตรงข้ามกันเราเรียก ‘Buffered Bypass’ ซึ่งจะผ่านวงจรชนิดหนึ่งที่พยายามรักษาสัญญานเข้าและออกเอฟเฟคให้ออกมาเท่าเดิม บางคนว่าการผ่านวงจรจะเป็นการรบกวนสัญญานเสียงอย่างหนึ่ง แต่เป็นยังงั้นเสมอไปหรือเปล่านะ?

1. True Bypass ต้องดีที่สุดใช่ไหม?
ตอบ:
ไม่เสมอไป สำหรับการต่อเข้าแอมป์ด้วยสายแจ็คสั้น ๆ True Bypass ทำหน้าที่ของมันได้ดี แทบไม่มีผลต่อสัญญานเสียงเลย แต่ยิ่งใช้สายแจ็คที่ยาวขึ้นปัญหาที่พบคือ มี ‘การสูญเสียย่านเสียงสูง’ ขึ้น เสียงไม่คมชัดเท่าเดิม แต่ก็แก้ได้ด้วยการต่อเอฟเฟค Buffer

spark-mini-booster-front

spark-mini-booster-front

2. ถ้างั้นใช้ Buffered Bypass ให้หมดเลยก็ดีกว่าสิ?
ตอบ:
ไม่เลย วงจร Buffer สามารถส่งเสียงรบกวนเข้าไปในสัญญานเสียงเราได้ และจะยิ่งผนวกกันมากเรื่อย ๆ หากต่อเข้ากับเอฟเฟคแบบ Buffered Bypass หลาย ๆ ก้อน ทำให้ซาวด์แย่ขึ้น

3. อ้าว งั้น Buffered Bypass ก็ไม่ดีจริง ๆ เหรอ?
ตอบ:
ทั้งใช่และก็ไม่ใช่ มี Buffer ดีและไม่ดี ปน ๆ กันไปในตลาด ตัวอย่างเอฟเฟค Buffered Bypass ที่ไม่ดีคือ Dunlop Crybaby ต่อละเสียงโดนกลืน และ Boss MT-2 ต่อแล้วเสียงไม่คมชัด เป็นต้น

เอฟเฟค-BOSS-MT-2

4. สรุปเลยได้ไหม ตกลงจะ True หรือ Buffered Bypass?
ตอบ:
แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ เลือกหาเอฟเฟค True Bypass เอาไว้จะดีที่สุด โดยมี Buffered Bypass ดี ๆ สักหนึ่งอัน ถือว่ากว้างและเหมาะกับทุกสถานการณ์ที่สุด

คิดว่าบทความนี้ น่าจะช่วยไขข้อข้องใจของใครหลาย ๆ คน ว่าควรจะเลือก Bypass แบบไหนมาเข้าแผงเอฟเฟคนะ 😉

ขอขอบคุณ harmonycentral.com, jhspedals.com และชาแนล CSGuitars บน Youtube.com

หยุดฝึกก่อนดีไหม ถ้าคุณมีพฤติกรรมแบบนี้!

‘ผลจากการวิจัย* พบว่า การทำอะไรซ้ำ ๆ ทำให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้แย่ลง!’

ภาพจาก shutterstock

ภาพจาก shutterstock

ตามที่เค้าวิจัยออกมา อาจจะจริงอยู่ว่าการจะจดจำอะไรสักอย่างหนึ่งย่อมมาจากการที่เจอกับมันซ้ำ ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการจำแนงแจกแจงสิ่งคล้าย ๆ กันดันแย่ลงไปซะเฉย ๆ
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เราควรจะเลิกพฤติกรรมการฝึกที่วนเวียนอยู่กับการทำซ้ำ ๆ ต่อไป อย่าง

1. ทำตัวแบบเทปบันทึกเสียงเจ๊งกะบ๊ง
บางคนพยายามเล่นให้เป๊ะ ด้วยวิธีซ้อมแบบเล่นท่อนเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ที่ tempo ระดับเดิม

2. เข้าโหมดพลขับอัตโนมัติ
หรือบางคนตะแบงเล่นเพลงจนจบเพลง จะผิดจะถูกไม่รู้ แต่ต้องเล่นมันจนจบให้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าวิธีนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเอาซะเลย ข้อดีของมันคือ มันทำให้เรามองเห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำหลังจากนั้นคือการค่อย ๆ แกะทีละท่อน และบรรลงเล่นอย่างละเอียดลออ
ถ้าเกิดว่าจมอยู่กับการเล่นมุดหัวจมท้ายไปจนจบ เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย เปลืองเวลาและพลังชีวิตโดยใช่เหตุ

3. เคล้าสองวิธียอดแย่ข้างต้นเข้าด้วยกัน
นี่คืออภิมหาคอมโบประลัย ของการฝึกยอดแย่สองอย่างผสมกัน เล่นแบบมุทะลุไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมจนจบเพลง ซ้ำยังไม่พอเล่นมันซ้ำ ๆ เหมือนบันทึกเทปเสียติดลูป

ผลจากทั้ง 3 ข้อคือ เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสียกับเสีย, เสียที่หนึ่ง เสียเวลาชีวิต เพราะการฝึกเหล่านี้เป็นการทำซ้ำ ๆ ที่เสี่ยงทำให้อาจเกิดอาการ’ติด’วิธีเล่นผิด ๆ จนแก้ได้ยาก และอาจจะต้องมาเสียเวลาแก้อีก
สอง เสียความมั่นใจ การทำซ้ำ ๆ ลวก ๆ ทำให้เราไม่เข้าใจว่าส่วนยิบส่วนย่อยนั้นมันเล่นเป๊ะ ๆ ยังไงกันแน่ มันทำให้เราไม่กล้าโชว์พาวมาก เสียเซลฟ์ที่สุด
สาม เสียทักษะการเรียนรู้ จากที่จั่วหัวไว้เลย ตามนั้น

และควรทำยังไงล่ะที่นี้?

อีกงานวิจัย** หนึ่งกล่าวว่า ยิ่งเรามีความรู้ที่ ‘กว้าง’ มากเท่าไหร่ ยิ่งจะเป็นเรื่องง่ายในการดึงองค์ความรู้ออกมาจากสิ่งที่พบเจอ

ดังนั้นเราควรจะมี ‘การฝึกอย่างสุขุม’ นี่คือ การเพิ่มความ ‘กว้าง’ ให้กับการฝึก นี่ต่างหาก ไม่ใช่การทำซ้ำ ๆ ซึ่งก็ด้วยการ
– ฝึกอย่างช้า ๆ บรรจง ทำซ้ำ ๆ ให้น้อยที่สุด
– ลงรายละเอียดทีละตัวโน้ต เลือกเฟ้นวิธีที่จะ’บรรยาย’โน้ตแต่ละตัวออกมา กระแทกเกินไป? เบาไป? จะให้โน้ตยาวแค่ไหน?
– พยายามหาวิธีใหม่ ๆ ที่จะพัฒนารายละเอียดแต่ละอย่าง

จะเห็นว่าการฝึกแบบนี้จะเพิ่มความ ‘กว้าง’ ในการบรรยายรายละเอียดลงไปที่แต่ละโน้ต ๆ ไป และเน้นที่ความเป็นตัวเอง ความพอใจในทักษะการยรรยายทางดนตรีของเราเอง

การฝึกที่ทำอะไรซ้ำ ๆ มีแต่บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเรา ทำให้เรียนรู้สิ่งใหม่ได้แย่ กลับกันการฝึกแบบสุขุม ลงรายละเอียด เลือกสรรบรรจงใส่ด้วยเทคนิคที่กว้าง และใหม่ตลอดเวลา จะสอดรับกับลักษณะการเรียนรู้ที่ผลวิจัยประเมินว่าแล้วว่าดีที่สุด

ลองหันมาฝึกแบบนี้กันดูนะ 😉

==============================================
*Zachariah M. Reagh และ Michael A. Yassa – Repetition strengthens target recognition but impairs similar lure discrimination: evidence for trace competition
**Radboud University Nijmegen – How the brain builds on prior knowledge

ขอขอบคุณ lifehacker.com และ sciencedaily.com

10 วิธีทำซาวด์ย้อนยุคคราวปู่ (ยุค50-60)

เอาใจสายวินเทจ รีโทรกันบ้าง สำหรับใครที่อยากจะได้ซาวด์โบราณคราวพ่อคราวปู่ ลองทำ 10 ข้อนี้กันดู

1. ใช้สายกีต้าร์ขนาดใหญ่
สายกีต้าร์ขนาดเล็ก เพิ่งมาถูกผลิตในยุคหลัง ๆ นี่เอง จะเริ่มวินเทจแนะนำสายขนาด 11 ขึ้นไป

2. ทิ้งปิ้กไปซะ
คนสมัยนู้น เขาไม่ดีดปิ้กกัน เขาใช้นิ้ว ข้อดีคือจะได้เสียงโทนอบอุ่นห้วน ๆ

3. ปรับแอมป์ gain ต่ำ ๆ เข้าไว้
ก่อนปลายยุค 60 แอมป์ไม่มีลูกบิดปรับ gain การจะทำเสียงแตกเกินจากการปรับ volume สูง ๆ เอาแทน การปรับ gain ต่ำ ๆ จะได้ลักษณะเด่นในสมัยนั้นคือซาวด์โทนอบอุ่น รุ่มรวยย่านกลางต่ำ

Vox AC15C1

Vox AC15C1

4. สรรหาเอฟเฟคเก่า ๆ
หาซื้อเอฟเฟครุ่นเก่า ๆ รุ่นแรก ๆ ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าต้องได้ซาวด์เก่า ๆ ชัวร์

5. บิดปุ่มโทนบนกีต้าร์
เพลงเก่า ๆ ซาวด์ค่อนข้างจะออกทุ้มต่ำ หมุนโทนไปทางนั้น

6. บันทึกเสียงด้วยไมค์
ก่อนจะล่วงเข้ายุค 60 การอัดเพลงทำด้วยการตั้งไมค์ไม่กี่ตัว แล้วอัดด้วยการเล่นสดยกวง

7. ลองแนวอะคูสติกบ้าง
ศิลปินผู้โด่งดังในสมัยกระโน้นอย่าง Everly Brothers ก็มาในสไตล์อะคูสติก

Martin-000X1AE-body

Martin-000X1AE-body

8. ทำเพลงให้เรียบง่าย
ดนตรีสมัยเก่าก่อน ไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะแยะมาก เน้นเมโลดี้ง่าย ๆ ทื่อ ๆ ไปเลย

9. ใช้กีต้าร์ semi-hollow หรือ hollow body
ในช่วงก่อน 1950 มีแต่ Hollow Body เท่านั้น

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

Epiphone Inspired by John Lennon Casino

10. ใช้เอฟเฟค Reverb กับ Tremolo
ในสมัยนั้นมีเอฟเฟค(ที่ติดมากับแอมป์) แค่สองชนิด คือ Reverb กับ Tremolo

RV-5-DIGITAL-REVERB

RV-5-DIGITAL-REVERB

ทำแค่ไม่กี่อย่างในนี้ก็เพิ่มความย้อนยุคเก๋า ๆ ให้ซาวด์คุณ ๆ กันได้แล้ว

=========================================
ขอขอบคุณ Gibson.com

เลิกงงกันได้แล้ว! คอร์ดที่มี “/” เค้าเล่นกันแบบนี้

คอร์ดที่มี / เค้าเล่นกันยังไงน้า

น่าจะเคยเจอกันมาบ้าง อย่างคอร์ด C/B อะไรทำนองนี้
มันจะต้องเล่นคอร์ด C เอ๊ะ หรือว่าเล่น B หรือจัดมันทั้งสองคอร์ดพร้อมๆกัน ?

12

วันนี้เราจะมาเฉลยให้ฟัง

คอร์ดที่มี / เช่น C/B C/E G/B ทั้งหลายพวกนี้ มีชื่อเรียกว่า Slash Chord ‘คอร์ดสแลช’
ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ Slash มือกีต้าร์ Guns ‘n Roses ใดๆทั้งสิ้น 😛

ต้องมารู้กันก่อนว่าคอร์ดเกิดจากการเรียงของโน้ตหลาย ๆ ตัวพร้อม ๆ กัน ดังนั้นทุกครั้งที่เราจับคอร์ดจะต้องมี
” โน้ต ที่มีเสียงต่ำที่สุดในคอร์ด หรือก็คือโน้ตที่อยู่ตามสายบน ๆ ของกีต้าร์นั่นเอง เราเรียกว่า ‘โน้ตเบส’ ”

การเขียนว่า C/B อย่างนี้เป็นต้น คือ การบอกว่า จับคอร์ด C โดยให้โน้ตต่ำสุด(โน้ตเบส) เป็นโน้ต B นั่นเอง

การจะจัยคอร์ดประเภทนี้ได้ถูกต้อง จะต้องรู้ว่า โน้ตบนคอกีต้าร์มีอะไรบ้างนั่นเอง ยกตัวอย่าง C/B จะต้องจับ
e–0–
b–1–
g–0–
d–2–
a–2–
E–x–

จะเห็นว่าที่สาย 5 เราจะกดเฟรต 2 แทนที่จะเป็น 3 อย่างในคอร์ด C ทั่ว ๆ ไป
โดยเฟรต 2 สาย 5 คือโน้ต B

มาชมอีกตัวอย่าง คอร์ด C/G
e–0–
b–1–
g–0–
d–2–
a–3–
E–3–

เราเพิ่มโน้ตที่เฟรต 3 สาย 6 เข้าไป ซึ่งเป็นโน้ต G

มาถึงตรงนี้ มือใหม่ อาจจะงง หรือตัดพ้อเอาว่า ‘โอ้ย ก็ฉันจำโน้ตบนคอไม่ได้นี่นา งั้นเลิกเล่นเพลงนี้ไปเลยละกัน คอร์ดยาก…’

โนวววว ในดนตรีเรามีการประนีประนอมเสมอนาจาา ซึ่งก็คือ

เลิกสนใจ โน้ตเบส ไปซะ!
อย่าง C/B หรือ C/G ก็เล่นแค่ C, G/B ก็แค่ G ก็พอ ตรงนี้ก็พอกล้อมแกล้มไปได้

หรือ ถ้าคุณมีวงเล่น
ก็ให้มือเบสเป็นคนกด โน้ตเบส แทน

วันนี้ก็จบไปกับคอร์ด / ซึ่งไม่ได้ยากเลย แต่ต้องรู้จักโน้ตบนคอกีต้าร์เท่านั้นเอง ถ้าใครอยากจะให้เป๊ะ ๆ ก็ลองจำโน้ตบนคอ แล้วกดกันให้ถูกต้องดูกันเนอะ

ขอขอบคุณภาพจาก guitarnoise.com

จบเพลงให้ทรงพลัง ด้วยคอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’

“คอร์ด ‘นีอาโพลิตัน’ นี้มีความสามารถที่จะส่งเสริมการจบเพลงหรือท่อนสักท่อนได้ทรงพลัง เป็นทางคอร์ดที่นักแต่งเพลงหน้าใหม่ควรรู้จัก”

สังเกตุว่า การจบเพลงที่จบแบบ G >> C หรือ B >> E หรือในภาษาทฤษฎีคือ V >> I (คอร์ด 5 มา 1) จะให้ความรู้สึกจบที่ทรงพลังกว่าแบบอื่น ๆ

แต่ถึงอย่างงั้น ไอ้ความทรงพลังนี้มันก็ไม่สุดซะทีเดียว เพราะมันก็มีวิธี ‘โมทางคอร์ด’ ให้ดูจบให้เนี้ยบให้สุดกว่านี้ได้อีก ซึ่งก็คือหัวข้อของเราในวันนี้

เราจะมารู้จักกับคอร์ดชื่อแปลก ๆ อย่าง ‘นีอาโพลิตัน’ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างคอร์ดของมันไม่ได้แปลกตามชื่อแต่ประการใด
แท้จริงแล้ว มันคือคอร์ดเมเจอร์ธรรมดา ที่มีหน้าที่เพิ่มพลังในการจบท่อนหรือบทเพลงได้เป็นอย่างดี

คอร์ดนีอาโพลิตันนั้นขึ้นอยู่กับ คีย์ของแต่ละเพลง ถ้าพูดแบบไม่ยึดติดภาษาทฤษฎีเลย คอร์ดตัวนี้จะเป็นคอร์ด Majorเสมอ เป็นคอร์ดตัวที่หนึ่งบนคีย์นั้น ๆ ติด #
เช่น คีย์ G ทั้ง Major และ Minor ซึ่งคอร์ดตัวแรกก็คือ G และ Gm พอติด # เป็น G# หรือ G#m ตามลำดับ แต่คอร์ดนีอาโพลิตันเป็นได้แต่ Major เท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือ G# นี่คือคอร์ดนีอาโพลิตัน บนทั้ง 2 คีย์นี้

อาจจะงง แต่ลองมาดูตัวอย่างเพิ่ม
เช่น ในคีย์ C major, C minor คอร์ดนีอาโพลิตันจะเป็น C# และถ้าเป็นคีย์ A major รึ minor ก็จะเป็น A#

ถ้าพอเก็ทหลัก ก็จะรู้สึกง่าย ๆ ไปเลย

เราเกริ่นนำไปแต่แรกแล้วว่า วิธีจบที่ทรงพลังกว่าวิธีอื่น ๆ เราจะเอาคอร์ดนีอาโพลิตันไปแทรกไว้ข้างหน้าการจบแบบ V >> I
ถ้าเป็นในคีย์ C major, ทางคอร์ดจะเป็น C# >> G >> Cneapolitan_v_i

ซึ่งคอร์ดนีอาโพลิตันที่โผล่ออกมาก่อนหน้า ถูกใส่มาเพื่อเพิ่ม ‘ความขัดแย้ง’ ทำให้รู้สึกแปร่ง ๆ ขัด ๆ จนคลี่คลายด้วยการจบแบบทรงพลัง เปรียบเหมือนละครที่มี Climax ในช่วงหัวโค้งสุดท้ายยังไงยังงั้นเลย

ใครที่อยากลองแต่งเพลง ก็รับคอร์ดนีอาโพลิตัน เข้าไปเป็น ‘แรงบันดาลใจเล็ก ๆ ซักหน่อย’ สิ 🙂

*ทั้งนี้คอร์ดชนิดนี้ ตั้งชื่อตาม สำนักดนตรีแห่งอิตาลีสมัยศตวรรษที่ 18 คือ ‘สำนักนีอาโพลิตัน’ ซึ่งมักใช้คอร์ดนี้อยู่บ่อยครั้งนั่นเอง คอร์ดนี้ถูกใช้ในเพลงสากลหลายเพลง อาทิเช่น Do You Want to Know a Secret ของ The Beatles และ Mother’s Little Helper ของ The Rolling Stones เป็นต้น

3+2 วิธี Metal ในแบบไม่ใช้ Distortion

แต่เราจะใช้เอฟเฟค Fuzz มาทำเมทัล!

Carlsbro Fuzz

Carlsbro Fuzz

ใครจะเล่นเมทัล มักจะมอกหาเอฟเฟคอย่าง Distortion ไม่ก็ Metal Zone มาหาใช้กันแน่นอน แต่เอาเข้าจริง
เราอาจไม่จำเป็นจะต้องใช้เอฟเฟคจำพวกนั้นก็ได้นะ ซึ่งเหมาะมากๆกับคนที่หาซาวด์เมทัลใหม่ๆ หรือคนที่อยากลองเล่นเมทัลดูบางโอกาสแต่ไม่คิดจะซื้อเอฟเฟคเสียงแตกดุๆโหดๆ

ยิ่งตอนนี้คอเมทัลสมัยใหม่ บางพวกก็เริ่มจะหันกลับไปเล่นซาวด์ออกไปทาง Black Subbath ยุคต้น ซึ่งซาวด์ที่ทำกันออกมาจะมี
ลักษณะแตกแบบ Fuzz ที่ให้เสียงหนาๆ หรือไม่ก็เป็นเอฟเฟคเสียงใหม่ๆที่อยู่ตรงกลาง ไม่ค่อนไปทาง Distortion, Fuzz หรือ Overdriveมากเกินไป

เอฟเฟคที่ต้องใช้: Fuzz, Compressor, Noise Suppressor(ตัวเลือกเสริม) และ Booster(ตัวเลือกเสริม)

เริ่มเลยก็
1. ปรับหน้าตู้ตามขั้นตอนนี้
-ลด Treble จนสุด
-ลด Mid ลงไปเหลือสัก 3
-เพิ่ม Bass ตรงนี้ต้องลองฟังไม่ให้มันมาก จนฟังดูกระแทกไป
-กลับมาเพิ่ม Treble เพื่อให้โน้ตฟังชัดขึ้น

2. เปิด Fuzz
ถือเป็นแม่ไม้เด็ด ที่เราเอามาใช้แทน Distortion ลองปรับเสียงแบบที่เราชอบดู แนะนำว่าใช้ Fuzz ที่ให้เสียงหนา ๆ จะดี

3. ใช้ Compressor ทำเสียงให้ฟังดูมีมวล เป็นก้อนๆ
ปรับ Attack ปรับให้พอฟังเป็นก้อน ๆ ส่วนSustain ต่ำๆ ตีพาวเวอร์คอร์ดฟังดัง ‘กะฉักกะฉัก’

+4. ลดเสียงจี่ด้วย Noise Suppressor หรือ Noise Gate
เอฟเฟคตระกูล Gain จะให้เสียงจี่ ซึ่ง Fuzz ก็ด้วย ดังนั้นถ้ารุ้สึกว่ามันจี่จนรบกวนการเล่นของเรา อาจต้องใช้เอฟเฟคชนิดนี้กันหน่อย

+ 5. เสริมกำลังด้วย Booster ต่อหน้าขบวนเอฟเฟค
เสริมเอฟเฟคตัวนี้ไว้แรก ๆ สำหรับคนที่ต้องการให้เสียงฟังดูมีพลังขึ้นไปกว่าเดิม

ถ้าใครอยากได้ซาวด์เมทัลที่ไม่ใช้ Distortion แบบชาวบ้านเค้า วิธีตามนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าทดลองไม่เลวเลยล่ะ

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณนิตยสารออนไลน์ Tonereport และเว็บไซต์ Menga

4 เหตุผล ทำไมมือกีต้าร์ต้องหัดจากกีต้าร์โปร่งก่อน

Keith Richards มือกีต้าร์วง The Rolling Stones เคยให้สัมภาษณ์ว่า

“อยากจะบอกไว้เลย ว่ากีต้าร์โปร่งน่ะสำคัญสุดๆสำหรับมือกีต้าร์ช่วงหัดเล่น เรียนรู้ความรู้สึกและสัมผัสของสายที่กระทบเฟร็ตซะ เรียนรู้ความรู้สึกนั้น แล้วค่อยคิดหาเอฟเฟคมาใส่ทีหลัง ใครจะเป็นมือกีต้าร์ ฐานต้องแน่น
ก็คล้ายๆกะประมาณว่า…อย่างนักบินอวกาศน่ะไม่ได้ไปอยู่ในอวกาศแต่แรก มันต้องเริ่มจากมียานอวกาศซะก่อน…”

ฟังคำพูดจากคนดังๆ ก็สงสัยเหมือนกันแน่ๆ เห็นเขาอวยว่าโปร่งมันดีอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วมันดียังไง?

keith-richards

Keith Richards (มือกีต้าร์วง The Rolling Stones)

ทางเราได้รวบรวมเหตุผลดีๆ 4 ข้อ ที่จะมาสนับสนุนว่าทำไมเริ่มเล่นจากกีต้าร์โปร่งน่ะเป็นพื้นฐานของกีต้าร์ไม่ว่าแนวไหนๆ

1. ฝึกพลังนิ้วช่วงแรกๆ
กีต้าร์โปร่งมี Action ที่สูงกว่าไฟฟ้า หรือก็คือกดได้ยากกว่านั่นเอง ดังนั้นช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ากดยาก กดแล้วบอด แต่นั่นจะช่วยฝึกพลังนิ้วให้แข็งแรงไปเอง

2. สร้างสไตล์ส่วนตัว ในดนตรีของคุณ
การที่ไม่ต้องไปสนใจกับแอมป์หรือเอฟเฟคใดๆ ทำให้ต้องโฟกัสไปที่ตัวเสียงเพียวๆเท่านั้น โปร่งให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ตอบรับกับน้ำหนักมือ ทำให้มือกีต้าร์ช่วงแรกๆอยู่กับรายละเอียดในการเล่นของตัวเอง และนั่นจะพัฒนาไปเป็นสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคน

3. อารมณ์มันพาไป กลายเป็นศิลปินไม่รู้ตัว
ไม่มีใครแบกกีต้าร์ไฟฟ้าไปเล่นตามชายทะเล หรือพกไปเที่ยวทริปต่างๆถูกไหม เวลาไปนอกสถานที่ทีนึง ก็จะหยิบโปร่งมาเล่นนี่แหละง่ายดี บรรยากาศดีๆเล่นไปร้องไป เผลอๆอาจจะได้เพลงใหม่ไม่รู้ตัว

4. แบ่งปันดนตรีให้เพื่อนๆ ได้ง่ายๆ
เพราะว่าการไปเที่ยวขาดนักดนตรีเอนเตอร์เทนไม่ได้หรอก ใครที่เล่นกีต้าร์เป็น ก็จะเล่นให้หมู่คณะผองเพื่อนฟัง และนั่นก็เป็นโอกาสที่ดีจะได้แบ่งปันดนตรีของเรา การได้เล่นแล้วมีคนสนุกไปกับเรา ก็ทำให้มีกำลังใจอยากเล่นต่อไปเรื่อยๆแน่นอนอยู่แล้ว

Mantic-AM1C-Natural

Mantic-AM1C-Natural

ที่จริง เหตุผลทั้ง 4 ไม่ได้จำเป็นแค่มือกีต้าร์หัดเล่นหรอกนะ บางครั้งเล่นไปนานๆก็อาจอยากหวนกลับมา ‘มองมุมเดิม ความรู้สึกเก่าๆ’ การกลับมาสู่พื้นฐานอาจทำให้เราพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

ขอขอบคุณเว็บไซต์ guitarhabits, takelessons และ Youtube ช่องชาแนล Noisey

Chorus Effect เอฟเฟคที่เสียงเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

“เมื่อเลือกจะมีเอฟเฟคคอรัสไว้ในครอบครอง สิ่งที่ต้องถามตัวเองก็คือแนวดนตรีเราเป็นยุคไหน เลือกคอรัสให้เข้ากับแนวของเรา”

Boss CE-20 Chorus Ensemble

Boss CE-20 Chorus Ensemble

เอฟเฟคอย่าง Chorus มักถูกใช้เพื่อทำให้ไลน์ดนตรีมีความหนามากขึ้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของดนตรียุค 80 เลยทีเดียว เสน่ห์ที่เย็นวาบ เสียงดังว้องๆ ของมัน ถือเป็นลักษณะของแนวดนตรีของยุคนั้นเพราะมันถูกใช้อย่างล้นหลาม

แต่…ถึงแม้มันจะเป็นที่นิยมในยุค 80 เอฟเฟคชนิดนี้ก็ปรากฏแก่วงการดนตรีตั้งแต่ยุค 60 ไปแล้ว และถูกใช้โดยศิลปินผุ้ยิ่งใหญ่อย่าง Jimi Hendrix ด้วย

ความตั้งใจแต่เดิมของมันมีเพื่อจะ ‘เลียนเสียง Rotary Speaker’ หรือลำโพงที่ขณะทำงาน ตัวลำโพงจะหมุนไปด้วยพร้อม ๆ กัน ให้เสียงคล้ายออร์แกน
ตัววงจรถูกออกแบบให้แยกสัญญานออกเป็นสองส่วน ส่วนสัญญานกีต้าร์เดิม และสัญญานที่ถูกแปลงความถี่เล็กน้อย ผสมกับเข้าไปกับสัญญานเดิมโดยช้ากว่าเดิมในระดับมิลลิวินาที

แต่ทว่ามันกลับล้มเหลว
ถึงอย่างนั้น มันกลับให้เสียงดัง ‘ว้องๆ’ ที่เป็นลักษณะเฉพาะ กลายมาเป็นแม่แบบของเอฟเฟคตระกูลนี้ในเวลาต่อมา

ในยุค 60 คอรัสจะให้สัมผัสวูบ ๆ วาบ ๆ เสียงมีการ vibrato ทำให้เสียงเพี้ยนไป ๆ มา ๆ เป็นเอฟเฟคตระกูล uni-vibe

ในยุค 70 ให้เสียงในโทนสว่าง ออกคล้าย ๆ เสียงเครื่องเป่าทองเหลือง หาฟังได้จากเอฟเฟคคอรัสจาก Maxon

และในยุค 80 ให้เสียงว้อง ๆ ให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำ อย่างใน Boss – Super Chorus

Boss Super Chorus CH-1

Boss Super Chorus CH-1

ถ้าคิดจะใช้เอฟเฟคชนิดนี้แล้ว เลือกมันให้ตรงกับแนวของเพื่อน ๆ ด้วยนะ นอกจากนี้ก็ทำความเข้าใจกับปุ่มสำคัญต่าง ๆ บน Chorus สองปุ่ม คือ
Depth และ Rate
ปุ่ม Depth ทำให้เสียงจากเอฟเฟคได้ยินชัดขึ้น
ปุ่ม Rate ยิ่งเพิ่ม ยิ่งให้สัมผัสความรู้สึกวิงเวียน

=======================================
ขอขอบคุณช่อง Howcast และ Roland U.S. บน Youtube

7 พฤติกรรมน่าทำ เพื่อพัฒนาฝีมือดนตรี

ถ้าการฝึกซ้อมทุกวันยังรู้สึกว่าไม่พอสำหรับเพื่อนๆ ลองดูว่ามีอะไรที่จะเอามาเสริมการซ้อมของชาวเรากันได้บ้าง เริ่มกันเลย…

1. จินตนาการ
เค้าบอกว่าอย่ามโน แต่นักดนตรีต้องหัดมโนให้เป็น การฝึกเล่นเครื่องดนตรีล่องหนเป็นการฝึกที่สมองโดยตรง ซึ่งมีส่วนช่วยในการไปเล่นกับเครื่องดนตรีจริงๆในเวลาต่อมาแล้ว
เป็นการบริหารจินตนาการ ฝึกนึกเสียงในหัวได้อีกด้วย

2. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน
พูดง่าย แต่หาคนลงมือทำยาก การเรียนรู้สิ่งใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่ แค่ Riff สักท่อน หรือจังหวะดีดกีต้าร์สักชุดต่อวัน ก็เพียงพอแล้ว
การฝึกนี้จะช่วยเสริมสร้างสัญชาตญานทางดนตรี อยู่กับมันจนฝังเข้ากระดูกดำ

3. ลงไปแจมเลย!
ถ้ามีโอกาสเหมาะเหม็ง ให้ต้องเล่นกับคนอื่นๆ ก็ลองลงไปแจมเลยไม่ต้องคิดมาก การไปเล่นกับคนอื่นทำให้เราเข้าถึงจังหวะดนตรีแบบจริงๆจังๆ และหาช่องให้เราใส่ลูกเล่นของเราลงไป
ขณะเล่นได้ เพิ่มพลังการอิมโพรไวส์ได้ดีทีเดียว

4. อัดเสียง
หูเราอาจจะเราเล่นโอเค แต่นั่นไม่พอ เราต้องบันทึกเสียงการเล่นสม่ำเสมอ ลองฟังบันทึกเสียงเพื่อหาข้อบกพร่องของเรา
และถ้าว่างๆ ก็ลองย้อนกลับมาทวนฟังสิ่งที่เคยเล่นไป เราจะได้มองเห็นพัฒนาการของเราได้ชัดเจน

5. หาบทเรียนจากหลายๆ ที่
ยุคนี้สมัยนี้ มีคนออกมาสอนมากมายตามอินเตอร์เน็ตแบบฟรีๆ การที่มีคนสอนจะช่วยให้เราพัฒนาได้ไวขึ้น เพราะมีคนมาไกด์ไลน์ให้แล้ว

6. เน้นช่วงเวลาฝึกซ้อม
การฝึกซ้อมแค่วันละสิบนาที ทุกวัน ถือว่าเพียงพอแล้ว สิ่งที่ควรสนใจอีกอย่าง คือ การจัดระเบียบการฝึกซ้อม ควรจะแบ่งทักษะออกเป็นหลายๆ ส่วนย่อย เพื่อให้เน้นฝึกเป็นจุดๆไปเลย เช่นจะฝึกแต่ picking ก็ลงแต่ picking เท่านั้น

7. ติดตามความก้าวหน้าทุกฝีก้าว
การตระหนักตัวเอง เป็นปัจจัยที่ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้และขาดอะไร พยายามจดบันทึกสิ่งที่เราซ้อม และหมั่นตรวจเช็คว่าเราทำได้แล้วจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่ามีทักษะอะไรที่เรายังขาดไปอยู่บ้าง

rock-1511102_960_720

จริงๆ 7 ข้อนี้ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือทำยากอะไรเลย แต่ต้องมีความอดทน และสม่ำเสมอ ซึ่งความสม่ำเสมอหมั่นฝึกซ้อมก็คือกุญแจสุดสำคัญในการพัฒนาฝีมือไม่ว่าจะดนตรีหรือกะอะไรก็ตาม ขอให้เก่งกันไวๆ นะ

6 วิธีใช้เอฟเฟค Chorus อย่างสร้างสรรค์

พ้นจากใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้ากันแล้ว เอฟเฟค Chorus ยังคงใช้กับเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

1.ใช้กับกีต้าร์ 12 สาย
แม้ว่าตัวกีต้าร์ 12 สายเองจะให้เสียงที่เป็น Chorus อยู่แล้ว แต่ถ้าลองใส่ Chorus ให้ Rate และ Depth ต่ำ ๆ ลงไปอีก จะช่วยหนุนความเป็นสิบสองสายได้อภิมหาโหดเลย

2.ใช้กับเปียโนไฟฟ้า
เปียโนไฟฟ้าอาจจะฟังดูไม่มีค่อยมีชีวิตชีวา ลองใส่ Chorus ลงไปเพิ่มความวูบวาบได้อีก

3.ใช้กับเสียงร้องบางท่อน
ถึงแม้ว่าคุณจะมีเสียงร้องที่ดีโคตร ๆ อยู่แล้ว ลองเพิ่ม Chorus สักท่อน หรือเน้นสักคำในบทเพลง ช่วยเพิ่มฟีลลิ่งได้

4.ใช้กับสแนร์
เหตุผลเดียวกับเปียโนไฟฟ้า ถ้าสแนร์ฟังดูไม่มีชีวิตชีว่าใส่ Chorus เลือก Rate และ Depth เหมาะ ๆ สแนร์ก็พลันเปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่

5.ใช้กับเบส
เบสแนวเชื่อง ๆ ไม่ค่อยมีลูกเล่นเยอะ ๆ อาจจะฟังดูน่าเบื่อไปนิด ลองทา Chorus ลงไปหน่อย เพิ่มมิติทางเสียงดนตรีไปอีกระดับ

6.ใช้กับนักร้องส่วน backing vocal
ถ้าใช้เอฟเฟคตัวนี้กับนักร้อง back up อาจจะทำให้สองสามคนกลายเป็นหมู่คณะขนาดใหญ่ ค่อนข้างเพิ่มความทรงพลังในเพลง

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณ audio-issues.com

จะซื้อกลองไฟฟ้าสักชุด? มาลองดูวิธีเลือกซื้อกันหน่อยไหม

‘ช่วงปี70 กลองไฟฟ้าถือเป็นเครื่องดนตรีที่ล้ำยุคสมัยเกินไป’

ในตอนแรกที่กลองไฟฟ้าถูกประดิษฐ์ขึ้นมานั้น เนื่องจากความเซนซิทีฟที่มากเกินไป เทคโนโลยีเท่าที่มี ณ ตอนนั้นยังคงทำให้มันใช้เล่นและควบคุมได้ยาก
กลองไฟฟ้าปรากฏต่อหน้าวงการบันทึกเสียงครั้งแรก ตอนที่ Graeme Edge มือกลองวง Moody Blues นำสิ่งประดิษฐ์นี้ของเขาไปเล่นในเพลง Procession ในปี 1971
เขาให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า ‘ตอนที่ใช้เล่น กลองไฟฟ้าทำหน้าที่มันได้เจ๋งไปเลย แต่มันล้ำสมัยเกินไป…’

วงดนตรี The Moody Blues

วงดนตรี The Moody Blues (ภาพจาก Wikipedia.org)

แต่ตอนนี้ร่วมเข้าไป 40 ปีแล้ว กลองไฟฟ้าสมัยนี้ก็ดีกว่าสมัยแต่ก่อนมาก
ปัญหาก็คือทุกยี่ห้อมันก็ทำท่าว่าจะดีเหมือนกันไปหมด แล้วรุ่นไหนล่ะที่จะเรียกว่าพอดีสำหรับเราๆ วันนี้ทางเราขอเสนอ ‘ก่อนจะตัดสินใจซื้อกลองไฟฟ้าสักชุด ต้องดูอะไรบ้าง?’ ซึ่งในตอนแรก เรามาดูเทคนิคการเลือกกลองไฟฟ้าจากรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน

>> สินค้ายี่ห้อนี้ขึ้นชื่อเรื่องความคงทนไหม?
นอกจากจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ทริคเล็กๆน้อยอีกข้อก็คือ ลองสังเกตจากตัวโชว์ที่อยู่ตามร้าน(ถ้ามี) ตัวโชว์จะค่อนข้างผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านมือคนนับไม่ถ้วน ถ้าสังเกตแล้วว่าไร้รอยขีดข่วน แสดงว่ากลองยี่ห้อนี่ผ่านหลักสูตรเรื่องความคงทนมาแล้วแน่นอน

>> ใช้แป้น(pad)หรือหนังมุ้ง(mesh head)ดี?
แน่นอนว่าแป้นจะมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าไม่นับประเด็นเรื่องราคาแล้วละก็

ชนิด แป้น หนังมุ้ง
ข้อดี ขนาดเล็กพกพาง่าย ให้เสียงแน่นอนเหมือนเดิมตลอด สัมผัสคล้ายกลองจริง ตอบรับย่านเสียงมากกว่า จูนหนังกลองได้
เหมาะกับ ออกนอกสถานที่บ่อย
งานอัดลูปกลอง
งานดนตรีจริงจัง เล่นสด จะเห็นว่าแป้นและหนังมุ้งมีวิธีใช้งานคนละแบบ อย่าลืมเลือกแบบที่เหมาะกับเราด้วย

>> โมดูลกลองมีดีอะไรบ้าง?
โมดูลเปรียบสมอง ของกลองไฟฟ้า ทันทีที่รับสัญญานตีจากคนเล่น ระบบจะรับสัญญานและแปลงออกมาเป็นเสียง ถือเป็นตัววัดคุณภาพของกลองไฟฟ้าชุดๆนึงเลยทีเดียว โมดูลดีๆก็ให้เสียงที่ดีมีคุณภาพ และสิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อมามากที่สุด คือฟังก์ชันที่ติดมาให้ เช่น สามารถexportบันทึกการเล่นของเราได้ ยิ่งรุ่นดีๆ นอกจากจะเปลี่ยนโทนเสียงเครื่องตีแต่ละชิ้นได้แล้ว ยังสามารถอัพโหลดชุดเสียงของเราเองเข้าไปได้ด้วย
เรื่องโมดูลนี้ ต้องเลือกให้เหมาะกับความพอดีของเราว่าจะใช้ในเชิงไหน เพราะว่ายิ่งโมดูลฟังก์ชันเยอะราคาก็ยิ่งแพงนั่นเอง

>> แล้วเวลาแฝง(Latency)ล่ะ?
นี่เป็นประเด็นที่มักไม่กล่าวถึงเท่าไหร่ เวลาเรื่องซื้อกลองไฟฟ้าตามร้าน เวลาแฝงแปลง่ายๆ ก็คือ ‘ดีเลย์’ ดีๆนี่เอง เวลาแฝงคือเวลาในช่วงทั้งหมดตั้งแต่ตัวรับสัญญาน รับสัญญาน ส่งผ่านไปที่โมดูล โมดูลแปลงออกมาเป็นเสียง โดยทั่วไปกินเวลาในหลักมิลลิวินาที ซึ่งกลองไฟฟ้าที่ดีต้องมีเวลาแฝงน้อยๆ เราสามารถลองเช็คเวลาแฝงได้ด้วยการลองตีลงไปแล้วฟังเสียงที่ออกมา ถ้ารู้สึกว่ามันดีเลย์นิดๆ ก็ควรจะเก็บกลองไฟฟ้าชุดนั้นเอาไว้เป็นตัวเลือกท้ายๆจะดีกว่า

roland td-15k v drums

roland td-15k v drums

เป็นไงบ้าง หลักการเลือกซื้อกลองไฟฟ้าง่ายๆ สั้นๆ ก็จบแต่เพียงเท่านี้ บางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าบางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ก็คงเป็นเรื่องดีสำหรับชาวเราที่คิดหาซื้อกลองไฟฟ้าอยู่แน่ๆ ขอให้พบรักกับกลองไฟฟ้าดีๆ, นะ 😉

2 ขั้นตอน เสกกีต้าร์เป็นบันโจ

บันโจ ถือเป็นเครื่องดนตรีสไตล์ลูกทุ่งแบบฉบับฝรั่งมังค่า ให้เสียงตะแหน่วๆ เหมาะมาก ๆ กับฟีลเพลง Country แน่นอนว่าราคาของมันนี่ไม่ได้ถูก ๆ

musician-banjo

จะให้ขวนขวายหาซื้อมาเพื่อเล่นเพลง 2 เพลง ขำ ๆ ก็ดูจะกระไรอยู่ ดังนั้น!
หัวข้อวันนี้ ถือว่าเป็นอะไรสนุกให้ไปทดลองทำกันดู สำหรับคนที่อยากให้กีต้าร์ทำเสียงแปลก ๆ ใหม่ ๆ โดยไม่ต้องลงทุนเสียเงินมากมาย

เริ่มกันเลย

1. จูนสายใหม่
บันโจ มีทั้ง 5 สายซึ่งพบบ่อยที่สุด และ 6 สาย ถ้าจะให้กีต้าร์เป็นบันโจ 5 สาย สาย 6 E ที่อยู่บนสุดจะต้องเอาออก หรือเลี่ยงที่จะเล่น และตั้งสายตั้งแต่สาย 5 ลงไป ดังนี้
G, D, G, B, D
ถ้าเลือกเป็น 6 สาย ก็ไม่ต้องตั้งสายใหม่

แบบ 5 สาย จะได้สไตล์ picking pattern แบบบันโจทั่วไปจริง ๆ

2. ติดตั้งอุปกรณ์เสริม
สำหรับกีต้าร์ไฟฟ้า ให้สอด”ฟองน้ำ” ที่ตัดไว้พอดีสอดใต้สายกีต้าร์บริเวณระหว่างปิ๊กอัพ ตรงนี้ต้องเลือกความหนาให้พอดิบพอดี
สำหรับโปร่ง ให้ยัด”ลูกโป่ง”ก่อนเป่า เข้าไปในโพรงเสียง จากนั้นเป่าทั้งๆที่ลูกโป่งยังคาอยู่ข้างใน จนขนาดลูปโป่งขยายมาชนกับสาย จึงค่อยมัดลูกโป่ง

banjo-trick

ทะด้า….! จากนั้นกีต้าร์ก็จะกลายเป็นบันโจในบัดดล

ทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เพื่อน ๆ ขี้เบื่อ ไปลองเล่นดู เปลี่ยนเสียงกีต้าร์มาแก้เบื่อกันดูซะหน่อยเป็นไร 😛

==============================================
ขอขอบคุณช่อง LuvABullTN และ davewestwoodMUSIC บน Youtube