7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (5) “หัดเทคนิคยากๆ เอาไว้แต่เนิ่นๆ”

เล่นไวโอลินตอนแรกว่ายากแล้ว พอไปต่อสูงขึ้นก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ไลน์เพลงไวโอลินก็ยิ่งมีความซับซ้อนขึ้น การฝึกเทคนิคยากเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยม เทคนิคที่ควรฝึกตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับวันนี้ทางเราคัดมา 2 เทคนิค

Old violin lying on the sheet of music, music concept

Old violin lying on the sheet of music, music concept

> Double Stops
เป็นเทคนิคที่ถูกใช้บ่อยเป็นประจำ เพราะว่ามันเป็นเอกลักษณ์เด่นของดนตรีประเภทเครื่องสาย ที่สามารถเล่นโน้ตสองตัวพร้อมๆกันได้ นักประพันธ์จึงอาศัยจุดนี้จับมาเล่นในงานประพันธ์อยู่บ่อยๆ การทำ Double Stops คือการสีด้วยคันชักในองศาที่สามารถสีสองสายได้พร้อมๆกัน ส่วนมากมือใหม่มักจะจบที่โน้ตออกมาทีละตัว

breval_-_sonata_cello_double_stops

> Spiccato
เป็นเทคนิคที่อาจจะไม่ได้ใช้เลยในเพลงเริ่มเล่น แต่ถ้าทำได้แต่แรกๆ นี่จะทำให้เพื่อนๆ เป็นเสือติดปีกเวลาเล่นเพลงยากๆในภายหน้าแน่นอน เทคนิคนี้คือการที่เมื่อหางม้าสัมผัสกับสายไวโอลินแล้วในช่วงสั้นๆนั้น ให้ยกคันชักออก คันชักควรจะต้องมิทิศทางขนานไปกับสะพานสาย

spiccato_muzyka

สำหรับบางคนที่มองไม่เห็นภาพ ลองดูจากทางยูทูปที่สอนเทคนิคเหล่านี้ดูก็ได้ ถ้ารู้แล้วว่าทำยังไง ก็อย่ารอช้า รีบๆฝึกเตรียมไว้ก่อนเลย เพลงยากครั้งหน้าๆ ก็สบายๆเราแล้ว

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Youtube ช่อง Fiddlerman และ Danmansmusicschool

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (4) “ไวโอลินต้องได้รับการเอาใจใส่”

ใครๆก็อยากให้เครื่องดนตรีอยู่กับเราไปนานๆ สำหรับไวโอลิน ต้องเอาใจใส่ทั้งตัวเครื่องดนตรี และคันชัก

violin-1061240_960_720

สำหรับตัวไวโอลิน ความชื้นและอุณหภูมิเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม้บนตัวไวโอลินขยายหรือหดตัวส่งผลต่อคุณภาพเสียงได้ ไม่ควรให้ไวโอลินสัมผัสอากาศชื้น เพราะจะทำให้ไม้ปริแตกได้ การตากสภาพอากาศร้อนจัดเย็นจัดเป็นสิ่งต้องห้าม ห้ามทิ้งไว้ในรถเด็ดขาด!

ทำความสะอาดด้วยการเช็ดฝุ่นและเศษยางสนบริเวณสายออก ยางสนที่เกาะค้างตามสายทำให้สายเสียงแย่ลงไวขึ้น

สำหรับคันชัก ส่วนที่เป็นไม้จะถูกดึงให้โค้งลงเล็กน้อยในขณะที่ใช้เล่น เมื่อเล่นเสร็จ ควรปรับให้กลับมาตรงเช่นเดิม การทำความสะอาดคันชักก็มีความสำคัญเช่นกันโดยเฉพาะที่หางม้า ควรเช็ดเอายางสนออกเสมอ การเปลี่ยนหางม้าก็มีความสำคัญมาก หางม้าที่อยู่ในที่แห้งจะหดลง และยืดขึ้นสำหรับในที่ชื้น ทำให้คุณภาพเปลี่ยนแปลงไป
ดังนั้นควรเปลี่ยนทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ทั้งนี้ความถี่บ่อยในการเปลี่ยนขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นผู้เล่นประเภทไหน สำหรับนักไวโอลินสมัครเล่นการเปลี่ยนอาจไม่บ่อยเท่าผู้ที่เล่นเป็นอาชีพจริงจัง

จะเห็นว่าการดูแลไวโอลินไม่ได้ยากเย็นเลย เพียงแค่หมั่นเช็ดทำความสะอาด และเก็บให้ถูกที่เท่านั้นเอง ควรทำให้เป็นกิจจะลักษณะ ไวโอลินจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ Violinstudent และ Thesoundpost

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (3) “เรียนรู้ที่จะเล่นแบบไม่มีเสียง”

มันอาจจะฟังดูย้อนแย้งไปหน่อย ปกติเล่นดนตรีก็ควรจะมีเสียงดนตรี แต่เราควรจะต้องฝึกเล่นดนตรีโดยไม่มีเสียงกับไวโอลิน!

Image courtesy of photostock at FreeDigitalPhotos.net

Image courtesy of photostock at FreeDigitalPhotos.net

โอเค ปัญหาอย่างแรกของไวโอลินคือเสียงดัง สำหรับผู้เริ่มเล่นด้วยแล้วคงไม่มีใครอยากผลิตมลพิษทางเสียงรบกวนเพื่อนบ้านแน่ๆ และอีกปัญหาคือปัญหาสุขภาพจากการเล่นไวโอลินที่อาจทำให้หูมีปัญหาเอาได้ ด้วยปัญหาสองข้อนี้เราจึงควรหันมาฝึกไวโอลินแบบไม่มีเสียงกันบ้าง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์แฝงอีกด้วย

>> วิธีแรก แก้ปัญหาด้วย “มิ้ว (Mute)” อุปกรณ์ที่ติดเข้ากับไวโอลินเพื่อลดทอนเสียงดัง มีการฝึกที่เรียกว่า Heavy Mute ที่คาดมิ้วเข้ากับตัวไวโอลินแต่เล่นให้หนักขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงออกมาเบาๆ เทคนิคนี้จะทำให้ผู้เล่นมาโฟกัสกับน้ำเสียงสำเนียงของการเล่น มากกว่าความดังหรือคุณภาพเสียงของตัวไวโอลิน และมองเห็นรายละเอียดของการเล่นมากขึ้น

การมิ้วอาจจะดูน่าสนใจ แต่ก็จำเป็นต้องใช้เงินกับมัน ซึ่งก็มีตัวเลือกที่ไม่ต้องเสียสักบาทด้วยการ…

>> ฝึกเล่นไวโอลินในจินตนาการ (Visualization)!

การนึกภาพว่าเรากำลังจับและเล่นไวโอลินอย่างจริงจัง ถือเป็นการซ้อมที่ส่งผลต่อสมองโดยตรง นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการนึกภาพตามว่าเรากำลังทำกิจกรรมหนึ่งๆอยู่ สมองส่วนที่ใช้ขณะที่ทำกิจกรรมนั้นจริงๆ ก็จะถูกใช้ด้วยเช่นกัน ช่วยส่งเสริมความแม่นยำเวลาได้กลับมาเล่นจริงๆ เทคนิคนี้ได้รับความเชื่อถือและถูกใช้ในวงการแพทย์เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซึ่งควบคุมกล้ามเนื้อขาแขนไม่ได้ให้กลับมาควบคุมได้อีกด้วย

จะเห็นว่านอกจากจะแก้ปัญหาความดัง หรือสุขภาพแล้ว เทคนิคเหล่านี้ยังมีข้อดีที่ทำให้การเล่นของเราดีขึ้นได้ แนะนำว่าลองหันมาใช้เทคนิคเล่นไวโอลินแบบไม่มีเสียงกันดูบ้าง อาจจะทำให้เก่งเร็วขึ้นเยอะเลย

ขอขอบคุณ Violinschool.org

7 ข้อที่ควรรู้เมื่อเลือกเล่นไวโอลิน (2) “เสียงไวโอลินฟังแสบบาดหูเหรอ? ไม่เสมอไปหรอก”

ไวโอลินเราเสียงแหลมบาดหูไป กลัวใจคนฟังจัง…

Image courtesy of imagerymajestic at FreeDigitalPhotos.net

Image courtesy of imagerymajestic at FreeDigitalPhotos.net

เสียงไวโอลินอาจจะฟังแล้วบาดหูเอามากๆ เมื่อเปลี่ยนสายแรกๆ การปล่อยให้สายเข้าที่จะลดอาการนี้ได้ หรือถ้ายังฟังแล้วบาดหูอีก นั่นเป็นเพราะว่าสายของคุณเด่นในย่านเสียงสูง ดังนั้นควรสอบถามทางร้านให้แนะนำสายที่ให้เสียงย่านทุ้มต่ำหน่อยก็ได้

นอกเหนือจากที่พูดมาก่อนหน้า
ทำยังไง๊ยังไง ไวโอลินก็ยังฟังแหลมบาดหูอยู่ยังงั้น
ก็อยากบอกให้รู้ไว้ว่าขนาดไวโอลินชั้นเลิศที่นักเล่นมืออาชีพใช้เอง บางทีก็ฟังเสียงดังบาดหูเกินไปเหมือนกัน
โห ขนาดของดีๆ ยังฟังแหลมบาดหู ของบ้านๆอย่างเราๆจะเหลือหรือนี่

แต่รู้ไว้ที่มันแหลมขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะว่ามันถูกเล่นใกล้หูเกินไปต่างหาก! ลองนึกภาพการจับไวโอลิน เสียงของไวโอลินออกมาจากช่องรูปตัว f และในขณะที่เราถือมันเล่นอยู่นั้น มันก็อยู่ใกล้หูของเราเกินไป
ไม่แปลกที่ได้ยินเสียงแหลมๆในระดับใกล้ๆจะรู้สึกบาดหู และนี่ทำให้นักไวโอลินส่วนใหญ่สูญเสียการได้ยินไปเลย เพราะใช้เวลาอยู่กับเสียงแหลมดังๆใกล้ๆเป็นระยะเวลานาน

แต่ฟังเสียงแหลมบาดหูแบบนี้ ผู้ฟังคนอื่นฟังต้องรู้สึกไม่ดีแน่ๆ ทำยังไงดี?

คำตอบคือ…ไม่ต้องทำอะไรเลย!

สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้ก็คือความดังบาดหูจะถูกอากาศดูดซับ ขณะเสียงเคลื่อนตัวผ่านไปยังผู้ฟัง โดยเฉพาะคอนเสิร์ตฮอลล์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ดังนั้นแล้วเสียงข่วนแสบบาดหูของคุณ จะกลายเป็นเสียงสวรรค์สำหรับผู้ฟังไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม เราอาจจะไม่ต้องไปกังวลว่าความแหลมบาดหูของไวโอลินทำให้คนฟังไม่พอใจ มากเท่ากับที่เรา’ต้องดูแลตัวเราเอง’ การเล่นไวโอลินนานๆจะทำให้หูเรามีปัญหาได้ ยิ่งเรามีความจำเป็นที่จะต้องเล่นบ่อยๆ ก็ควรมีที่อุดหูและขอคำแนะนำจากแพทย์อยู่เสมอ
ขอขอบคุณเว็บไซต์ Artistworks และ Violinschool

5 คำถามต้องถามตัวเอง เพื่อหาสไตล์ของเราให้เจอ

 

Bob Dylan นักร้องนักแต่งเพลงคนสำคัญของอเมริกา

Bob Dylan นักร้องนักแต่งเพลงคนสำคัญของอเมริกา

‘ฉันมีลมหายใจ ในที่ที่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใคร’ —- Bob Dylan

 

ที่ผ่านมาเราอาจจะหาสไตล์ดนตรี สไตล์การแต่งเพลงของเราเอง ผ่านสิ่งต่างๆรอบตัว ศิลปินที่เราชอบ กีต้าร์ หรือเครื่องดนตรีแบบที่เราชอบ บางครั้งมันอาจพาเราไปหาตัวเองได้ในระดับนึง
บางครั้งเราก็อาจจะเหมือนศิลปินคนที่เราชอบมากเกินไป บางทีถ้าจะ’เป็นตัวเองให้สุด’ เราจะลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำเราเป็นตัวของตัวเองไปได้ยังไง

“สิ่งนั้นก็คือตัว’เรา’เอง นั่นแหละ ที่เราจะลืมไม่ได้”

แล้วเราจะเริ่มที่ตัวเองยังไงดีล่ะ? เราคัดคำถามน่าสนใจมา 5 ข้อ มาจากเว็บไซต์ Tomhess ที่เราควรตอบตัวเองให้ได้ เพื่อหาสไตล์ตัวเองให้เจอ

1. คุณเป็นคนยังไง
ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ดนตรีของคุณต้องสนุกสนาน ง่ายๆแต่ได้ใจ หรือถ้าคุณเป็นนักคิด ดนตรีของคุณอาจจะซับซ้อน และต้องให้ผู้ฟังใช้เวลากับมัน แสดงออกอย่างบุคลิกที่คุณเป็น

2. ความคิดอ่านแบบไหนที่คุณมักคิดอยู่เป็นประจำ
เราชอบคิดถึงอะไร การเมือง ความรู้สึก ชีวิต ธรรมะ? สิ่งเหล่านี้คือการหาธีมหลักในเนื้อหาดนตรีของเรา พี่ปู พงษ์สิทธิ์ มีเพลงที่เกี่ยวกับการเมือง พี่ตูน บอดี้แสลม พูดถึงสัจธรรมชีวิต
เพลงที่มีเนื้อหาที่แตกต่างย่อมสะท้อนความเป็นตัวเองได้มาก

3. อะไรคือความรู้สึกจากก้นบึ้งของคุณ ที่อยากจะบรรยายให้โลกรู้
ดนตรีเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก คอร์ดแต่ละคอร์ด บนแต่ละทางคอร์ด มีอารมณ์ในแบบของมัน เรียนรู้ที่จะสร้างอารมณ์จากคอร์ดเหล่านั้น การมีความรู้ด้านทฤษฎีดนตรีจะช่วยให้เรามีคำศัพท์สื่ออารมณ์มากขึ้น
เลือกคอร์ดที่สะท้อนความรู้สึกออกมาให้ได้

4. คนรอบข้างทำให้ใจคุณรู้สึกยังไง คุณจัดการความรู้สึกนั้นแบบไหน
ดนตรีคือศาสตร์ของความรู้สึกขัดแย้ง และเลือกที่คลี่คลายปมนั้นคือค้างมันไว้ เพราะฉะนั้นมันจึงเหมือนละครชีวิตที่เล่าด้วยบทเพลง เช่นเพลง Blues ของคนผิวดำที่ถูกคนขาวกดขี่ จึงมีอารมณ์เศร้าหมองซ่อนไว้
คุณจัดการความรู้สึกยังไง บอกมันออกมา

5. เหตุการณ์ไหนที่เปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล
อดีตทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น และทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็นในวันนี้ นึกถึงและจดจำมัน เพราะมันคือความเป็นตัวเองที่ซ่อนผ่านความเป็นดนตรีของคุณได้

ไม่ว่าจะยังไง คำถามเหล่านี้ แท้จริงแล้ว ก็คือการหันกลับมาหาตัวเองจากข้างใน หาคำตอบจากตัวเราจริงๆ สไตล์ของเราเองอาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกเท่านั้น
ถ้ายังหาตัวเองกันไม่เจอ ลองตั้งคำถามพวกนี้กับตัวเองดูสักครั้งสิ

5 ขั้นตอนทำซาวด์ Psychedelic ด้วย Gibson SG

ดนตรีแนว Psychedelic เป็นแนวดนตรีที่เกิดในช่วงยุค 60 ได้แรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การใช้สารเสพติดอย่างกัญชา มาตีความให้อยู่ในรูปของประสบการณ์ทางดนตรี เป็นแนวดนตรีที่นักดนตรีสมัยนี้หันกลับมาทำกันอยู่บ่อย ๆ

ซึ่งถ้าอยากจะทำซาวด์อย่างศิลปินดังที่เค้านำซาวด์ไซคะเดลิคกลับมาทำใหม่ ควรมองหาตัวอย่างระดับบรมครูมาศึกษา ซึ่งก็นะ คงหนีไม่พ้น Eric Clapton มือกีต้าร์พระกาฬในช่วงฟอร์มวง Cream ไปไม่ได้

Clapton ในสมัยนั้นถือเป็นแนวหน้าในดนตรีไซคะเดลิคเลยทีเดียวถึงขนาดที่ว่า Gibson SG ของเขาที่ชื่อ ‘The Fool’ กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีแนวนี้ไปเลย

เสียง SG ของ Clapton มีชื่อเรียกกันว่า ‘Woman Tone’ หรือ ‘สำเนียงสาว’ ที่แม้จะออกแป๋นๆ แต่ก็มีทึบทึมในตัว เป็นเอกลักษณ์เอามากๆ

sg faded 2016 T

sg faded 2016 T

เรามาลองดูขั้นตอนการทำเสียงสไตล์นี้ดู
1. ใช้สวิทช์ Pickup ตรงกลาง

2. หมุนปุ่มโทนทั้งสองให้ต่ำสุด

3. Volume ของ Pickup สะพานอยู่ที่ 6-7 ส่วน Pickup คอ เปิดให้สุด

4. ใช้หัวแอมป์ Marshall เปิดโทนทุกตัวสุดหมด

จุดนี้เราจะได้ซาวด์คล้ายๆ Clapton แล้ว เราอาจจะเพิ่มความไซคะเดลิคเข้าไปได้อีก

5. โรยหน้าด้วยเอฟเฟค Tremolo หรือ Reverb ด้วย

ถ้าใครมี SG อยู่แล้วคงได้ซาวด์ออกมาใกล้เคียงเลย แต่ใครจะลองกับกีต้าร์ตัวอื่นก็ไม่ว่ากัน

นี่คงพอจะเป็นไอเดียเล็กๆ ให้เอาไปทดลองกันต่อ เผื่อจะได้ซาวด์ไซคะเดลิคแบบของตัวเองกันบ้าง
ขอขอบคุณเว็บไซต์ Gibson และ Dave Hunter

จะซื้อกลองไฟฟ้าสักชุด? มาลองดูวิธีเลือกซื้อกันหน่อยไหม

‘ช่วงปี70 กลองไฟฟ้าถือเป็นเครื่องดนตรีที่ล้ำยุคสมัยเกินไป’

ในตอนแรกที่กลองไฟฟ้าถูกประดิษฐ์ขึ้นมานั้น เนื่องจากความเซนซิทีฟที่มากเกินไป เทคโนโลยีเท่าที่มี ณ ตอนนั้นยังคงทำให้มันใช้เล่นและควบคุมได้ยาก
กลองไฟฟ้าปรากฏต่อหน้าวงการบันทึกเสียงครั้งแรก ตอนที่ Graeme Edge มือกลองวง Moody Blues นำสิ่งประดิษฐ์นี้ของเขาไปเล่นในเพลง Procession ในปี 1971
เขาให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า ‘ตอนที่ใช้เล่น กลองไฟฟ้าทำหน้าที่มันได้เจ๋งไปเลย แต่มันล้ำสมัยเกินไป…’

วงดนตรี The Moody Blues

วงดนตรี The Moody Blues (ภาพจาก Wikipedia.org)

แต่ตอนนี้ร่วมเข้าไป 40 ปีแล้ว กลองไฟฟ้าสมัยนี้ก็ดีกว่าสมัยแต่ก่อนมาก
ปัญหาก็คือทุกยี่ห้อมันก็ทำท่าว่าจะดีเหมือนกันไปหมด แล้วรุ่นไหนล่ะที่จะเรียกว่าพอดีสำหรับเราๆ วันนี้ทางเราขอเสนอ ‘ก่อนจะตัดสินใจซื้อกลองไฟฟ้าสักชุด ต้องดูอะไรบ้าง?’ ซึ่งในตอนแรก เรามาดูเทคนิคการเลือกกลองไฟฟ้าจากรูปลักษณ์ภายนอกกันก่อน

>> สินค้ายี่ห้อนี้ขึ้นชื่อเรื่องความคงทนไหม?
นอกจากจะหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ทริคเล็กๆน้อยอีกข้อก็คือ ลองสังเกตจากตัวโชว์ที่อยู่ตามร้าน(ถ้ามี) ตัวโชว์จะค่อนข้างผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านมือคนนับไม่ถ้วน ถ้าสังเกตแล้วว่าไร้รอยขีดข่วน แสดงว่ากลองยี่ห้อนี่ผ่านหลักสูตรเรื่องความคงทนมาแล้วแน่นอน

>> ใช้แป้น(pad)หรือหนังมุ้ง(mesh head)ดี?
แน่นอนว่าแป้นจะมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าไม่นับประเด็นเรื่องราคาแล้วละก็

ชนิด แป้น หนังมุ้ง
ข้อดี ขนาดเล็กพกพาง่าย ให้เสียงแน่นอนเหมือนเดิมตลอด สัมผัสคล้ายกลองจริง ตอบรับย่านเสียงมากกว่า จูนหนังกลองได้
เหมาะกับ ออกนอกสถานที่บ่อย
งานอัดลูปกลอง
งานดนตรีจริงจัง เล่นสด จะเห็นว่าแป้นและหนังมุ้งมีวิธีใช้งานคนละแบบ อย่าลืมเลือกแบบที่เหมาะกับเราด้วย

>> โมดูลกลองมีดีอะไรบ้าง?
โมดูลเปรียบสมอง ของกลองไฟฟ้า ทันทีที่รับสัญญานตีจากคนเล่น ระบบจะรับสัญญานและแปลงออกมาเป็นเสียง ถือเป็นตัววัดคุณภาพของกลองไฟฟ้าชุดๆนึงเลยทีเดียว โมดูลดีๆก็ให้เสียงที่ดีมีคุณภาพ และสิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อมามากที่สุด คือฟังก์ชันที่ติดมาให้ เช่น สามารถexportบันทึกการเล่นของเราได้ ยิ่งรุ่นดีๆ นอกจากจะเปลี่ยนโทนเสียงเครื่องตีแต่ละชิ้นได้แล้ว ยังสามารถอัพโหลดชุดเสียงของเราเองเข้าไปได้ด้วย
เรื่องโมดูลนี้ ต้องเลือกให้เหมาะกับความพอดีของเราว่าจะใช้ในเชิงไหน เพราะว่ายิ่งโมดูลฟังก์ชันเยอะราคาก็ยิ่งแพงนั่นเอง

>> แล้วเวลาแฝง(Latency)ล่ะ?
นี่เป็นประเด็นที่มักไม่กล่าวถึงเท่าไหร่ เวลาเรื่องซื้อกลองไฟฟ้าตามร้าน เวลาแฝงแปลง่ายๆ ก็คือ ‘ดีเลย์’ ดีๆนี่เอง เวลาแฝงคือเวลาในช่วงทั้งหมดตั้งแต่ตัวรับสัญญาน รับสัญญาน ส่งผ่านไปที่โมดูล โมดูลแปลงออกมาเป็นเสียง โดยทั่วไปกินเวลาในหลักมิลลิวินาที ซึ่งกลองไฟฟ้าที่ดีต้องมีเวลาแฝงน้อยๆ เราสามารถลองเช็คเวลาแฝงได้ด้วยการลองตีลงไปแล้วฟังเสียงที่ออกมา ถ้ารู้สึกว่ามันดีเลย์นิดๆ ก็ควรจะเก็บกลองไฟฟ้าชุดนั้นเอาไว้เป็นตัวเลือกท้ายๆจะดีกว่า

roland td-15k v drums

roland td-15k v drums

เป็นไงบ้าง หลักการเลือกซื้อกลองไฟฟ้าง่ายๆ สั้นๆ ก็จบแต่เพียงเท่านี้ บางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าบางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ก็คงเป็นเรื่องดีสำหรับชาวเราที่คิดหาซื้อกลองไฟฟ้าอยู่แน่ๆ ขอให้พบรักกับกลองไฟฟ้าดีๆ, นะ 😉

หากเพื่อนๆ สนใจกลองไฟฟ้าเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่

4 เหตุผล ทำไมมือกีต้าร์ต้องหัดจากกีต้าร์โปร่งก่อน

Keith Richards มือกีต้าร์วง The Rolling Stones เคยให้สัมภาษณ์ว่า

“อยากจะบอกไว้เลย ว่ากีต้าร์โปร่งน่ะสำคัญสุดๆสำหรับมือกีต้าร์ช่วงหัดเล่น เรียนรู้ความรู้สึกและสัมผัสของสายที่กระทบเฟร็ตซะ เรียนรู้ความรู้สึกนั้น แล้วค่อยคิดหาเอฟเฟคมาใส่ทีหลัง ใครจะเป็นมือกีต้าร์ ฐานต้องแน่น
ก็คล้ายๆกะประมาณว่า…อย่างนักบินอวกาศน่ะไม่ได้ไปอยู่ในอวกาศแต่แรก มันต้องเริ่มจากมียานอวกาศซะก่อน…”

ฟังคำพูดจากคนดังๆ ก็สงสัยเหมือนกันแน่ๆ เห็นเขาอวยว่าโปร่งมันดีอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วมันดียังไง?

keith-richards

Keith Richards (มือกีต้าร์วง The Rolling Stones)

ทางเราได้รวบรวมเหตุผลดีๆ 4 ข้อ ที่จะมาสนับสนุนว่าทำไมเริ่มเล่นจากกีต้าร์โปร่งน่ะเป็นพื้นฐานของกีต้าร์ไม่ว่าแนวไหนๆ

1. ฝึกพลังนิ้วช่วงแรกๆ
กีต้าร์โปร่งมี Action ที่สูงกว่าไฟฟ้า หรือก็คือกดได้ยากกว่านั่นเอง ดังนั้นช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ากดยาก กดแล้วบอด แต่นั่นจะช่วยฝึกพลังนิ้วให้แข็งแรงไปเอง

2. สร้างสไตล์ส่วนตัว ในดนตรีของคุณ
การที่ไม่ต้องไปสนใจกับแอมป์หรือเอฟเฟคใดๆ ทำให้ต้องโฟกัสไปที่ตัวเสียงเพียวๆเท่านั้น โปร่งให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ตอบรับกับน้ำหนักมือ ทำให้มือกีต้าร์ช่วงแรกๆอยู่กับรายละเอียดในการเล่นของตัวเอง และนั่นจะพัฒนาไปเป็นสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคน

3. อารมณ์มันพาไป กลายเป็นศิลปินไม่รู้ตัว
ไม่มีใครแบกกีต้าร์ไฟฟ้าไปเล่นตามชายทะเล หรือพกไปเที่ยวทริปต่างๆถูกไหม เวลาไปนอกสถานที่ทีนึง ก็จะหยิบโปร่งมาเล่นนี่แหละง่ายดี บรรยากาศดีๆเล่นไปร้องไป เผลอๆอาจจะได้เพลงใหม่ไม่รู้ตัว

4. แบ่งปันดนตรีให้เพื่อนๆ ได้ง่ายๆ
เพราะว่าการไปเที่ยวขาดนักดนตรีเอนเตอร์เทนไม่ได้หรอก ใครที่เล่นกีต้าร์เป็น ก็จะเล่นให้หมู่คณะผองเพื่อนฟัง และนั่นก็เป็นโอกาสที่ดีจะได้แบ่งปันดนตรีของเรา การได้เล่นแล้วมีคนสนุกไปกับเรา ก็ทำให้มีกำลังใจอยากเล่นต่อไปเรื่อยๆแน่นอนอยู่แล้ว

Mantic-AM1C-Natural

Mantic-AM1C-Natural

ที่จริง เหตุผลทั้ง 4 ไม่ได้จำเป็นแค่มือกีต้าร์หัดเล่นหรอกนะ บางครั้งเล่นไปนานๆก็อาจอยากหวนกลับมา ‘มองมุมเดิม ความรู้สึกเก่าๆ’ การกลับมาสู่พื้นฐานอาจทำให้เราพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ

 

ขอขอบคุณเว็บไซต์ guitarhabits, takelessons และ Youtube ช่องชาแนล Noisey

มารู้จัก Sigma โปร่งคุณภาพสะเทือนวงการ

ในสมัยนี้เวลาเรานึกถึงของก็อบเรามักจะพูดถึงจีนแดง แต่ย้อนไปเมื่อปี 1960-1970 ญี่ปุ่นเหมือนจะเป็นรุ่นบุกเบิกในการทำของเลียนแบบ โดยกีต้าร์แบรนด์ Sigma ก็คือหนึ่งในนั้น แต่ที่ผิดกันกะแบรนด์ลอกเลียนแบบทั่วๆไปก็คือ Sigma …

กีต้าร์ sigma dme

กีต้าร์ sigma dme

… ยังเคยทำให้แบรนด์คลาสสิคอย่าง Martin รู้สึกหนาวมาแล้ว! เพราะว่าด้วยรูปทรงที่คล้ายกัน ราคาถูกกว่าและคุณภาพเกินราคา ตลาดกีต้าร์ในสมัยนั้น แทบจะตกเป็นของแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์นี้ไปเลย
แน่นอนว่า Martin ไม่มีทางนิ่งนอนใจแน่ๆ ในเมื่อสู้กันด้วยวิธีทางการตลาดไม่ได้…

ก็ใช้เงินซื้อ Sigma ทั้งบริษัทมันซะเลย!

ชี้ให้เห็นว่า ถ้าของเขาไม่ดีจริง แบรนด์ยักษ์ๆอย่าง Martin คงแทบจะไม่ต้องกระดิกนิ้วด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ Sigma กลายเป็นลูกเชื่องๆในวงศาคณาญาติของ Martin ไปโดยปริยาย คล้ายๆกับ Squier ของ Fender หรือ Epiphone ของ Gibson นั่นแหละ

การอยู่ใต้โอวาสของ Martin ทำให้ Sigma รุ่นต้นฉบับกลายเป็นตำนานไปด้วย เพราะเป็นของหายากชวนสะสม ประหนึ่งพระสมเด็จยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

ส่วนกีต้าร์ไลน์ Sigma ในฐานะเครือของ Martin ต้องขอบอกว่าน่าเสียดายมาก เพราะปัจจุบันได้ยุติการผลิตไปแล้ว

แต่บริษัทจากเยอรมันได้ซื้อกิจการ และชุบชีวิต Sigma ขึ้นมาอีกครั้ง ให้คนหันมาสัมผัสกีต้าร์ที่มีประวัติแบรนด์นี้อีกสักครั้ง

สำหรับผู้เริ่มเล่นหรือคนงบน้อยทั้งหลาย Sigma ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี เว็บไซต์อย่าง Musicradar ยก Sigma OMR-21 เป็นหนึ่งในกีต้าร์ที่ดีและคุ้มค่าที่สุดตัวหนึ่งที่เดียว

นอกจากนี้นักวิจารณ์เครื่องดนตรีมักจะลงความเห็นคล้ายๆกันใน Sigma ว่า “คุณภาพเกินตัว” หรือไม่ก็ “Martin ในฉบับย่อมเยา”

สำหรับใครที่กำลังมองหากีต้าร์โปร่งราคาเบาๆ และเสียงดีเกินราคา Sigma น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าลอง ไว้ว่างๆ ก็มาลองที่ร้าน Musicarms ของเราได้นะครับ มีหลายรุ่นให้เลือกลอง ^^

sigma-gmc-ste-solid spruce top

sigma-gmc-ste-solid spruce top

4 วิธี เล่นกีต้าร์ให้ออกสำเนียงฟังเป็นทำนองขึ้น

อยากเป็นสาย progressive rock แต่เล่นกีต้าร์ฟังยังไม่ขึ้น ทำนองยังไม่ไหลลื่น คอร์ดฟังไม่ถึงใจ มาดู 4 วิธีง่าย ๆ

ที่จะทำให้เล่นกีต้าร์ฟังออก ‘ทำนอง’ มากขึ้น

1. ใช้คอร์ดเจ๋ง ๆ
ไม่เชื่อก็ลองพิสูจน์ได้ จากคอร์ดทาบธรรมดา เติมโน้ต 9th เข้าไป แล้วแค่เกลาคอร์ด ก็ฟังออกทำนองแล้ว

2. เล่นบนจังหวะแปลก ๆ
บางครั้งเราอาจจะเล่นทำนองบ้าน ๆ เดิม ๆ แต่เล่นบนจังหวะแปลก ๆ อย่าง 5/4 หรือ 7/4 ก็เปลี่ยนทำนองธรรมดา ๆ เป้นผลงานขึ้นหิ้งได้เลย

3. ใช้ “โมทีฟ (Motif)”
โมทิฟ คือ ไอเดียทางดนตรี ซึ่งก็คือจังหวะสั้น ๆ ถ้าใครเคยฟังบทประพันธ์ของ Beethoven ที่ร้องว่า แท้นแท่นแทนนน…แท้นแท่นแทนน… จังหวะนี้จะถูกใช้ไปเรื่อย ๆ แต่เปลี่ยนโน้ตเอา
ดังนั้นคิดจากจังหวะสั้น ๆ แล้วต่อยอด ดัดแปลงจากตรงนั้น นั่นแหละวิธีคิดทำนองจากโมทีฟ

4. รู้จักที่จะ “เงียบ”
ดนตรี ก็คือภาษาอย่างหนึ่ง ความเงียบก็คือจังหวะหยุดพักบนประโยคเพลงนั่นเอง แทนที่จะเล่นไหลไปเรื่อย ๆ จงรู้จักที่จะแทรกความเงียบลงไปเพื่อเบรคทำนองบ้าง จะทำให้ฟังเป้นทำนองขึ้น

พบกับบทความของเรา ตั้งแต่พุธ – อาทิตย์ ทุกสัปดาห์
อ่านบทความอื่น ๆ ต่อที่ musicarms.net/category/ma/content/
====================================
ขอขอบคุณชาแนล Music is Win บน youtube และ เว็บไซต์ mrfastfinger.net