กีต้าร์ไฟฟ้า Epiphone LTD ED Les Paul Standard Lite

ขายเพียง  16,650฿ จาก  18,500฿

Ibanez AFV75

ขายเพียง  20,700฿ จาก  23,000฿

Epiphone AJ-210CE

ขายเพียง  9,900฿ จาก  11,000฿

แอมป์ไฟฟ้า Marshall MG15G

ขายเพียง  5,600฿ จาก  7,000฿

สายแจ็ค Fender Pro Series 18.6 Ft. หัวงอ

ขายเพียง  720฿ จาก  800฿

สายแจ็ค Fender Pro Series 10 Ft. หัวงอ

เอฟเฟค Ibanez TS9 Tube Screamer Limited Edition Gold Finish

ขายเพียง  7,470฿ จาก  8,300฿

แป้นกระเดื่อง สำหรับ Alesis Sample Pad Pro

Hi-Hat Control สำหรับ Alesis Sample Pad Pro

สายแจ็ค Fender Deluxe Series 25 Ft. Tweed

สายแจ็ค Fender Deluxe Series 18.6 Ft. Tweed

แนะนำ 10 แอมป์กีต้าร์ไฟฟ้าไว้ใช้ซ้อม ราคาไม่เกิน 10,000

ทั้ง 10 รุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นแอมป์คุณภาพเยี่ยมสมกับเป็นแบรนด์ดังที่มือกีต้าร์คุ้นหูกันดี โดยทุกรุ่นจะมีกำลังขับที่ 20-40 วัตต์ สามารถใช้ซ้อมในห้องส่วนตัวได้สบายๆ และยังสามารถต่อหูฟังหากผู้ใช้รู้สึกว่าเสียงดังเกินไปอีกด้วย แอมป์แต่ละยี่ห้อนั้นอาจให้คาแรคเตอร์เสียงที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกซื้อได้ตามความชอบ และแน่นอนว่าทั้ง 5 รุ่นนี้วางรอให้เพื่อนๆเป็นเจ้าของที่ร้าน Musicarms ทั้ง 4 สาขาทั่วกรุงเทพกันเลย สามารถเข้ามาลองเสียงก่อนเลือกซื้อได้ ทางเรายินดีให้บริการเพื่อให้เพื่อนๆได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอครับผม

กีต้าร์โปร่งไฟฟ้า Gibson J-45 Standard

ขายเพียง  81,000฿ จาก  90,000฿

รีวิวคีย์บอร์ด Casio 3 รุ่นราคาประหยัด

อย่างแรกสุดเราจะเห็นได้ว่าเป็นคีย์บอร์ดที่มีขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับเริ่มต้นอย่างมากเพราะพกพาไปเรียนง่าย โดยรุ่น SA-46 จะมี 32 คีย์ ส่วนรุ่น SA-76 และ SA-77 จะมี 44 คีย์ สำหรับมือคีย์บอร์ดแล้ว 44 คีย์ถือว่าเพียงพอต่อการเล่นได้แทบทุกเพลง หรือถ้าใครยังไม่ชินมือ นิ้วไม่ไวพอก็อาจเลือกซื้อแบบ 32 คีย์มาใช้งานดูก่อนได้

Casio ถือเป็นบริษัทที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นคีย์บอร์ดรุ่นเล็กก็ตามแต่มีเสียงในตัวมาให้มากถึง 100 เสียง และรูปแบบดนตรีประกอบถึง 50 รูปแบบ ทำให้การซ้อมไม่จำเจ หรือจะเล่นในงานปาร์ตี้เล็กๆกับเพื่อนๆก็ยังได้ ให้เสียงที่หลากหลาย สามารถเล่นได้ทุกแนวเพลง

แน่นอนว่าเป็นคีย์บอร์ดที่เจาะกลุ่มตลาดผู้เริ่มต้น ดังนั้นฟังก์ชั่นบทเรียนจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ใน 3 รุ่นนี้ แลยังมีเพลงสาธิตที่ไม่ยากเกินไปมาให้ถึง 10 เพลง น้องๆเพื่อนๆคนไหนอยากหัดเล่นตามก็สามารถเล่นได้ โดยทั้ง 3 รุ่นนี้จะมีฟังก์ชั่นกดเปิด-ปิดเมโลดี้ ในช่วงแรกอาจเล่นตามกันไปก่อน แต่ถ้าเริ่มชำนาญแล้วจะปิดเสียงต้นฉบับเลยก็ได้

ใครที่กลัวว่าซ้อมแล้วจะไปรบกวนคนอื่นนี่หายห่วงได้เลยเพราะ 3 รุ่นนี้มีช่องเสียบหุฟังมาให้ซ้อมส่วนตัวโดยเฉพาะ และยังมีแป้นกลองที่หน้าคีย์บอร์ดถึง 3 แป้น สามารถเล่นเสียงกลองต่างๆได้ โดยอาจจะให้น้องมากดเพื่อให้จังหวะ หรือจะเล่นเพลงพร้อมทำเพลงเบาๆก็ยังไหว

เรื่องการใช้งานที่ครบครันแล้ว การควบคุมยังสุดแสนจะง่ายดายเพราะทุกฟังก์ชั่นนั้นแสดงผลผ่านหน้าจอ LCD ลำโพงขนาด 8 ซม. 2 ตัว ให้เสียงที่ชัดเจน สำหรับรุ่น 46 และ 76 จะคล้ายๆกันต่างแค่จำนวนแป้นคีย์ ส่วนรุ่น 77 จะมีเสียงเพอร์คัสชั่นแบบอินเดียมาให้เพิ่มอีก 2 เสียง โดยที่ราคาแทบไม่ต่างกันเลย อันนี้ทำมาเพื่อคนชอบซาวด์แปลกๆโดยเฉพาะ

Casio คำนึงถึงทุกรูปแบบการใช้สอยแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยก็ตาม โดยนอกจากจะดีไซด์มาในขนาดเล็ก หน้าจอที่ดูแล้วใช้งานง่ายแล้ว ยังทำที่จับสำหรับการขนย้ายมาให้อีกด้วย นับว่า Casio ใส่ใจในทุกรายละเอียดของนักดนตรีอย่างแท้จริง ไม่เว้นแม่แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ

ข้อดี

  • ราคาประหยัด
  • ฟังก์ชั่นใช้งานครบเครื่อง
  • มีเสียงและจังหวะให้เลือกมากมาย
  • พกพาสะดวก

ข้อเสีย

  • แป้นคีย์น้อยเกินไปสำหรับมืออาชีพ

เหมาะสำหรับ

  • ผู้เริ่มต้นเล่นคีย์บอร์ด
  • ผู้มองหาคีย์บอร์ดราคาถูก ใช้งานได้จริง

บทสรุปกับ Casio SA-46, Casio SA-76 และ Casio SA-77 ทั้งสามรุ่นนี้ถือเป็นคีย์บอร์ดที่ทำออกมาตีตลาดได้โดนใจผู้เริ่มต้นอย่างมาก รวมถึงหลายๆคนที่ต้องการคีย์บอร์ดดีๆไว้ใช้งานซักตัว เรื่องชื่อแบรนด์ Casio การันตีตัวเองอยู่แล้วว่าเป็นสินค้าคุณภาพ ทำให้หลายคนไว้วางใจ และเพื่อนๆคนไหนอยากได้คีย์บอร์ด 3 รุ่นนี้ก็สามารถเดินเข้ามาเลือกซื้อหรือสอบถามรายละเอียดอีกทีกับทีมทางขายหน้าร้านของ Musicarms ได้เลยนะครับ เราจะดูแลเพื่อนๆอย่างดีเพื่อให้ได้เครื่องดนตรีคุณภาพก่อนออกจากร้านแน่นอนครับผม

ราวเบลสนาม Gusta Standard 27 คีย์

รีวิวคีย์บอร์ด Yamaha รุ่น PRS-E463

ดูจากหน้าตาการดีไซด์มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะเป็นคีย์บอร์ดขนาด 61 คีย์เช่นเดียวกับ E-453 ตอบสนองทัชชิ่งได้ 3 ระดับ และตั้งค่า Fixed (ไม่ใช้งาน) ได้ ด้านซ้ายมือจะเป็นปุ่มเลื่อน Pitch Blend โดยจะทำซาวด์เครื่องดนตรีได้ถึง 237 แบบ เพียงแค่กดปุ่ม Voice และใช้แป้นจานหมุน เช่นเดียวกับเสียงกลองแบบ SFX ที่มีการปรับปรุงให้สมจริงมากขึ้นถึง 24 แบบ

ฟังก์ชั่นหลักๆของทาง PRS-E453 เดิมนั้นถูกยกมาแทบทั้งหมดเพราะยังเป็นฟังก์ชั่นจำเป็นที่นักดนตรีต้องใช้งาน โดยจะควบคุมผ่านหน้าจอ LCD ภาษาอังกฤษที่ใช้งานง่าย ระบบหลักๆเช่น Metronome หรือฟังก์ชั่นบทเรียนก็ควบคุมผ่านหน้าจอนี้ได้

ตัวเอฟเฟคนั้นมีการปรับมาใช้เป็น DSP (Digital Signal Processor) มีผลทำให้เพิ่มสัญญาณเสียงเอฟเฟคกับเป้าหมายที่ระบุ หรือเสียงเอฟเฟคจะเข้มข้นขึ้น เป็นการปรับปรุงมาจากระบบซอฟแวร์ที่ทาง Yamaha เคยใช้ โดยควบคุมผ่านปุ่ม DSP ที่แผงคอนโทรลหน้าจอได้โดยตรง ตัวเอฟเฟคหลักๆยังให้มาครบครัน Reverb 12 แบบ, Chorus 5 แบบ และ DSP 10 แบบ

สิ่งที่พิเศษและเพิ่มเข้ามาในรุ่น PRS-E463 นี้คือฟังก์ชั่น Sampling และ Groove สามารถ Sampling ได้จากการเชื่อมต่อ Aux in โดยจะเป็นซาวด์สเตอริโอที่ความละเอียด 16 บิท และยังมีระบบ Quick Sampling โดยทำได้ 3 แบบ คือ Normal, Oneshot, Loop ระยะเวลา Sampling อยู่ที่ 9.6 วินาที ส่วน Groove นั้นตั้งค่าได้ถึง 35 แบบ จัดเรียงเพลงกันตามความชอบเลือก Selection ได้ 4 แบบ และ Music Climax 1 แบบ

เรื่องเสียงนั้นบอกเลยว่าหายห่วง ระดับคีย์บอร์ด Yamaha ทำออกมาได้ดีเยี่ยมทุกรุ่นอยู่แล้ว และทาง PRS-E463 มีการปรับใช้ AWM Stereo ระบซาวด์ที่สมจริงมากขึ้น พร้อมกับมีปุ่มเลือกเสียงแกรนด์เปียโนโดยตรงที่หน้าแผงควบคุม ทำให้นักดนตรีต่างยกนิ้วเลยว่าเสียงยอดเยี่ยม นอกจากซาวด์เปียโนแล้ว ยังมีการผสมเสียง G-Lite และ การปรับเสียงร้องอีกด้วย

คีย์บอร์ดรุ่นหลังๆของทาง Yamaha เป็น Work Station หรือการทำงานในเครื่องเดียวจบ ทาง PRS-E463 จึงมีระบบที่เอิ้อต่อการทำเพลงมากมายไม่ว่าจะเป็นระบบตัดเสียงแบบ Crossfade, ฟังค์ชั่นเสียงร้องทำเสียงแบบ Sweet ได้ 8 เสียง เสียง Cool ได้ 3 เสียง และเสียงไดนามิค ทำเพลงผ่านคอมพิวเตอร์โดนการโหลดแอปเสริมจากทางเวป Yamaha ได้โดยตรง และจัดเก็บเพลงผ่าน USB ได้ นับว่าเอนกประสงค์สุดๆ

ข้อดี

  • ปรับปรุงเรื่องเสียง สมจริงมากขึ้น มีเสียงแกรนด์เปียโน
  • Sampling ได้
  • มีระบบ Groove
  • สามารถทำเพลงได้ในตัวด้วยระบบ USB Audio Recorder

ข้อเสีย

  • ตัวเอฟเฟคค่อนข้างน้อย

เหมาะสำหรับ

  • คนชอบเทคโนโลยีใหม่ๆในคีย์บอร์ด
  • ผู้ชอบปาร์ตี้ อยากเป็น DJ
  • ผู้ต้องการคีย์บอร์ดคุณภาพดีไว้ออกงาน

บทสรุปกับคีย์บอร์ด Yamaha รุ่น PRS-E463 ถือว่าทำออกมาได้คุ้มค่าสมกับที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีนี่ต้องยกนิ้วให้กับทาง Yamaha ที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆขึ้นมาไม่หยุดหย่อน แค่คีย์บอร์ดเครื่องเดียวก็สามารถทำเพลงได้ครบถ้วนและยังเป็น DJ ได้อีกด้วย สมกับคำว่า Work Station อย่างแท้จริง หากใครต้องการคีย์บอร์ดเจ๋งๆซักตัวคงไม่ต้องคิดมาก รุ่นนี้ตอบโจทย์แน่นอน และสามารถซื้อได้ที่ร้าน Musicarms ทุกสาขา ทางเรามีสินค้ารอให้เพื่อนๆเป็นเจ้าของกันอยู่นะจ๊ะ

บทความ 9 กีต้าร์โปร่ง Ibanez ราคาไม่เกิน 10,000 บาท

ทั้ง 9 รุ่นนี้คือกีต้าร์โปร่ง Ibanez ที่ทาง Musicarms รับรองเลยว่าเสียงดีคุ้มค่า โดยที่ราคาก็ย่อมเยา ยี่ห้อนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีฐานการผลิตอยู่ทั่วเอเชียและบริษัทแม่เข้าควบคุมอย่างใกล้ชิด กีต้าร์ที่ออกจากโรงงานผ่านการตรวจสอบอย่างดี ที่พิเศษคือคอและเนื้อไม้เหมาะกับคนเอเชียอย่างมาก ถ้าเพื่อนๆคนไหนสนใจกีต้าร์โปร่ง Ibanez ทั้ง 9 รุ่นนี้ หรือจะเป็นรุ่นอื่นๆก็ตาม สามารถเข้ามาสอบถามได้ที่้ราน Musicarms ทุกสาขา ทางเรายินดีให้บริการอย่างยิ่งเพื่อที่เพื่อนจะได้กีต้าร์ดีๆก่อนออกจากร้าน เพราะ Musicarms คือตัวแทนจำหน่ายกีต้าร์ชั้นนำแทบทุกยี่ห้อ ถ้าคิดถึงเครื่องดนตรี ขอให้คิดถึง Musicarms เป็นชื่อแรกแล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

Audio Interface คืออะไร

Audio Interface คือตัวส่งข้อมูลเสียงในระบบดิจิตอล หลักการทำงานของมันก็เข้าใจได้ง่ายๆคือการแปลงสัญญาณเสียงจากอนาล็อคเป็นดิจิตอล ดังนั้นไม่ว่าเราจะบันทึกเสียงใดๆก็ตามซึ่งจะเข้าไปเป็นเสียงอนาล็อค เช่นเสียงกีต้าร์, เสียงเบส หรือแม้แต่เสียงร้องเพลง เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ก็จะช่วยแปลงสัญญาณให้เป็นดิจิตอลนั่นเอง แล้วทีนี้การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมทำเพลงต่างๆนั้นจะเป็นรูปแบบดิจิตอล ดังเช่นในรูป เราจะนำเสียงที่บันทึกไปตกแต่งอีกที

นอกจากจะแปลงสัญญาณเป็นดิจิตอลแล้ว เจ้าเครื่องนี้ยังสามารถแปลงสัญญาณกลับเป็นอนาล็อคได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการต่อเสียงเพลงที่ทำเสร็จแล้วออกลำโพงในระบบอนาล็อค เพียงแค่เสียบเข้ากับ Audio Interface เสียงที่ออกลำโพงก็จะเป็นอนาล็อคทันที บางคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีขั้นตอนการแปลงเสียงหลายขั้นแบบนี้ คำตอบคือมันจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตกแต่งเสียงหรือทำเพลง เพราะบางคนจะไม่ชอบซาวด์ดิบๆที่ออกลำโพงเลย หรืออาจจะมีเสียงรบกวนเช่นเสียงลม จึงต้องแปลงไฟล์กันก่อน

สรุปง่ายๆคือ เจ้า Audio Interface นั้นมีหน้าที่แปลงสัญญาณนั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกมันว่าซาวด์การ์ดก็ได้ แม้จะไม่ได้เชื่อมต่อกับคอมโดยตรงก็ตาม ออกแนว External ซะมากกว่า แต่หลักการใช้งานจะคล้ายๆกัน Audio Interface จะมีขั้นตอนภายในสองแบบคือ A/D ย่อมาจาก Analog-to-digital converter หมายถึงการแปลงสัญญาณเสียงจากอนาล็อก(สัญญาณไฟฟ้า) เป็นข้อมูลแบบดิจิตอล และ D/A ย่อมาจาก Digital-to-analog converter หมายถึงการแปลงสัญญาณจากดิจิตอลเป็นอนาล็อก ซึ่งก็คือการทำงานย้อนกระบวนการกับ A/C

แม้ว่า Audio Interface จะมีหลายราคาแต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่ม Input และ Output ซึ่งมืออาชีพหรือนักทำเพลงบางครั้งต้องการเชื่อมต่อกับเครื่องดนตรีหลายประเภทก็จะใช้รุ่นใหญ่ที่มีราคาสูงซักหน่อย จำนวนของ Input และ Output จะแปรผันกับราคามากที่สุด เพราะเพียงแค่ 2 ช่องอาจทำได้แค่อัดกีต้าร์คนเดียวลงยูทูปเท่านั้น ถ้าต้องการต่อไมค์ หรือกลองชุด บางครั้งต้องเลือก Audio Interface ที่มีจำนวนมากกว่า 10 Input กันเลยทีเดียว

นอกจากจะเลือก Audio Interface ที่มีช่องเสียบเพียงพอแล้ว สิ่งหลักที่ต้องคำนึงกันเลยคือการเข้ากับอุปกรณ์ซอฟแวร์ที่ใช้งานอีกด้วย ปัจจุบันมีโปรแกรมอัดเพลงมากมายทั้งระบบ Android, iOS หรือเป็น Windows ในบางครั้ง Audio Interface อาจจะไม่รับกับระบบที่ใช้ ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้อ Audio Interface เพื่อนคงต้องศึกษามันให้ดีก่อนว่ารองรับกับระบบไหนกันบ้าง

และนี่คือหลักการทำงานของ Audio Interface คร่าวๆที่หลายคนกำลังสงสัยว่ามันคืออะไร รับรองว่าจะช่วยให้การบันทึกเสียงหรือทำเพลงเป็นไปได้ง่ายมากกกก นัก Youtuber หลายคนก็ใช้ Audio Interface ทำเพลงซึ่งจะตัดเสียงรบกวนได้มากจนเกือบหมด เนื่องเสียงออกมาสมูธต่างจากตั้งโทรศัพท์และบันทึกโดยตรงแน่นอน หากใครชื่นชอบการบันทึกเสียงแล้ว มีติดตัวไว้เป็นเรื่องดี แน่นอว่ามีจำหน่ายที่ร้าน Musicarms ทุกสาขา เพื่อนๆสามารถเข้ามาเลือกชมและสอบถามข้อมูลจากทีมงานเรากันได้ ยินดีให้บริการด้วยความเต็มใจครับผม