3 วิธีการง่ายๆในการเลือกปิ๊กกีต้าร์

ถ้าพูดถึงปิ๊กกีต้าร์แล้ว หลายๆคนอาจไม่ต้องคิดมากเลยในการเลือกซื้อเพราะเป็นอุปกรณ์ดนตรีที่ราคาถูกมาก ทำให้มีนักดนตรีทั้งสมัครเล่นและมืออาชีพต่างใช้ปิ๊กกีต้าร์ที่ไม่ตรงกับกีต้าร์หรือแนวดนตรีของตนเท่าไหร่นัก หลายๆคนอาจจมองเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่หารู้ไม่ว่าหากเลือกใช้ปิ๊กกีต้าร์ได้ดีแล้ว จะช่วยให้การเล่นกีต้าร์ของคุณราบลื่นขึ้นเพราะมีความถนัดมือ เพราะปิ๊กกีต้าร์แต่ละแบบจะแตกต่างกันไปตามขนาดความกว้างและความหนาของตัวปิ๊ก นอกจากนั้นยังมีการแบ่งตามวัสดุที่ใช้ผลิตปิ๊กแต่ละอันอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าความสำคัญของปิ๊กกีต้าร์นั้นแทบจะไม่น้อยไปกว่าตัวกีต้าร์ที่เล่นเลย ดังนั้นทาง Music Arms ก็จะขอนำเสนอการเลือกปิ๊กกีต้าร์ให้เหมาะสมกับตนเองอย่าง่ายๆดังนี้

เลือกความหนาของปิ๊ก

ปิ๊กกีต้าร์ตามปกติแล้วจะมีความหนา 3 ชนิด ซึ่งก็จะบอกขนาดไซด์อยู่ที่ตัวปิ๊กได้แก่

  • “T” หรือ Thin แบบบาง (0.45–0.69 มม.) แบบนี้มือกีต้าร์มักจะใช้ในตัวกีต้าร์โปร่ง เพราะเวลาดีดตัวปิ๊กจะลู่ไปกับสายกีต้าร์ทำให้เสียงคอร์ดค่อนข้างกลมกลืน ซาวด์จะออกมาสมูธมากขึ้น หรือจะใช้ในกีต้าร์ไฟฟ้าก็ได้หากเป็นการตีคอร์ด
  • “M” หรือ Medium ขนาดกลาง (0.70–0.84 มม.) เสียงตัวโน๊ตแต่ละตัวจะออกมาชัดเจน ใส และแข็งแรง เหมาะทั้งโซโล่และตีคอร์ด
  • “H” หรือ Heavy (0.85–1.20 มม.) เป็นปิ๊กที่เหมาะกับการเล่นกีต้าร์โซโล่ที่เน้นการเล่นที่ต้องการความเร็ว เสียงที่ได้ก็จะมีความหนา

Image result for pick guitar size

เลือกรูปทรงของปิ๊ก

รูปทรงของปิ๊กกีต้าร์ที่ทำออกมาจำหน่ายก็จะมีหลายรูปแบบ โดยมากแล้วการเลือกรูปทรงของปิ๊กจะเน้นแค่ถนัดมือเท่านั้น แต่มีการเล่นดนตรีบางประเภทที่ต้องคำนึงถึงรูปทรงเช่นกันเช่น หากต้องการโซโล่เสียงกรีดแหลมแบบร็อคก็ต้องเลือกปิ๊กขนาดเล็ก หรือที่บ้านเราเรียกว่า”กัดปิ๊ก”นั่นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีปิ๊กเฉพาะทรงเช่น ทรงแจ๊สที่ผลิตมาเพื่อนักดนตรีแจ๊สอีกด้วย สำหรับทรงของปิ๊กที่ค่อนข้างนิยมจะเป็นทรงหยดน้ำที่พบเห็นได้ทั่วไปเพราะเป็นทรงสแตนดาร์ดเหมาะกับดนตรีทุกแนว หรือถ้าเล่นกีต้าร์โปร่งและชอบตีคอร์ดก็ต้องเลือกปิ๊กที่เป็นทรงสามเหลี่ยมเพื่อเสียงที่นุ่มนวล นอกจากนี้รูปทรงของปิ๊กยังมีแบบปิ๊กนิ้วหรือสวมนิ้วสำหรับสาวกฟิงเกอร์สไตล์เช่นกัน

Image result for pick guitar

เลือกวัสดุที่ใช้ผลิต

ส่วนมากปิ๊กที่เห็นตามท้องตลาดจะทำจากพลาสติก แต่เนื้อพลาสกติกแต่ละประเภทย่อมแตกต่างกันไปทั้งเซลลูลอยด์ ไนล่อน และคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งรุ่นที่นิยมใช้กันมากทั่วโลกจะเป็นแบบคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 1.0 ของ Dunlop ซึ่งปิ๊กที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์จะแข็งกว่าพลาสติกชนิดอื่นๆ ทำให้ปิ๊กชนิดนี้เข้ากับแนวเพลงค่อนข้างมากและใช้กับกีต้าร์ไฟฟ้าได้ดี มือกีต้าร์ที่เล่นแนวไฟฟ้าจึงค่อนข้างนิยมเพราะสามารถโซโล่ก็ได้ ตีพาวเวอร์คอร์ดก็แน่น แต่หากเป็นสายกีต้าร์โปร่งจะเน้นแบบปิ๊กไนล่อนที่ให้ความนุ่มนวลของเสียง ข้อเสียของปิ๊กแบบไนล่อนคือเสียงที่ออกมาจะค่อนข้างเบาแต่ให้ความต่อเนื่องของเสียงดี นอกจากนี้ยังมีปิ๊กที่ทำจากวัสดุอื่นๆ เช่น เหล็ก หรือ กระดูก แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักเพราะแข็งมากจึงทำให้สายกีต้าร์เสื่อมหรือขาดง่าย

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการเลือกปิ๊กก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยต่อการเล่นกีต้าร์ เพราะหากเลือกปิ๊กไม่ตรงตามกีต้าร์ที่เล่นแล้ว การดูแลรักษาสายกีต้าร์ก็จะยุ่งยากเช่นใช้ปิ๊กแบบหนามาเล่นอะคูสติกก็มีโอกาสที่สายจะขาดง่าย หรือใช้ปิ๊กแบบบางไปหัดโซโล่ก็จะทำให้การโซโล่เป็นไปอย่างยากลำบากจนมือใหม่หลายคนอาจรู้สึกท้อไปเลย หรือบางคนอาจชอบแนวกัดปิ๊กแต่ไปใช้ปิ๊กขนาดใหญ่ทรงสามเหลี่ยมก็ทำให้เสียงกัดปิ๊กไม่ค่อยออกหรือ sustain ไม่ยาวเท่าที่ควร ดังนั้นอย่าละเลยจุดง่ายๆในการเล่นกีต้าร์อย่างการเลือกปิ๊ก เพราะนี่จะเป็นทริคเล็กๆน้อยๆที่ช่วยในการเล่นกีต้าร์ของเพื่อนๆให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมไปถึงการบำรุงรักษาสายกีต้าร์อีกด้วย รู้แล้วก็อย่าลืมไปเลือกปิ๊กให้เหมาะสมกันนะจ๊ะ

ขอบคุณบทความจาก learntoplaymusic

ขอบคุณรูปภาพจาก wholesaler, howlingmonkeypick ,harmonycentral , guitartopreview

ระดับเสียงร้องของมนุษย์

การขับร้องถือเป็นการสร้างสรรค์ดนตรีที่ง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดของมนุษยชาติ ซึ่งเสียงของนักร้องทั่วไปนั้นก็จะแตกต่างกันไปตาม เพศ ชาติพันธุ์ วัย รวมไปถึงการออกเสียงตามลักษณะภาษาอีกด้วย เสียงร้องเพลงของมนุษย์นั้นจะขึ้นอยู่กับลมหายใจ ดังนั้นการร้องเพลงที่ดีคือการหายใจที่ถูกจังหวะและดึงเสียงออกมาจากช่องลม ซึ่งหลายคนน่าจะเคยได้ยินมา นอกจากนั้นยังมีประเภทเสียงแบบต่างๆซึ่งหากเรียนขับร้องแล้วจะต้องรู้ว่าระดับเสียงของตนเองนั้นอยู่ในช่วงใด จึงจะเลือกเพลงที่เหมาะสมกับตนหรือร้องประสานเสียงกับผู้อื่นได้อย่างกลมกลืน ดังนั้นเราจะมาดูวิธีการแยกประเภทลักษณะเสียงแต่ละประเภทกันก่อน เพื่อเพื่อนๆผู้อ่านจะได้แนวทางการร้องเพลงของตนเองที่ถูกต้อง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Soprano Voice

ปกติแล้วเสียงของมนุษย์จะแบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ ฝ่ายหญิง 3 ประเภท เรียงจากเสียงสูงไปหาต่ำ เช่น โซปราโน (Soprano) เมซโซโซปราโน (Mezzo-soprano) และอัลโต (Alto) สำหรับฝ่ายชาย 3 ประเภทเรียงจากเสียงสูงไปหาต่ำ เช่น เทเนอร์ (Tenor) บาริโทน (Baritone) และเบส (Bass) แต่ก็อาจมีข้ามระดับกันได้บ้างในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีโทนเสียงต่ำหรือฝ่ายชายมีโทนเสียงที่สูงกว่าปกติ ในบางครั้งจึงอาจเห็นผู้ชายร้องเสียงโซปราโนได้ หรือผู้หญิงร้องเสียงเบสได้ ซึ่งวงขับร้องประสานเสียงคอรัสจะต้องการความกลมกลืนในระดับเสียงที่แตกต่างกันไป

โซปราโน (Soprano)

เป็นเสียงที่สูงที่สุดของผู้หญิง ซึ่งอยู่ในตัวโน๊ต A หรือ Bb ที่ออคเต็ป 3 โน๊ตที่ต่ำที่สุดของโซปราโนคือ F ที่ออคเต็ป 3 ในขณะที่โน๊ตสูงสุดอาจไปถึง G ออคเต็ป 6 เลยทีเดียวเหมือนที่ Jules Massenet เคยทำได้ในคอนเสิร์ตโมสาร์ท Popoli di Tessaglia! นักร้องเสียงโซปราโนจะมีการใช้ลูกเล่นที่ช่วงคอ ปกติแล้วเสียงโซปราโนมักจะเอาไว้ร้องเพลงดนตรีคลาสสิคเช่น โมสาร์ท หรือ เพลงของบีโธเฟ่น และมักจะเป็นการขับร้องประสานเสียงซะเป็นส่วนมาก เพราะลักษณะเสียงค่อนข้างสูงและกังวานนั่นเอง

เมซโซโซปราโน (Mezzo-soprano)

เป็นเสียงที่ระดับคีย์ต่ำลงกว่าโซปราโนเล็กน้อย ปกติแล้วเสียงประเภทนี้เราจะได้ยินในการร้องเพลงละครเวทีหรือจำพวกโอเปร่าของทางฝั่งยุโรป เสียงเมซโซโซปราโนจะมีคีย์ที่ค่อนข้างกว้างเพราะเป็นเสียงร้องได้หลายประเภทดนตรี ปกติแล้วเสียงเมซโซโซปราโนจะอยู่ที่ A ออคเต็ป 3 ไปจนถึง A ออคเต็ป 5 ซึ่งกว้างสุดในย่านคีย์ของนักร้องผู้หญิง โทนเสียงประเภทนี้จะมีความเข้มกว่าโซปราโนและมีมิติอารมณ์ จึงปรากฏในละครเวทีหลายเรื่อง เรื่องที่ดังที่สุดคงไม่พ้น โรมีโอ แอนด์ จูเลียต ของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ซึ่งถ้าใครอยากฟังเสียงเมซโซโซปราโนก็ไปหาฟังในละครเรื่องนี้ได้

อัลโต (Alto)

เป็นเสียงต่ำสุดของผู้หญิงซึ่งในเพลงสมัยใหม่เราจะได้ยินเสียงโทนนี้ค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะเป็นป็อป ร็อค บลูส์ แจ๊ส เพราะจะเป็นคีย์มาตรฐานที่นักร้องหญิงในปัจจุบันร้อง (ไม่นับพวกตัวแม่อย่างเช่น Mariah Carey หรือ Celine Dion ที่จะทำคีย์ได้สูงกว่านี้) คีย์ของอัลโตจะอยู่ที่ E ออคเต็ปที่ 3 จนถึง F ออคเต็ป 5 เสียงอัลโตนี้จะไม่ค่อยได้เห็นในวงประสานเสียงมากนักเพราะส่วนมากนิยมผสมเสียงระหว่างชายหญิงเองมากกว่า ทำให้เสียงอัลโตต้องไปหาฟังในเพลงสมัยใหม่ซะเป็นส่วนใหญ่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Voice Tenor

เทเนอร์ (Tenor)

เสียงคีย์สูงของเพศชายโทนนี้จะอยู่ในคีย์ C3- B4 เสียงเทเนอร์จะนิยมใช้มากในเพลงโอเปร่าที่เป็นเสียงผู้ชาย คีย์สูงที่สุดที่เคยบันทึกไว้คือ F5 โดย Bellini puritani นักร้องโอเปร่าชาวอิตาลีในคอนเสิร์ต “Credeasi misera” ชื่อเทเนอร์นั้นมาจากภาษาละตินมีความหมายว่า ควบคุม ดังนั้นเสียงเทเนอร์จึงมักจะเป็นเสียงหลักในดนตรีโอเปร่า โดยมักจะนำไปผสมกับเมซโซโซปราโนเพื่อให้ได้เสียงอัลโตนั่นเอง นอกจากนี้แล้วเสียงเทเนอร์ยังเป็นเสียงคีย์มาตรฐานในเพลงของโมสาร์ทอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Voice Baritone

บาริโทน (Baritone)

เป็นเสียงผู้ชายที่พบมากที่สุด โดยคำว่าบาริโทนมาจากภาษากรีก แปลว่าลึกหรือหนัก เสียงบาริโทนจะอยู่ในคีย์ G2 จนถึง G4 แม้ว่าเป็นเสียงผู้ชายทั่วไปแต่เสียงบาริโทนกลับได้รับการยอมรับในวงกว้างไม่เหมือนเสียงอัลโต เพราะตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 บาริโทนก้ได้เป็นเสียงหลักในการร้องเพลงโอเปร่าที่อิตาลีแล้ว จนมาถึงศตวรรษที่ 20 ก็ยังเป็นเสียงหลักในดนตรีสมัยใหม่ของทางอังกฤษและอเมริกาอีกด้วย เสียงบาริโทนจึงเป็นเสียงที่หาฟังได้ง่ายที่สุดตั้งแต่เพลงโอเปร่าจนมาถึงเพลงคลาสสิคปัจจุบันนั่นเอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Voice Bass

เบส (Bass)

ตามชื่อภาษาอังกฤษเลยเพราะเสียงนี้จะเป็นคีย์ของเครื่องดนตรีประเภทเบสหรือเสียงที่ต่ำกว่าออคเต็ปปกติ ปกติแล้วเสียงโทนนี้จะไม่เป็นเสียงหลักในการร้อง ดังนั้นเราจะไม่เห็นเสียงเบสในเพลงปกติเท่าไหร่นัก ยกเว้นการร้องประสานเสียงที่เสียงเบสเป็นกุญแจสำคัญในการประสานให้เข้ากับเสียงโทนอื่น ดังนั้นเราจะพบเสียงเบสในการร้องเป็นวงแทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นโอเปร่า เพลงคลาสสิคโบราณยุคโมสาร์ท บีโทเฟ่น จนมาถึงเพลงปัจจุบันที่ขาดเสียงเบสไม่ได้เลย เสียงเบสนั้นจะอยู่ในคีย์ D2- E4

หากนักร้องค้นพบว่าเสียงของตนเองอยู่ในระดับใด ก็จะง่ายต่อการหาคีย์ในการร้องเช่นเดียวกับการประสานเสียงกับผู้อื่น และนักดนตรีที่เป็นแบ็คอัพก็จะรู้สึกง่ายในการหาคีย์อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถฝึกร้องเพลงให้ถูกต้องกับโทนเสียงตนเอง เช่น โซปราโนก็จะเน้นการสั่นของลูกคอ ในขณะที่เสียงเบสจะเน้นช่องลมบริเวณท้องเป็นอย่างมาก พอรู้จักระดับเสียงของตนเองก็จะง่ายในการฝึกฝนเพื่อเป็นนักร้องคุณภาพในอนาคต

ขอบคุณบทความจาก choirly

ขอบคุณรูปภาพจาก choirly

Fender American Elite Telecaster Thinline กีตาร์ไฟฟ้า

ขายเพียง  72,000฿ จาก  80,000฿

Fender American Elite Stratocaster กีตาร์ไฟฟ้า

ขายเพียง  67,500฿ จาก  75,000฿

เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้ของไม้ Top-Solid

Line 6 Variax STD กีตาร์ไฟฟ้า

ขายเพียง  32,000฿ จาก  37,650฿

การปรับซาวด์หน้าตู้และชนิดเอฟเฟ็ค

เอฟเฟคกีต้าร์ถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆของมือกีต้าร์ไฟฟ้า เพราะนอกจากตัวกีต้าร์จะได้คุณภาพแล้ว การปรับซาวด์จากตู้ แอมป์และเอฟเฟ็คก็มีส่วนอย่างมาก การปรับซาวด์หน้าตู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่มือกีต้าร์ต้องเรียนรู้ อีกทั้งชนิดของเอฟเฟคเองก็มี หลายแบบให้เลือกใช้งานตามประเภทแนวดนตรี วันนี้จึงจะบอกถึง Tone หน้าตู้และชนิดเอฟเฟคแต่ละประเภทว่าให้ เสียงอย่างไร

LINE-6-SPIDER-V-20-ด้านซ้าย

Tone Controls หน้าตู้

ปกติแล้วตู้แอมป์กีต้าร์ไฟฟ้าจะมีแผง EQ (equaliser) 3 ย่านเสียงคือ Treble (เสียงแหลม)
Middle (เสียงกลาง) และ Bass (เสียงทุ้ม) ซาวด์ Treble จะให้เสียงที่คมชัดมากขึ้นซึ่งปกติแล้วจะปรับที่ ระดับ 5-6 ส่วนซาวด์ Middle จะให้เสียงแบบร็อคซาวด์ ซึ่งปกติแล้วจะปรับกันที่ 3-4 และ ซาวด์ Bass คือซาวเสียงทุ้มที่มักปรับกันที่ระดับ 6-7 ยกเว้นแอมป์ขนาดเล็กที่ซาวด์จะบาง จึงต้องปรับ 7-8 ในบางรุ่น

นอกจากนี้แอมป์ยังมีส่วนของ Gain และ Overdrive คือทำเสียงให้แตกไว้ใช้ในแนวดนตรีร็อค เมื่อก่อนจะเป็น เอฟเฟ็คชนิดหนึ่งซึ่งค่ายแรกๆที่ทำออกมาคือ Boss ปัจจุบันได้เอาฟังค์ชั่นนี้ใส่ไว้ในตู้แอมป์ด้วยเพราะมีการใช้อย่างแพร่หลาย ปกติก็จะปรับได้ถึง 10 ระดับตามความแตกและดุของเสียง ซึ่งแตกต่างกันไปตามแนวดนตรี ถ้าต้องการร็อคหนักๆก็ต้อง ปรับเยอะ หรือถ้าเป็นบลูส์เบาๆก็อาจปรับแค่ 3-4 เท่านั้น

LINE6-POD-GO-Wireless-Full

ชนิดของเอฟเฟค

ปัจจุบันเอฟเฟคที่เป็นระบบดิจิตอลได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะสะดวกต่อการใช้งานและพกพา แต่ยังมีกลุ่มนักดนตรีที่ชื่นชอบ การแยกเอฟเฟคแบบก้อนอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะมือกีต้าร์ที่เล่นอาชีพตามเวทีใหญ่ๆ เพราะเอฟเฟคแบบก้อนจะมีการตัดและต่อ ย่านเสียงเข้าตู้แอมป์โดยตรง ทำให้ซาวด์แต่ละประเภทชัดเจนไม่ถูกรบกวน เอฟเฟคแบบก้อนก็จะมีหลายชนิด เช่น

เอฟเฟค Joyo R-14 Atmosphere 9 Modes Multi Reverb

Reverb

เป็นซาวด์ที่ทำให้เสียงก้องขึ้นเหมือนเล่นอยู่ในห้อง ปกติแล้วมักจะใช้ควบคู่กับเสียงคลีนเพื่อเพิ่มความหนาให้กับซาวด์กีต้าร์ ลักษณะเสียงจะคล้าย Echo หรือเข้าใจง่ายๆว่าเสียงซ้อนกันทำให้ฟังแล้วหนาขึ้นนั่นเอง ปกติแล้วค่า Reverb มักจะ ปรับที่ 2-4 คือไม่มากเท่าไหร่นัก

Joyo R-10 Nascar BBD Bucket Brigade Analog Delay

Delay

หลายๆคนอาจจะรู้ว่า Delay คล้ายๆ Reverb แต่ Delay จะเป็นลักษณะเสียงสะท้อน เช่น เล่นโน๊ตตัวหนึ่งแล้ว อีกประมาณ 1 วินาทีจะมีเสียงโน๊ตตัวนั้นซ้อนขึ้นมาในหางเสียงของเสียงแรก ลักษณะการสะท้อนจะเหมือนเสียงในถ้ำแตกต่างจาก Reverb เพราะเสียงจะเป็นลักษณะ”ตาม” ไม่ใช่การ”ซ้อน”แบบ Reverb ปกติจะปรับกันที่ 5-6

Chorus Effect

Chorus

ซาวด์นี้ลักษณะตรงตามชื่อคือเหมือนมีคอรัสเบาๆคลอไปด้วย มือกีต้าร์ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเสียงกีต้าร์หวานขึ้น มักจะใช้ในดนตรี แจ๊ส เพราะเสียงจะฟังดูลึกมีมิติ ปกติแล้วปรับที่ 3-4 หรือถ้าเป็นแนวแจ๊สก็อาจจะตั้งไว้เยอะขึ้น ปัจจุบันคอรัสค่อนข้างได้รับความนิยมเพราะทำให้ซาวด์กีต้าร์ฟังดูเต็มหรือแน่นขึ้น อีกทั้งการปรับคอรัสมากนั้นไม่ค่อยทำให้ซาวด์เปลี่ยนเหมือนดีเลย์ จึงเลือกตั้งค่าได้ตามความชอบใจ

Strymon Flanger

Flanger

เอฟเฟคแบบนี้จะให้ซาวด์ที่แตกต่างออกไปอย่างเด่นชัด เพราะตัวนี้จะเป็นการปรับความถี่ของเสียงให้ช้าหรือเร็วขึ้น เสียงเวลากดเอฟเฟคจึงเป็นเสียงคล้ายรถวิ่งหรือเสียงเครื่องบินเพราะมีการแปลงความถี่มาแล้ว ซาวด์จะมีลักษณะแกว่งๆจนบางคนให้คำนิยามว่าเสียงจะเป็นแบบ “หมุน” รอบตัวผู้ฟัง

Wah Wah

Wah-Wah

บ้านเราเรียกว่าวาล์ว ซึ่งเอฟเฟคชนิดนี้มักจะต่อแยกออกมา การกดจะเป็นแป้นสวิทช์เท้าสามารถควบคุมเสียงเปิด-ปิดได้ตามจังหวะ เสียงจะถูกปรับย่านความถี่ให้ฟังดูแปลกๆไป ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเสียงมีความ”บวม”ขึ้น มักใช้เป็นลูกเล่นในเพลงหลายๆแนว

Tech 21 Fly Rig 5 v2 guitar effect

ทั้งหมดคือเอฟเฟคที่มักจะนิยมใช้ในหมู่มือกีต้าร์ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟคแบบมัลติหรือแบบก้อนก็มักจะมีเสียงเหล่านี้ติดไว้เพราะทำให้เล่นได้หลากหลายแนวมากขึ้น ดังนั้นหากรู้จักเลือกใช้เอฟเฟครูปแบบต่างๆซาวด์กีต้าร์ก็จะออกมามีมิติมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเหมือนมือกีต้าร์ดังๆที่พอฟังจะรู้ทันทีว่าใครเล่น ดังนั้นนอกจากการฝึกซ้อมแล้วก็อย่าละเลยเรื่องการปรับหน้าตู้และเอฟเฟคกันด้วยนะจ๊ะ

ขอบคุณบทความจาก goodnightkiss

ขอบคุณรูปภาพจาก guitarchulk, Boss, bestguitar